Posts tagged ‘elantra sport’

ทริปหัวหิน กับ Elantra Club Thailand


ชม VDO ทริปนี้ได้ที่ https://youtu.be/IIKwUOx4iUY

14358867_10154500598034326_7256118552591404816_n
ว่าไปแล้วผม เกือบไม่ได้มาแล้วครับทริปนี้…

… เรื่องของเรื่องก็คือโดยปกติแล้วผมไม่ค่อยได้อ่านไลน์ของกรุ๊ป ECT Elantra Club Thailand นี้หรอก…

เพราะว่าสมาชิกกลุ่มนี้คุยกันแต่ละหลายร้อยข้อตวาม…

จนวันหนึ่งพี่ยอด ผู้ใหญ่ใจดี ของ Club ส่งไลน์มาชวนผมมามิตติ้งนี้…ไม่งั้นผมตกข่าวไม่ได้มาแน่ๆ พี่นอดช่วยดูแลจากเดิมไม่มีที่นอนจนได้ห้องกับเขาที่ Bunyan tree หัวหิน

พวกเรานัดกันในเช้าวันเสาร์เวลา 9 โมง ที่จุดนัดพบยอดนิยม Porto chino …ผมมาถึงก่อนเวลานิดหน่อย สมาชิก ทยอยกันมาบ้างแล้ว โดยน้องแบงค์น้องนิวนี่ทำขนม เปี๊ยอร่อยอร่อยๆมาแจก

ส่วนพี่ยอด แกมาคอยแจกเสื้อที่ระลึกที่ฝากพี่ยอดซัก โดยพี่เขาคิดตัวละ 20 …

เสื้อคลับ ทางกลุ่มทำมาขายราคาตัวละ 250 บาทเอง เนื้อผ้าและลวดลายสวยเลยทีเดียว

เสื้อสีน้ำเงิน 60 สีขาวมีลายปักที่ด้านหลัง, แขนแล้วก็ที่หน้าอก เนื้อผ้าดี เป็นที่ถูกใจ

ทราบมาว่าน้องเอกสถาปนิกในกลุ่มของเราเป็นคนออกแบบแล้วให้พี่ท่านหนึ่งเป็นคนทำเสื้อ

คณะฯเดินทางโดยเล็งจุดหมายแรกเป็น ร้านกาแฟที่ชื่อว่า Danus hobby farm ร้านนี้ตกแต่งสวยงามมีแกะและมุมถ่ายภาพหลายจุด โดยใครที่อยากเอารถเข้าไปนี้จะต้องเสียค่ารถเช้าในราคาคันละ 50 บาทซึ่งพรรคพวกทำการต่อรองเหลือ 40 บาทแล้วสุดท้ายก็ไม่เอาเข้าไปสักคันพวกเรา…555

14432976_10154506457494326_628589546586431421_n

เพราะมา 15 คัน ก็ 600 ผมบอก จ่าย 300 อุ้มแกะออกมาถ่ายข้างนอกไม่ต้องเลื่อนรถ ดูเหมือนจะดี

เราแวะ ดื่มกาแฟนั่งเล่นคุยกันอยู่ที่นี่สักพักใหญ่ก็เริ่มออกเดินทางไปยังร้านอาหารกลางวันที่เราเล็งไว้คือร้านชาวเล

ระหว่างการเดินทางไปร้านชาวเล ชาว ECT มีของเล่นชิ้นใหม่มาให้เล่นเป็น application ที่ชื่อว่า Pop Corn สนใจ app นี้ดาวน์โหลดได้ใน play store

เมื่อทำการเปิด Pop corn มันจะทำหน้าที่คล้าย walkie talkie ข้อดีของมันก็คือเวลาพูดไม่ต้องกดปุ่มใดๆเรียกว่าพูดไปก็ได้ยินกันทั้งคณะเลยแถมบางสามารถเชื่อมต่อเข้าไปในบลูทูธแล้วทำให้เสียงออกไปที่ระบบ media player ของรถเราได้ด้วยซึ่งมันจะเปิดออกมาในหน้า เหมือนตอนที่เราต่อ Bluetooth แล้วมีสายเรียกเข้านั่นแหล่ะ

เสลาขับไป เปิด app นี้ มันก็จะทำการเชื่อมโยงการสนทนาของรถทุกคันเข้ามาด้วยกัน แล้วในกรณีที่เราไม่ต้องการให้คนอื่นได้ยินบทสนทนาในรถเราก็สามารถกด Mic Mute ได้

พวกเราวิ่งมาจนถึงร้านชาวเล ปรากฏว่า ช่วงเวลากลางวันวันนี้ร้านชาวเลมีลูกค้าคับคั่งมากจนไม่มีที่จอดรถ

พวกเราเคลื่อนขบวนออกมาสักพักใหญ่ก็ยังไม่มีที่จอดก็เลยเปลี่ยนใจไปเป็นร้าน ลาแมร์ ร้านลาแมร์ อยู่ในเขาตะเกียบ ว่ากันว่าเป็นร้านที่มีวิวสวยที่สุดในย่านนี้ ผมเองก็เคยมาหลายครั้งแล้วก็ประทับใจทุกครั้ง พวกเราแบ่งออกเป็น 4 โต๊ะ ก็นั่งกันประมาณโต๊ะละ 8 -9 คน

14494687_10154506458759326_1053138440947507690_n

ทานอาหารกันหลายอย่างทางกันจนอิ่มค่าอาหารเฉลี่ยเอามาตบหัวละ 250 บาทเท่านั้น ถือว่าไม่แพงเลยสำหรับอาหารทะเล อร่อยๆแบบนี้

หลังจากทานอาหารเสร็จพวกเราก็เข้าที่พักกันครับ ที่พักที่เรามาพักชื่อว่า บันยันรีสอร์ทแอนด์สปาหัวหิน อยู่ไม่ห่างจากอุทยานราชภักดิ์ บรรยากาศดี ที่นี่สร้างเป็นรีสอร์ทเป็นหลังๆ หลังหนึ่งมี 2 ห้องใหญ่พร้อมห้องนั่งเล่นตรงกลาง ด้านหลังมีสระว่ายน้ำยาวตลอด โดยสระที่ว่านี้จะยาวผ่านบ้านพักทุกหลังเลยครับ

14463241_10154506459574326_3977674217283009769_n

เช็คอินกันเรียบร้อยชาวคณะจะนัดกันไปเล่นกิจกรรมจะไม่นานครับ ก็มีการเล่นลิงชิงบอลบ้างบางคนก็เอาเรือไปลอยน้ำบ้างบางคนจะว่ายน้ำบ้างเป็นที่สนุกสนาน พวกเราเล่นลิงชิงบอลกันอยู่เป็นชั่วโมงชั่วโมงเลยนะครับสนุกมากทำให้ได้รู้จักกันทั้งกลุ่ม มีทั้งผู้ชายผู้หญิง เด็ก,หนุ่ม,สาวและคนชรา (อันนี้ผมหมายถึงพี่ยอดคนเดียว^^)

14446129_10154506460704326_2092397064643387289_n

ช่วงเวลาแห่งความสุขผ่านไปเร็วมากสักพักก็ได้เวลาออกไปทานอาหารกัน โดยเราเลือกมื้อค่ำเป็นร้านโสภา

ร้านโสภาอยู่ ไม่ไกลมากจากที่พักแต่ตอนที่เข้ามาที่ร้านนั้นฝนตกอย่างหนักทำให้จอดรถแล้วต้องวิ่งฝ่าฝนเข้าไป

ร้านโสภาเป็นร้านอาหารทะเลที่มีอาหารทะเลสดมากครับ เราทานกันเต็มที่ ร้านออกมาต่อให้อยู่ที่ประมาณไม่ถึง 300 บาทเลย จัดเป็นอีกมือที่คุ้มค่าครับ

14484782_10154506461194326_6526423337858028747_n

กิจกรรมช่วงเย็นนั้นสัพเพเหระแล้วล่ะครับซึ่งมีเซอร์ไพรส์ด้วยการเป่าเค้กวันเกิดพี่หนุ่ยหนึ่งในสมาชิกของ ECT หลังจากนั้นก็เป็นการเสวนาฮาเฮ เล่นเกมทายคำกัน นะครับ

รอบดึกนี่จะมีน้องบางคนเล่นกีฬาในร่มกันนะครับ นั่งบวกเลขกันนั่นแหละ

ผมแยกออกมาเราเราตีหนึ่งเพราะพรุ่งนี้วางแผนว่าจะออกไปวิ่ง

14494751_10154506463534326_8282708994713707282_n

ตื่นเช้ามาตอน 6 โมงกว่ากว่าอากาศกำลังดีเมื่อคืนมีฝนตกบ้าง เช้าๆเลยชุ่มชื้น ผมล้างหน้าแล้วก็สวมชุดกีฬาใส่รองเท้าวิ่งจ๊อกกิ้งออกไปด้านหน้าโครงการ

ถามรปภ.ว่าอุทยานราชภักดิ์อยู่ตรงไหนรปภ.ชี้ไปทางขวามือผมเลยวิ่งออกไป

แสงแดด*อ่อนๆเริ่มส่องออกมา ผมสังเกตเห็นฝั่งตรงข้ามมี bicycle lane ดูปลอดภัยดีที่สำคัญมีต้นไม้บังแดดให้ตลอดทางผมเลยข้ามถนน ไปวิ่งใน bicycle lane แทน

ด้านทางเข้า bicycle lane มีเหล็กกันไม่ให้รถอื่นใช้ถนนนี้วิ่ง ผมสังเกตเห็นมีตำรวจท่านหนึ่งยืนผมอยู่เข้าใจว่าคงเอาไว้คอยบอกไม่ให้รถมอเตอร์ไซค์เผลอเข้าไปใช้พื้นที่ตรงนี้

bicycle lane ที่นี่ทำไว้ดีแต่ความกว้างของเลนน้อยไปนิดนึงนั่นคือถ้าวิ่งเกิดมาก็จะมาหาได้ทีละไม่เกิน 2 คันต่อฝั่ง แต่ก็เพียงพอสำหรับตอนนี้เพราะไม่มีรถจักรยานมาวิ่งเลย

ผมวิ่งมาได้พักหนึ่งก็ถึงอุทยานราชภักดิ์ครับ ที่นี่มีอนุสาวรีย์ของ พระมหากษัตริย์ที่เป็นมหาราชทั้ง 7 พระองค์ตั้งอยู่ ด้านหน้ามีทหารคอยรักษาความปลอดภัย

ผมวิ่งเข้าไปทหารที่เฝ้าอยู่ด้านหน้าหันมาคงนึกว่าผมเป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่จึงหันมาทำความเคารพกันเป็นแถว เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ่อยๆเวลาผมไปวิ่งออกกำลัง สงสัยจะอาวุโสได้ที่แล้วน้องๆเลยเข้าใจว่าเป็นผู้ใหญ่แถวนี้กัน แต่ก็ดีครับได้รับการเคารพจากน้องๆ

บริเวณด้านในของอุทยานราชภักดิ์ ว่างมากครับพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่สำหรับลานจอดรถสวนทางเข้านั้นจะมีการตรวจแล้วก็ไม่อนุญาตให้สวมกางเกงขาสั้นเข้าไปในบริเวณอนุสาวรีย์โดยทางเจ้าหน้าที่จัดจัดบริการกางเกงขายาวไว้ให้สวมโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ผมเดินเข้าไป ชมและ แสดงความเคารพ ตรงอนุสาวรีย์

แดดเริ่มออกมาสักพักแล้ว และเริ่มร้อนเลยตัดสินใจวิ่งกลับไปที่โรงแรม โปรแกรมช่วงสายไม่มีอะไรเพราะว่าไม่ได้นัดกันไว้เราเช็คใน line ให้พบว่านัดเจอกันอีกทีตอน 10 โมงครึ่งเพื่อการเดินทางกลับ

โปรแกรมระหว่างเดินทางกลับไม่มีอะไรมากมีแค่นั้นการถ่ายรูปที่อุทยานราชภักดิ์อย่างเดียว วันนี้ผมเลยได้มาเยือนที่นี่สองรอบ รอบแรกวิ่งมา

รอบนี้ไปอ้อนเจ้าหน้าที่เขา จอดรถถ่ายภาพ ซึ่งปกติจะห้ามนะครับ ผมเองก็ follow น้องน้องไปครับมาด้วยกันแล้ว (แต่ถ้าเลือกได้ก็อยากชวนน้องๆ ทำตามกฏเกณฑ์)

14358823_10154506463314326_2090156647051034151_n

ถ่ายเสร็จก็แยกย้ายครับ ผมเสนอแวะร้านของฝากร้านของเสียงยง ร้านชิดชนก แต่มีสมาชิกเสนอขึ้นมาอีก 2 ร้านผมเลยขอแยกตัว ณ.จุดๆนี้เลยเพราะว่ายังไงก็ต้องไปแวะหาเสี่ยย้งอยู่แล้ว

นั่นจะเป็นการจบโปรแกรมทริปนี้ของเรานะครับ 2 วัน 1 คืนที่ผ่านมาถือว่าได้พักผ่อนคุ้มค่าและได้รู้จักน้องๆตัวเป็นๆ ที่ชื่นชอบรถยนต์ฮุนไดเอลันตร้ารุ่นเดียวกัน มาที่เที่ยวนี้บอกได้เลยว่าจะกิเลสขึ้นเยอะเลยเพราะว่าแต่ละคันแต่งงานสวยๆทั้งนั้นกลับไปครั้งนี้คงได้เสียเงินให้น้าตั้มแน่ๆ

ขอบคุณผู้จัดทุกท่านที่ได้ทำให้มีทริปดีๆแบบนี้ครับไว้มีโอกาสคงได้ร่วมทริปกันอีกครับ

14463216_10154506463089326_3838076667547631421_n

14463238_10154506463374326_7497420408158015689_n

สมาชิกคันเก่า…


ก่อนจะมาเจอกัน….
==========
สวัสดีครับ ผมชื่อป๋องครับ …ใช้ Pongroofman เป็นชื่อในโลก online

ได้เข้ามาที่ Web ECT (Elantra Club Thailand) เมื่อวาน (20 Oct 2014) นี่เองครับ ..
โดยตั้งใจเข้ามาหาข้อมูลเกี่ยวกับ รถ Elantra คันนี้…

เข้ามาแล้วก็เห็นว่า Web ECT สมาชิกยังไม่เยอะมาก ผมเข้ามามี 23 คน ตัวเองอยากเป็นสมาชิกด้วยและอยากได้ เลข 25 เลยไป Post บอกไว้ก่อน …อิอิ ไม่มีอะไรมากครับ แค่ 25 เป็นวันเกิดครับ จะได้จำง่ายๆ

เข้ามาแล้วเลยขอบันทึกเรื่องราวของรถคันนี้ไว้หน่อยครับ … เผื่อว่าเวลาผ่านไป จะได้จำได้ถึงการได้มาเจอกันในครั้งนี้ …

รถคันนี้เป็นรถที่ผมแคะกระปุกไปซื้อมา เป็นคันที่ ห้าในชีวิตละครับ ประสบการณ์ในการเลือกรถแต่ละคันก็สอนเอาไว้เรื่อยๆ ว่า เลือกรถแต่ละคันควรจะดูอะไรบ้าง

คันแรก Toyota Corolla GTI 1600 CC สีขาว

<ไว้จะหารูปมาแปะนะครับ>

รถคันแรกของผมเป็นยุคที่รถยนต์ มีการปรับราคาลงมา เนื่องจากโครงสร้างภาษีครับ ทำให้ฝันของคนอยากมีรถ กลายเป็นความจริง …โดยตอนแรกที่ไปจองรถ ผมซื้ออีกรุ่นนึงเป็น Colora เหมือนกัน แต่ระบบจ่ายน้ำมันเป็นคาร์บิว …พอเดินไปดูรถ เห็น เจ้า GTI นี่จอดอยู่ มีอะไรหลายอย่างที่แตกต่างกัน แต่ตัวที่ทำให้ผมตัดสินใจคือความเป็น sport sedan ในยุคนั้น เพราะ เครื่องหัวฉีด  1,600 CC ที่ให้มานั้น ให้กำลังถึง 130 HP เลยทีเดียว แถม ตัวรถก็แต่แผง Dashboard ใหม่ เป็นเรือนยาว ให้ Disc เบรคสี่ล้อ และ อื่นๆ มากมาย ทำให้ราคาที่ตอนแรกจะซื้อ 460,000 กลายเป็น 570,000 ไปในพริบตา ..
ตอนนั้น เครื่องหัวฉีด ยังเป็นของใหม่ครับ รถส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยมีวิ่งกัน

สิ่งที่เรียนรู้ตอนนั้นคือ รถที่เป็นรถตลาด อะไหล่จะหาง่ายครับ ของมีทุกชิ้นรอไม่กี่วัน แต่เรื่องของค่า maintenance ผมเฉยๆ กับศูนย์เพราะตอนนั้น โชคไม่ค่อยดี เจอช่างไม่ค่อยเก่ง การวิเคราะห์ปัญหาต่างๆ อธิบายได้ไม่ค่อยดี ดังนั้น หลังๆ มาสำหรับการซ่อมแซมเอง บางอย่างก็ออกมาทำนอกศูนย์บ้างครับ

ผมเรียกรถคันนี้ว่า GTI สมัยนั้น ไม่มี Social network เลยไม่ได้เรียกให้ใครได้ยิน ได้รู้มากนัก ชื่อของรถ ก็คือ รุ่นของรถนั่นเอง


ค้นที่สอง Hyundai Tiburon 2.0 สีแดง

คันนี้เป็นรถที่ผมประทับใจตั้งแต่แรกเห็นครับ … เพราะการออกแบบที่ไม่เหมือนรถคันอื่นๆ แถมหน้าตาแปลก (เรียกได้ว่าถ้าไม่ชอบรถแบบนี้ หน้าตาจะหน้าเกลียดไปเลย) เป็นรถ เกียร์ออโต้ คันแรกของผมครับ ใช้งานกันมานาน ..เรียกได้ว่า อยู่กันจนเปลี่ยนอะไหล่กันแทบจะทุกชิ้นแล้ว ถือเป็นรถที่สวย และ รูปทรงอยู่ได้นาน ไม่เบื่อครับ

การใช้รถผลิตจากเกาหลี ตอนนั้นของผม มีแต่คนถามครับ ว่า คิดยังไง … ผมไม่เคยตอบหรอกครับ เพราะว่า มันเป็นความ”ชอบ” ของเรา และ คิดว่าข้อดี ในความเห็นเรา อาจจะไม่ใช่ข้อดีในความคิดคนอื่น ก็ได้ …

รู้แต่ว่า เวลาเราได้ทำอะไรที่เราชอบ ทุกครั้งที่เราได้ทำ มันจะมีความสุข รถคนนี้ก็เหมือนกันครับ ทุกครั้งที่ผมขับ ผมจะรู้สึกดี และ ภูมิใจที่ได้เป็นเจ้าของ ถึงแม้หลังๆ รถจะมีเสีย มีอะไรตามสภาพ แต่ผมก็ซ่อมแซมมันไปครับ จำได้ว่า การซ่อมล่าสุดตอน Hyundai motor เข้ามาทำตลาดเอง ผมเอาไป service ที่ศูนย์ตรง พหลโยธิน (ใกล้ตึกช้าง) บอกให้ช่างทำช่วงล่างให้สภาพดี พอเช็คบิลออกมา สี่หมื่นกว่าบาท เดือนนั้น อดกินขนมไปเลย

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากคันนี้ คือ การดูแล และ สังเกตอาการผิดปกติของรถ และ เพื่อไม่ให้มีอาการที่หนัก และ ต้องไปเสียกลางทางครับ และ ศูนย์บริการ ไม่จำเป็นต้องเยอะหรอกครับ ขอให้มีที่ๆ สะดวกที่เราจะเดินทาง และ มีช่างที่มีความรู้วิเคราะห์ปัญหาได้ พร้อมระบบการสั่งอะไหล่ที่ไม่ใช้เวลานานมาก ก็เยี่ยมยอดแล้วครับ

ผมเรียกคันนี้ว่า Tibby ครับ … และ Tibby คันนี้ละมังครับที่ทำให้ผมเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อรถเกาหลี

คันที่สาม Honda Accord Generation ที่ 7

เห็นรถคันนี้ครั้งแรก ผมก็ชอบเลย เพราะรูปทรงมันดูปราดเปรียว และ เมื่อเทียบกับ รถขนาดใหญ่ ด้วยกัน อย่าง Camry ตอนนั้น Camry ออกแบบเรียบมาก ที่ชอบมากๆ อีกที่คือ ภายใน ที่มีปุ่มต่างๆ ค่อนข้างเยอะ เวลาขับเหมือนกับกำลังบังคับยานอวกาศ ฮ่าๆๆ

พอได้ใช้เลยรู้สึกได้ว่า รถที่เป็น size ใหญ่ จะให้การขับขี่ที่นุ่มนวลมาก และ option ที่ให้มาก็จะดีกว่ารถขนาดกลางเยอะ อย่างเช่นการปรับระดับของเก้าอี้ รถระดับกลางส่วนใหญ่ก็จะเป็น manual ในขณะที่รถใหญ่ จะเป็นไฟฟ้าทั้งหมด

สิ่งที่เรียนรู้จากตรงนี้คือ รถใหญ่ การกินน้ำมันก็จะเพิ่มตามตัว ทำให้ผมได้แนวคิดการใช้พาหนะ ที่ใช้น้ำมันได้อย่างคุ้มค่า และ การดูเรื่อง option ต่างๆ ที่ต้องมองว่าจำเป็น หรือ ฟุ่มเฟือย เกินไป สำหรับรถหนึ่งคัน

คันที่สี่
Suzuki Swift 1.5

….. และแล้วสีน้ำเงินก็เข้ามาในชีวิตผม

เป็นรถเล็กคันแรกที่ได้เล่นครับ ตอนนั้นกำลังมองหาของถูกใจโดยมีเงื่อนไขว่า ต้องเป็นสีน้ำเงิน …

และแล้ววันนึงผมก็เจอครับ ตอนไปดูหนังที่ พารากอน เจ้า Swift ตัวแต่งเต็ม (แบบ Hikari) ตัวนี้ จอดสะดุดตาอยู่ …หลังสอบถามเร็วๆ ก่อนรีบเข้าไปดูหนัง วันรุ่งขึ้นใบจองก็อยู่ในมือ พร้อมกับเงื่อนไขว่า ให้ส่งรถภายในสองอาทิตย์ และ แต่งให้เหมือนกับที่เห็นวันนี้ …

ความรู้สึกตอนซื้อ swift ตอนนั้น คงไม่ต่างจากการตัดสินใจเป็นเจ้าของ Elantra ตอนนี้ เพราะตอนที่ซื้อนั้น ยังไม่มีใครรู้จัก Suzuki Swift ในนามของรถเก๋งขนาดเล็กที่สวยงาม วัสดุดี แต่ติดภาพ Suzuki ที่ทำตลาดรถจี๊ป กับ รถบรรทุกเล็กในอดีต

เหตุผลที่ผมเลือก ตัว Swift ตอนนั้น เพราะเชื่อมั่นใน ผลิตภัณฑ์ตัวนี้ เนื่องจาก เวลาที่มีโอกาสเดินทางไปยังประเทศทางโซนยุโรป เช่น เยอรมัน ผมพบว่า ในประเทศที่รถส่วนใหญ่จะเป็น BMW Benz หรือ Audi กลับ มี เจ้า Swift นี่วิ่งอยู่ให้เห็นได้บ่อยๆ ทั้งๆ ที่รถจากญี่ปุ่น เมื่อมาจำหน่ายที่นี่ ราคาไม่ได้ถูกมากเลย

วันนั้นที่ตัดสินใจเป็นเจ้าของ ไม่ได้กังวลอะไร เพราะรู้อยู่อย่างเดียวว่า ถ้าเราได้ใช้รถที่เราพบว่าเราชอบ นอกนั้นเช่นเรื่องบริการ ให้เป็นภาระของคนที่นำมาขายก็แล้วกัน เตรียมตังส์เอาไว้ก็พอ…

การครอบครอง Swift วันนั้น ทำให้ ผมได้เข้าสู่ คลับ SSC (Suzuki Swift Club Thailand) และได้มิตรภาพจากเพื่อนในคลับหลายท่าน จากวันแรกที่ใช้ ถึงวันนี้ ก็ ห้าปี และแล้ววันนี้ผมก็เห็น Swift วิ่งกันเต็มเมือง และที่สำคัญ มิตรภาพของชาว SSC ยังคงอยู่ ถึงจะเหมือนเดิม จากการปรับเปลี่ยนรุ่น (มีรุ่น 1.2 มาจำหน่ายเป็น eco car) แต่ก็ยังติดต่อ และ มีกิจกรรมให้เจอกันอยู่เสมอ

สิ่งที่ผมเรียนรู้ จากการใช้ Swift คือ การใช้รถที่กำลังบุกเบิกตลาดใหม่ การพัฒนาบุคคลากร และ ยกระดับงานบริการ เป็นเรื่องสำคัญ ผมเอง ได้รับการบริการที่ดีมากๆ จากศูนย์ของ Suzuki มาโดยตลอด ข้อดีอีกอย่างของ รถรุ่นนี้คือ ความนิยมในการนำรถมาตกแต่ง ทำให้ ของแต่งของรถรุ่นนี้ มีเยอะมากๆ และ สวยงามเสริมคุณค่าให้ตัวรถได้เป็นอย่างดี …จนสามารถบอกได้ว่า รถรุ่นนี้ ช่วงที่ผมออกมาแรกๆ ไม่มีคันไหน ที่จะใช้ในแบบ Stock ที่โรงงานทำออกมาเลย อย่างน้อย ก็ต้องมีการตกแต่ง แม้กระทั่งติด sticker ก็ยังดี

และแล้ว ก็มาถึง ณ.จุดๆ นี้ครับ

รถคันที่ห้า .. Hyundai Elantra sport 1.8 GLS Navi

คำถามแรกคือ .. ทำไมถึงเป็นคันนี้…

คำถามนี้เป็นคำถามสั้นๆ ง่ายๆ …ทำไมถึงเลือก Hyundai?

เป็นคำถามที่ผมอยากจะแปลว่า ทำไมเลือกรถคันนี้? มากกว่า เพราะ การระบุว่า Hyundai นั้นหมายถึง Brand รถยนต์จากค่ายเมืองโสม ไม่ได้จำเพาะเจาะจง ถึง รถรุ่น Elantra sport ที่ผมเลือก

การเลือกรถหนึ่งคัน สำหรับผม นั้น เรื่อง Basic พื้นฐาน ที่ควรมี ก็คงไม่ต่างจากรถรุ่นอื่นๆ หากแต่ ต้องการ สิ่งพิเศษ เพิ่มเติมอีก นิดหน่อยครับ

รูปแบบ
1. รูปทรงออกแบบ ต้องล้ำสมัย ดูไม่เรียบ จืดชืด อย่างน้อยๆ คนที่พบเห็นต้องรู้สึกแปลกตา และ รู้สึกว่ามีความแตกต่างจากรถทั่วไป
2. มีลักษณะเด่นพิเศษ ในการออกแบบ เช่น ไฟหน้า หรือ ไฟท้าย ต้องเก๋ บ่งบอกถึงความตั้งใจในการออกแบบ
3. แผงโดยสาร ต้องออกแบบให้ดู ล้ำยุค ไม่ดู โบราณ หรือ ดู แบบแนวอนุรักษ์ การมีสันสัน หรือ ข้อมูลในการแสดงผล เยอะๆ จะชอบมาก
4. มีปุ่มสำหรับควบคุมระบบต่างๆ ที่ออกแบบให้ใช้ง่าย ไม่ว่าอยู่บน dashboard หรือ บนพวงมาลัย
5. กำลังเครื่อง ต้องสูง เมื่อเทียบกับ CC แรงบิด ดีที่รอบไม่สูงมาก สำหรับการเร่งแซง
ุ6. อัตราการกินน้ำมัน เทียบกับน้ำหนักรถ ต้องสูง (น่าจะต้องเกิน 65 kgรถ/liter น้ำมัน)
7.ระบบความปลอดภัย เทคโนโลยีใหม่ๆ (หลังใช้รถสักพัก จะพบว่าระบบพวกนี้ช่วยให้การขับขี่ดีขึ้นครับ เหมือน ที่เราเคยรู้สึกว่า ทำไม รถยุโรป ราคาแพงมักจะขับดี เป็นเพราะว่า รถเหล่านี้ มีระบบพวกนี้มาให้ด้วยอยู่แล้ว)
8. คุณภาพของวัสดุที่นำมาใช้ ต้องดูแล้วมีราคา ไม่ดูแล้วเหมือนของถูก
9. ศูนย์บริการไม่ไกลจากบ้านมาก และ บริเวณที่ซ่อมดูแล้วมีความพร้อม เป็นระเบียบสวยงาม
10. ระบบการเตรียมอะไหล่ มีประสิทธิภาพดี (อันนี้ การเลือกใช้รถที่มียอดจำหน่ายเยอะ อาจจะช่วยให้มีความพร้อมมากกว่ารถที่จำหน่ายน้อย)
11. เข้าไปนั่งแล้ว ไม่คับแคบ ผมสูง 175 cm ดังนั้น ต้องเลือกรถที่เหมาะกับสรีระ และ ตำแหน่งคนข้บ ต้องสามารถปรับเบาะ จนได้ตำแหน่งที่นั่งสบายและควบคุมรถได้ดี
12. ไม่เกร่อ ข้อสุดท้ายนี้ ถึงแม้รถจะดี แต่ คนใช้เต็มบ้านเต็มเมืองก็ไม่ชอบครับ
และที่สำคัญ ข้อสุดท้าย
13. ราคาต้องไม่เกินล้านบาท สำหรับ C segment รถ Size นี้

สิบสามอย่างนี้ มันมา โป๊ะเชะ กับ Elantra ปี 2015 นี่ล่ะครับ ทำให้ผมรู้สึกว่า “ต้องโดน”

แต่เรื่องของเรื่องมันต้องมีเหตุครับ …วันที่ผมมาพบรักกับ Elantra นั้น ดันมาเกิดเหตุที่ ศูนย์ Honda ซะงั้น ….

<ยังมีต่อ …คงต้องเขียนกันอีกยาว>