Posts tagged ‘bikerนิสัยดี’

เมื่อจ่อยเจอรถติดไฟแดง


ขี่บิ๊กไบค์แบบนิสัยดี

‪#‎พักสักนิดได้คิดอะไร‬
===============
คติเตือนใจวันที่ 21-28 May 2016
อยากฝากเรื่องของ จ่อย ให้คิดตามครับ
แล้วเล่าให้เพื่อนฟังด้วยนะครับ
===================

เสาร์ที่แล้ว ผมเล่าเรื่องจ่อยไป ..
เมื่อวานผมก็ได้เจอเจ้าเจ่อยนี่อีก

มาคราวนี้จ่อยมีเปลี่ยนแปลงไป เพราะมันใส่หมวกกันน๊อค

เหมือนจ่อยจะรู้ มันรีบบอกผมเลย
“ตำรวจแม่งตั้งด่าน อยู่ปากซอยเนี่ย… ” จ่อยรีบบอก

การใส่หมวกของจ่อย เป็นการใส่เพื่อความปลอดภัยเหมือนกัน แต่ ปลอดภัยต่อ กระเป๋าสตางค์ เพราะ ไม่อยากไปเสียค่าปรับ

“ใส่ก็ดีนี่ หล่อดี ” ผมบอก

“ร่อนจะตายพี่ป๋อง .. ยิ่งหน้านี้ด้วย แต่ดีอย่างนะ เวลาโทรศัพท์ไม่ต้องเอามือถือ ” จ่อยบอก ว่าแล้วก็ทำให้ดู โดยเอาโทรศัพท์ยัดเข้าในหมวก ตรงหูพอดี

“ดีกว่า สมอล์ทอร์คเว้ยพี่ .. ไร้สาย” มันบอก ทำหน้าตาหน้าถีบ

“แล้วพรุ่งนี้พี่มีไปไหนเปล่า ..” จ่อยถาม

“มี..ว่าจะเข้าเมือง” ผมบอก จ่อยพยักหน้า เราพักอยู่ห่างเมืองประมาณ 40 km พอเข้ากรุงที ก็มักเรียกว่าเข้าเมือง

“ผมก็เข้า พรุ่งนี้ออกกี่โมงครับ เดี๋ยวผมขี่ตามนะ รอๆ กันด้วยล่ะ” จ่อยบอก

วันรุ่งขึ้นผมออกจากบ้านแต่เช้า พร้อม จ่อย ที่บิดตามมา ..

เดือนนี้เป็นเดือนแห่งระเบียบวินัยครับ ผมวิ่งตามกติกาเป๊ะ ทางด่วนไม่เข้า วิ่งคู่ขนาน เลนขวาไม่แช่ ไว้แซงอย่างเดียว จนกระทั่งวิ่งมาถึง สะพานข้ามแยก …จ่อยเปลี่ยนเลนทำท่าจะขึ้นสะพาน ผมเร่งเครื่องแซง ให้สัญญาณ วิ่งออก ด้านล่าง แล้วเราทั้งคู่ก็ติดไฟแดง เงาของสะพาน ช่วยบังแสงยามเช้าพอดี

“ไม่ไม่ขึ้นสะพานล่ะพี่.. ข้างล่างติดตายห่า” จ่อยบอก

“สะพานนี้เขาห้ามขึ้น” ผมบอก

“ใครๆ เขาก็ขึ้นกันพี่ เวลาเร่งด่วนแบบนี้ ตำรวจไม่จับหรอก ” จ่อยบอก สอนเหมือนผมเพิ่งหัดขับรถ

“พี่รอได้ ติดไฟแดง ก็เป็นการพักอริยาบทนะ ขี่นานๆ ได้จอดหน่อยก็ดี ” ผมบอก จริงๆ ก็ร้อน แต่ รถมอเตอร์ไซต์ มาจอดด้านหน้า ยังไง ก็ไฟแดงเดียว

“เสียเวลาน่ะพี่ .. ” จ่อยบ่นกระปอดกระแปด แต่ ก็รอ

นาฬิกานับถอยตั้งแต่ 90 วินาที จนมาถึงเลข 0 เราทั้งคู่ ได้พัก นาทีครึ่ง .. ไฟเขียวก็ติด เราทั้งคู่เคลื่อนรถออกไป

เราวิ่งไปจนถึงอีกสะพานนึง มีป้ายห้ามขึ้นเหมือนกัน .. ผมปล่อยจ่อยนำหน้า .. ลองดู ว่าน้องมันจะขึ้นสะพานมัย

ปรากฏว่า จ่อยไม่ขึ้นสะพาน

ตอนรถติดไฟแดง ผมเปิด shield ถาม

“นึกว่าจะขึ้นสะพาน” ผมยิ้ม

“คิดๆ ดูแล้ว ผมว่ามันหล่อดีว่ะพี่ เวลาติดไฟแดง ตรงสะพานลอยเนี่ย .. ” จ่อยบอก ผมทำหน้างง

“ก็ป้ายมันเขียนตัวเบ่อเร่อ ว่าห้ามขึ้น .. เราเองก็รู้หนังสือ แล้วยังดันขึ้น …ผมนึกๆ ดูเมื่อกี้ .. ตอนพี่ป๋องบอก พี่ก็ไม่ได้ว่าผม เพียงแต่พี่บอกผมว่า สะพานนี้มันห้ามขึ้น เพราะป้ายมันก็เขียนอยู่ ผมเองก็ยังเถึยงพี่อีก .. เมื่อกี้ตอนจอด ได้คิดอะไรเพลินๆ นั่งนึกดู นี่กูมันโง่นี่หว่า .. ทำผิด แล้วยังหาเหตุผลมาเข้าข้างตัวเองอีก ..ไม่ฉลาดเลย.. ผมเลยคิดว่า ไม่ขึ้นดีกว่า” จ่อยเล่ายาว ผมฟังยิ้มๆ

“ไม่รีบแล้วเหรอ …” ผมถาม

“รีบพี่ แต่ไม่อยากดูโง่” จ่อยบอก .. ผมงง กับคำตอบมันเหมือนกัน .. ไม่คิดว่ามันจะตอบมาแบบนี้

เรื่องของจ่อย ทำให้ผมคิดได้ว่า เด็กแว้นอย่างจ่อย ถึงจะมีพฤติกรรมกวนเมือง ลึกๆ แล้วความคิดความอ่าน เขาบางเรื่องเขาก็รู้ เพียงแต่ เขาต้องการตัวอย่างที่ดี ให้ นำพาเขาไปเท่านั้น

เล่าเรื่องจ่อย มาสองตอนละ ก็ฝากสมาชิก ช่วยกันบอกน้องๆ เพื่อนๆ ด้วยการเป็นตัวอย่างที่ดี ให้เขาเห็นกันนะครับ ..

รับปากนะครับว่าจะทำ ..

ป๋อง

21 May 2016

‪#‎sloganbiker‬

V12043508-0

ต้องการอะไร?


ต้องการอะไร?
==========
อ่านแล้ว share ด้วยครับ
==========

12465131_10153781289809326_2071317296_o.jpg

เหตุการณ์ เกิดขึ้นระหว่างการออกทริป ของผม.. ในช่วงขากลับ

เมื่อครู่ออกมาจากกำแพงเพชร ข้างหน้าเป็นแยกไฟแดง รถติดยาว …
Pick up คันหน้าอยู่ในแถวดีๆ ก็ตบออกมาไหล่ทาง ซึ่งเขาไม่ได้ให้วิ่ง คงกะจะลักไก่ไฟเขียว เพราะออดมาก็วิ่งช้าๆ

ผมให้สัญญาณแตร เพื่อให้รู้และ แซงขวา พวกเบียดเข้ามาเสียชิด… คิดแง่ดี คงไม่ทันเห็น (ไฟรถผม เยอะมาก ถ้ามองรับรองว่ายังไงก็เห็น)

ผมจอดรอไฟแดง หันไปดู เอ๊ะ .นี่มันดมตูดกันเลย .. เหมือนเขาจะสื่อสารอะไรกับผมนะ… ตั้งใจมาจอดซะชิดขนาดนี้

ผมตั้งขาตั้ง…ลงจากรถตาม style นิสัยดี

ทักทาย
======
ผมลงจากมอเตอร์ไซต์ …นี่เป็นครั้งที่สามแล้วที่เกิดเหตุการณ์คล้ายๆกันนี้ ตั้งแต่ขี่รถมาสี่ปี

สองครั้งแรกเกิดในกรุงเทพฯ ครั้งแรกมนุษย์ป้า ครั้งสอง วัยรุ่นตอนปลาย… ทั้งสองเคส จอดเสียบเข้ามาแบบนี้ และมาโดย “อวัยวะ” หรือ ชิ้นส่วนบางส่วนของน้องซีดส์ผม ซึ่งท้งสองเคส ดูเหมือนเจ้าของรถยนต์จะไม่ Happy กับตอน ending นัก… เพราะต้องโดน”บอกกล่าว” ไปพอสมควร

นี่เป็นครั้งที่สามที่รถยนต์มาจอด สอดเข้ามาจนเสียวตูด ที่แปลกใจ เพราะเป็นครั้งแรกที่เกิดในต่างจังหวัด…! เพราะผมเชื่อ ว่า อารมณ์ กวนๆ แบบนี้ ผมนึกว่าจะเกิดแต่ในกรุงเทพฯ ซะอีก

ผมเดินเข้าไปหา..เดินไป ก็ กระตุ้นกล้ามเนื้อไป .. เพราะผู้รู้ท่านบอกว่า ก่อนออกกำลังกาย ต้อง warm up ดังนี้ กล้ามเนื้อใช้งานทุกส่วน เลยโดนกระตุ้นให้ทำงาน จะออกกำลังท่าไหนไม่รู้หรอก แต่ วิทยาศาสตร์การกีฬาสอนไว้ว่าให้วอร์มร่างกายก่อนเพื่อป้องกันการบาดเจ็บ

“จอดเข้ามาจนชนรถผมแล้วนี่….” ผมพูดเสียงดังฟังชัด เจ้าของรถใส่แว่นเรย์แบนสีดำไว้หนวด ผมประเมินดูคร่าวๆ อายุน่าจะ พอสมควร แต่ไม่น่าจะมากกว่าผม

“ชนด้วยเหรอ” เจ้าของรถพูดออกมา ผมเดาสีหน้าไม่ได้เพราะพี่เขาใส่แว่น

“ลงมาดู…” พูดจากห้วนๆ ไม่ใช่ ปกติของผม แต่ กรณีนี้ ถือว่าตั้งใจ พูดไม่ทันจบ ผมเปิดประตูรถออก เป็นการ เชิญ “เดี๋ยวนี้เลย” ประโยคหลัง บอกห้วนๆ ห้วนกว่า ตอนแรก อีก

คนขับลังเล… ผมกำชับด้วยเสียงอีกที เขาเอามือดึงเบรคมือ แล้วลงจากรถ คนเต็มรถ ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงมีอายุ คงจะกลับบ้าน ตามเทศกาลกัน

ผมชี้ให้ดู “นี่จอดใกล้ขนาดนี้…ต้องการอะไรเหรอ” ผมถาม เขาคงเดาอารมณ์ ผมจากน้ำเสียง เพราะ อย่างอื่นคงเห็นแต่ลูกตา เพราะ ผมยังไม่ได้ถอดหมวก

“ไม่ชนนี่” คนขับบอก เหมือน นึกมาแล้ว เพราะพวกไม่ได้ ตั้งใจให้ชน แต่ แค่ตั้งใจให้ชิด . เรื่องแบบนี้ ตำรวจบอกว่า “เหตุยังไม่เกิด เอาเรื่องไม่ได้”

“ไม่ต้องรอชนหรอก แค่นี้ก็มีเรื่องได้แล้ว จอดชิดขนาดนี้ ต้องการอะไรเหรอ” ผมถาม ที่ถามเพราะต้องการคำตอบ ถึงแม้สถานการณ์ จะเหมือนถามหาเรื่องก็ตาม

“ผมไม่ได้มีอะไรนะ” คนขับรถบอก “ผมไม่คิดว่าพี่จะจอดตรงนี้” พี่เรย์แบน พูดต่อมาหน้าตาเฉย

“ผมจอดอยู่คุณก็เห็น…” ผมเริ่มรู้สึกวูบวาบ อาจเป็นพราะ กระตุ้นกล้ามเนื้อมากเกินไป หรือ ไม่ก็ คำพูดพี่เรย์แบน มันกระตุ้นบางอย่างในตัวผมมากเกินไป ก็ไม่ทราบ ความรู้สึกเหมือน มันมีพลัง ที่อยากปล่อยออกมาซะเหลือเกิน

ผมมองหน้า พยายามจ้องตา ทะลุผ่านแว่น .. แล้วพูดเสียงเนิบๆ ช้าๆ

“ถอดแว่นออกก่อนมั๊ย…. จะได้ไม่เสียของ” ผมบอก เตือนจากประสบการณ์ เสียดายเของ ออกกำลังกายที ของประดับ เสียหายหลักหมื่น … เขาเชื่อถอดแว่นออก ผมอยากดูตาชัดๆ

” เมื่อกี้ตอนแซงมา ก็เบียด และเร่งเครื่องตีคู่ เกือบจะโดนกัน” ผมบอก วันนี้ เป็นอะไรไม่รู้ พูดจาไม่มีหางเสียงเลย พ่อรู้ พ่อคงด่า เพราะ สอนมาให้เป็นคนพูดเพราะๆ

“พี่คนกรุงเทพฯ หรือเปล่า…” คนขับรถถาม
“ถามทำไม?” ผมสงสัย
“ผมคิดว่าพี่จะไปกรุงเทพฯ ต้องตรงไป” ผมรู้สึกว่า เขาเริ่มตอบเลอะเลือนละ มันเกี่ยวอะไรตรงไหน มาคิดแทนผมได้ไง ว่าจะไปไหน ต้องเข้าเลนไหน .. พี่เขามี ญาติเป็น GPS หรือไง .. ?

“ทำไมชอบคิดแทนผม วะ …ขับรถก็ต้องเว้นระยะห่าง เห็นบอกเป็นคนทำมาหากิน ขับรถทั้งวัน เรื่องแบบนี้ไมารู้หรือไง” ผมถาม

ทหารสามคน เดินมายังเราสองคน ตอนนี้ไฟเขียวแล้ว รถเริ่มเคลื่อนตัว ….ระฆังยังไม่เคาะ .. หลายคนอาจเสียดาย ไม่ได้ดูมวย

ผมไม่ได้สนใจทหาร ยังคงอบรม คนขับรถต่อ

“เลนนี้เป็นไหล่ทาง เอาไว้ให้รถเสียจอด ไม่มีใครเขามาวิ่งเลยเห็นมั๊ย ” ผมดุ เพราะ มีเขาคนเดียวจริงๆ คันอื่น จอดในแถวรอไฟกันหมด ไม่มีล้ำ ลงเลนซ้าย

“เมื่อกี้ตอนพี่แซงผมไม่เห็น” คนรถบอก

“ไม่เห็น เพราะไม่ดูซิ มาดูนี่” ผมเรียกมาดูไฟหน้า ใครเคยเจอผม ต้องบอกว่า รถพี่ไฟแสบดาก มาก เพราะ มันเยอะ แต่ ไม่ได้เยอะ แบบแยงตา ผมเน้น ส่งพื้น ตอนขับกลางคืน ที่มือดๆ

“ไฟขนาดนี้ถ้าไม่เห็น แสดงว่าไม่ดูกระจกเลย …” ผมหยุดหายใจเข้าปอด แล้วพูดต่อ “…แล้วเปลี่ยนเลนมาซ้าย ไม่ดูกระจกเลยนี่มันอันตรายขนาดไหนรู้มั๊ย” โดนเยอะ ฐานเถียง ถ้าเงียบๆ คงพูดไม่กี่คำ

“ท่าทางเหมือนเมา…ดื่มมาหรือเปล่า” ทหารถาม…

“เปล่าครับ”… คนขับรีบตอบ สีหน้ากระวนกระวาย

“จับตรวจแอลกอฮอล์ หน่อยซิครับ สภาพแบบนี้” ผมบอกทหาร ทหารพยักหน้า…

…. ชักยาว เดี่ยวมาต่อ ….

================
ต่อ…
================
ทหารมองหน้าคนขับสักพัก แล้วถาม ท่าทางเราเมานี่ นี่เขารณรงค์ ห้ามเมาแล้วขับโดนเฉพาะ ช่วงเทศกาลนะ ดื่มมาหรือเปล่า” ทหารถามอีก

“ผมไม่ได้ดื่ม”.. คนขับบอก ผมก็ดูไม่ออกว่า ตาแกปรือๆ แบบนั้นปกติหรือด่วยฤทธิ์ แอลกอฮอล์

“ถ้าจะตรวจ ต้องตรวจทั้งสองคน” คนขับบอก… ดูมัน เถียงเป็นเด็กเลย .. ประมาณ ว่า ไม่ยอมนะ ตรวจเค้าคนเดียวไม่ได้นะ .. ทำเป็นเด็ก

“ผมขี่รถ ผมไม่ดื่มอยู่แล้ว” ผมบอกสบายใจได้ เรื่องดื่ม แล้วมาคร่อมรถ นี่ เป็นข้อห้ามผมเลย .. แต่สังเกต คนขับ ทีท่าเริ่มเปลี่ยน คงไม่นึกว่าจะมีเจ้าหน้าที่มาเกี่ยว

ผมเล่าให้เจ้าหน้าที่ฟังถึงสิ่งที่เกิดขึ้นน หลักฐาน รถที่แทบมาแตะกันตรงหน้า ช่วยอธิบายเจตนาของเจ้าของรถเป็นอย่างดี ทหารเลยให้การอนุเคราะผม เทียบเท่าคนที่กำลังโดนเอาเปรียบ

“เดี๋ยวตรวจแอลกอฮอล์ ซะหน่อย ไม่มีก็ไม่ต้องกลัว” ทหารบอก

มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ เข้ามาอีกหนึ่งคน หลังฟังผมเล่าเร็วๆ พร้อมให้ความเห็นว่า คนขับรถเหมือนพยายามหาเรื่องผม ด้วยการจอดซะจี้แบบนี้ ตำรวจรับฟัง

จากที่ผมคิดว่าจะแก้ปัญหาเอง จัดการหมอนี่ซะเอง กลายเป็นมีคนมาช่วยอีก 4 คน ทหารสาม ตำรวจ หนึ่ง… เราทำดี ย่อมมีคนคุ้มครอง

คนขับรถดูเหมือนต้องการกำลังเสริม พูดขึ้นมา
“ผมก็คนที่นี่แหล่ะ เพื่อนผมก็มี” พูดแล้วหยิบโทรศัพท์ ขึ้นมาทำท่าจะโทร

“คนทำผิดเพื่อนไม่ช่วยหรอก” ผมพูดเบาๆ

คนรถมองหน้าผม คงอีดอัดที่เห็นแต่ลูกตา เลยบอกว่า “พี่คุยกับผม ถอดหมวกมาคุยก็ได้” ผมไม่รู้ว่า ตอนน้้น พี่เขาคงจะอยากเห็น หรือ อยากต่อยหน้าผมแม่นๆๆ ละมัง …ผมนึกในใจ ใส่ไว้ก็ดี แต่ ..ถอดก็ดีเหมือนกัน …เผื่อเห็นหน้าแล้ว อะไรจะดีขึ้น

ผมถอดหมวก …คนขับมองมากสักพักอุทานว่า นี่มันพี่ป๋องนิสัยดี นี่…

เปล่าครับ อันนี้ มุข ผมคิดไปเองขำๆ เขาไม่ได้อุทานหรอก เขาไม่รู้จักผมด้วยซ้ำ เขาขับ รถ pick up แต่ไม่แน่นะ ถ้าขี่ Big bike ก็ว่าไปอย่างอาจรู้จักผมก็ได้ เขามองไม่พูดว่าอะไร คงเริ่มรู้สึกว่าผมไม่ใช่เด็กแล้ว

และก็ไม่ใช่คนที่น่าจะมาแกล้งกันบนถนนด้วย ….

“พี่น่ะ ขับรถรอไฟแดง ไม่ควรออกมาไหล่ทางซ้าย เพราะ มันไม่ใช่ทางวิ่ง รถเล็กกว่าเขาจะได้ไปได้ อีกอย่าง ออกมาก็ต้องไปเบียดเข้าข้างหน้า ทำรถติดอยู่ดี และ เป็นการเห็นแก่ตัว…” ผมพูด ดูสีหน้า สังเกตว่าเริ่มฟัง

“…แล้วขับรถต้องรักษาระยะ อะไรก็เกิดขึ้นได้ จะได้ไม่ไม่เกิดเหตุเวลาเบรคกระทันหัน ….จอดรถ ห้ามมาจอดใกล้แบบนี้เด็ดขาด มุมอับมองไม่เห็นกะพลาด ชนชิ้นส่วนผมแตกหักไป แล้วทำไง …มาพูดขอโทษ …มันคงไม่ง่ายแบบนั้นหรอกระ… รถใครใครก็รัก …เขาคงไม่คุยดีด้วย…” ผมจัดต่อ ทุกคนเงียบ

“ขับรถถ้าไม่อยากมีเรื่อง อย่าหาเรื่อง เพราะ เราไม่รู้หรอกว่าจะเจอกับอะไรบ้าง …” ผมบอก

คนชับ .. เงียบ…

“รู้ไหมว่าตัวเองทำไม่ถูก…” ผมถาม
คนขับรถมองหน้าผม … แล้วพูดขึ้น ” ครับ ผมทำไม่ถูก ”

“ทำไม่ถูก แล้วทำไง” ผมถามต่อ .. ดุจริงๆ ตอนนั้น

“พี่ครับ ผมขอโทษ” คนรถบอก พูดลอยๆ
“ไหว้เป็นมั๊ย” ผมถามต่อ คนบางคนก็แค่ๆ พูดขอโทษให้จบๆ แต่เรื่องไหว้ นี่เป็นตัวบอกความจริงใจในการสำนึก คนเรามี ศักดิ์ศรี ไม่ไหว้กันง่ายๆ ในเรื่องแบบนี้

“ผมขอโทษพี่จริงๆ ครับ” คนขับยกมือไหว้

“เอางี้นะครับ ผมจะออกใบสั่ง ฐานจอดรถกระชั้นชิดให้คนขับ …” ตำรวจพูดขึ้นมา

“ไม่ต้องออกหรอกครับ” ผมบอก

“ทางพี่จะได้สบายใจด้วย” ตำรวจบอก

“ไม่ต้องหรอกคุณตำรวจ พี่เขาคงอยู่กรุงเทพฯนาน มันเครียด และใจร้อน ผมแค่อยากให้เขาสำนึกสิ่งที่ทำ อาจจะไม่มีใครเคยบอก จึงต้องบอกเขา และ ให้เห็นผลร้าย ตอนนี้ผมว่าพี่เขาก็สำนึกแล้วล่ะ ก็น่าจะพอแล้ว…ไม่ต้องรบกวนคุณตำรวจด้วยครับ แค่นี้ก็เหนื่อยกับช่วงวันหยุดแล้ว” ผมบอกพี่ตำรวจ เห็นใจพี่ๆ เขา ต้องมาทำงาน ช่วงเทศกาล แถมเจอเรื่องบ้าๆ แบบนี้ อีก

ผมหันไปมองทางคนขับ จู่ๆ ก็พูดขึ้นมา
“ผมต้องขอโทษพี่ และ ขอบคุณที่ช่วยสอนเตือนสติผมนะครับ” คนขับพูดกับผมแบบนั้น ท่าทีก่อนหน้านี้เปลี่ยนไปหมด

“ไม่เป็นไร ขับรถก็ใจเย็นๆ หน่อย ที่สำคัญ อย่าไปหาเรื่องกับมอเตอร์ไซต์ เจอคราวหน้า ถ้าคนขี่อารมณ์ร้าย อาจไม่ได้ยืนคุยกันแบบนี้….”ผมบอก ก่อนจะยกมือไหว้ ทหาร และ ตำรวจ ที่มาช่วย

ผมขับรถแล่นออกไป คิดว่าเรื่องนี้ อาจได้ช่วยอีกหลายเคส จากพฤติกรรมขับรถแบบนี้ ถ้าพี่เรย์แบน แกสำนึกแล้วเข้าใจ ก็คงไม่มีเรื่องแบบนี้ เกิดขึ้นอีก คนเราไม่มีใครอยากมีเรื่องหรอกครับ แต่ชอบทำอะไรให้เรื่องมันเข้ามาหาทุกที….

ขอบคุณที่ตามอ่านจนจบครับ
พิมพ์ไม่เมื่อย แต่จะหายเหนื่อย ถ้ามา comment กัน

ขอวิจารณ์ ขานรุ่น และ คติเตือนใจ กันด้วยครับ

อันใหม่ออกมาพอดี

‪#‎วิ่งไวเช็คให้แน่ใจค่อยเปลี่ยนเลน‬
‪#‎goodbiker‬
‪#‎tipbiker‬
‪#‎casebiker‬

ตกใจเพราะมโน


เอี๊ยด… เสียงล้อหลังฟรีตกลงมาสีถนนหลังลอยเหินข้ามเนินเล็ก

Messenger ข้างหน้าหันมามอง คงเข้าใจว่าไปขี่จี้เขา เลยทำท่าไม่พอใจ โบกไม้โบกมือให้แซง แบบที่ว่าถ้าเอาเท้าโบกได้คงโบกแทน

มือน่ะโบก แต่ยังเร่งเครื่อง ผมก็ไม่ได้แซง เพราะพี่แกเร็ว ขี่ตามเรื่อยๆ จนถึงแยก ผมจอดประกบซ้าย ยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆ พยายามทำเสียงพระเอกที่สุด

“เวลาเจอรถใหญ่ๆ แล้วพี่ชอบอารมณ์เสียเหรอครับ”

ตอนแรกเขางง สักพักหัวเราะ … บอกว่า “เปล่าผมใจเย็น”

“แต่ดูเหมือนพี่จะอารมณ์เสียนะเมื่อกี้” ผมย้ำ

“ขี่จี้ไป” แกบอก นั่น เลยเผยไต๋มาละ

“จริงๆ ผมไม่ได้จี้พี่นะ…ผมจะแซง ผมมาจากข้างหลังโน่น พอดีรถมันเจอเนินลอยผมกลัวใกล้พี่ไปเลยแตะเบรค มันลงมาเลยเอี๊ยด….ตกใจใช่มั๊ยล่า” ผมพูกหยอกๆแก

“ที่แคบ ยังจะแซงอีก” แกบอก เสียงงินๆ

“ถนนไม่แคบหรอกแต่พี่ขี่ช้าแล้วชิดขวาไป แต่ผมก็ไม่แซงหรอกนะ ที่มันไม่กว้าง กลัวพี่ตกใจ นี่ถ้าพี่ชิดนิดนึงนี่ ดีเลย” ผมบอก

แกยิ้ม….

ไฟเขียว แกขี่ช้าเลย….

ผมเห็นแกยิ้มฟันขาว

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า เสียงเอี๊ยดไม่ได้แปลว่าขี่จี้ บีบแตรก็ไม่ได้แปลว่าด่า…อย่ามโน

‪#‎ขี่บิ๊กไบค์แบบนิสัยดี‬
‪#‎ให้เขาแซงไม่แย่งเขาเข้า‬

คิดว่าขี่บิ๊กไบค์ แล้วใหญ่หรือไงวะ


“คิดว่าขี่บิ๊กไบค์ แล้วใหญ่หรือไงวะ”

เสียงเด็กวัยรุ่นโวยใส่หน้าผม…พร้อมกับสีหน้าเหมือนพร้อมจะฆ่าใครได้สักคน

เหตุการณ์ มันเกิดขึ้นไม่ถึงนาทีนึงก่อนหน้า.
..
ปกติผมไม่เคยปล่อยรถมีระดับน้ำมันน้อยเหมือนวันนี้
สัญญาณกระพริบบอกว่าต้องเติมน้ำมันแล้ว ติดขึ้น ผมจำได้ว่าข้างหน้ามีปั๊มน้ำมัน ขณะกำลังคิดจะเปลี่ยนเลนไปทางซ้าย ผู้ชายขี่มอเตอร์ไซต์ มีคนซ้อนใส่เสื้อแขนยาวสีขาว เหมือนนักเรียนก็ขี่ขึ้นมาขนาน อยู่ทางซ้ายของผม

ผมเร่งเครื่อง พวกก็ตีคู่ พอผ่อนพวกก็ผ่อนตาม …
เอ๊ะ จะเอายังไง จะถึงปั๊มอยู่แล้ว ผมยังอยู่ขวา เข้าไม่ได้ ถ้าเข้าก็เดี๋ยวเกี่ยวกันล้ม เลยเร่งเครื่องหนีออกไป และเปิดไฟเลี้ยวเปลี่ยนเลน

======

(ต่อนะครับ)
ผมดูกระจกหลังทันทีที่เร่งเครื่องเห็นว่าทิ้งช่วงแล่วก็เปลี่ยนเลนมาซ้าย ชลอรถ

ดูเหมือนรถน้องสองคนนั้นจะไม่ชลอเลย ปั๊มอยู่ข้างหน้า ผมเปลี่ยนมาอยู่ line ด้านซ้ายของน้อง ทันใดก็ เห็นน้องเปลี่ยน line มา อยู่หลังผม…

ยุ่งละซิ… เราต้องเลี้ยวเข้าปั๊มแล้ว ผมแตะเบรคลดความเร็ว เปลี่ยน line ไปทางซ้าย (เปลี่ยน line ไม่เปลี่ยนเลน) เพื่อหลีกเลี่ยงการชนจากด้านหล้ง…ไฟเลี้ยวยังเปิดอยู่

คว#@$…! และคำหยาบหลุดออกมาเป็นประโยค คนซ้อนยกมือชี้หน้าพร้อมด่า แบบเอาเรื่อง

ผมยกมือขวาชี้ให้จอดข้างทาง คนซ้อนมองเห็นสะกิดคนขี่ เก็นยังลังเล ผมยักคอ ส่งสัญญาณให้จอด เสร็จแล้ว ผมเลี้ยวเข้าไปจอดตรงทางเข้าปั๊ม รถน้องจอดบนฟุตบาทด้านนอก มีแค่ซุ้มต้นไม้ระดับเอว กั้นไว้ระหว่างเรา..

คนขี่และคนซ้อนรีบลงจากรถ คนขี่ถอดหมวกกันน๊อค และเปิดฉาก

“ขับรถอย่างงี้ได้ไง…ปาดกูทำไม …กูทำผิดอะไร” เสียงคนขี่ตะโกนตะคอกเสียงดัง
คนซ้อน อาการแบบของขึ้นมาก ชี้หน้าตะคอกพูดไม่หยุด “มึงแน่มากเหรอ”

ผมลงจากรถ และยืนประจันหน้ากับคนขี่ พอคนขี่พูดจบ ผมเริ่มพูดด้วยเสียงราบเรียบ…นุ่มๆ แต่ได้ยินชัด

“…ไม่ได้ทำผิดอะไรหรอก พี่จะเข้ามาเติมน้ำมัน ตีคู่มาเร็วแบบนั้น เดี๋ยวจะพาเกี่ยวกันล้ม …”
“ที่บีบแตรเพราะจะได้รู้ว่าอยู่ข้างๆ พี่เห็นเราไม่เบาเลยต้องเร่งแซงขึ้นมา…” ผมบอกตาจ้องหน้าคนฟัง

” ทำไมต้องมาปาดด้วย” คนขี่ยังตะคอกอยู่ คงคาใจ

” ไม่ได้ปาด ให้สัญญาณแล้ว เร่งแซงไปไกลแล้ว แต่น้องยังเร็วอยู่ ดีแล้วที่ไม่เกี่ยวกันล้ม”
ผมพูดไม่ทันจบ คนซ้อนวิ่งไปถีบป้ายทางเข้าปั๊มดังโครม…

========

(เล่าต่อ)
ท่าทางน้องมันคงโมโหมาก ถีบป้ายดังโครม กระฟัดกระเฟียด หัวเหวี่ยง เหมือนอยากปล่อยพลังเข้าใส่ใครสักคน…

ผมเดินอ้อมแนวกั้นไปหาทั้งสองคน ใจไม่ได้คิดร้ายกับใคร

คนขี่เดินเข้ามาประชิดผม พูดเสียงเบาแต่ได้ยินชัด
“ผมไม่รู้พี่ใหญ่ขนาดไหนนะ แต่อย่ามารังแกกันแบบนี้”

ผมเข้าใจละว่า สองคนนี้มีทัศนคติไม่สู้ดีนักกับบิ๊กไบค์ เลยคิดว่าการที่ผมเปลี่ยนเลนจะเลี้ยวเข้าปั๊มเป็นการปาด

“พี่ไม่มีอะไรนะ ก็แค่จะเลี้ยวเข้าปั๊ม น้องเองมาเร็ว เห็นรถจะเปลี่บนเลน ไม่ชลอ มันก็หวาดเสียวจะชนกันแบบนี้แหล่ะ” ผมพูดเสียงเบาพอกัน ไม่จำเป็นต้องคำราม

ผมเดินผ่านคนขับเช้าไปหาเด็กคนซ้อนที่ยังโวยวาย สบทด่าทอและพร้อมจะปล่อยหมัด

ใจคิดว่าถ้าเด็กมันพลังเยอะจริงๆ จะปล่อบให้ต่อยก่อนทีนึง ^^

“น้อง ..เอ็งหัดใจเย็นๆ หน่อยซิวะ” ผมพูดเสียงดังฟังชัด

น้องมันไม่ฟัง ยังคง พูดเสียงตวาดออกมา
“คิดว่าขี่บิ๊กไบค์แล่วใหญ่หรือไงวะ” …

ผมไม่ได้ตอบ เพราะ สิ่งที่น้องเห็นน่าจะเป็นคำตอบอยู่แล้วว่าใหญ่หรือไม่ใหญ่…ขนาดตัวของผม คงทำให้น้องลดอาการโมโหลงได้บ้าง

“หัดใจเย็นๆ หน่อย เดี๋ยวก็ไม่ได้อยู่ทันโต”…ผมบอกกับน้องด้วยความหวังดี

ดูเหมือนคนขับคงจะเข้าใจ และ ไม่คิดจะทำอะไรต่อละ เพราะการมากันสองคนและตะโกนโวยวาย อาจทำให้คนกลัวและไม่อยากยุ่ง หากแต่ไม่ได้ผลในกรณีนี้

ทั้งสองคนขึ่นรถขี่ออกไป ผมยังได้ยินไอ้น้องคนซ้อน สบทคำหยาบหลุดจากปากออกมา…

ในใจนึกสงสารพ่อแม่มันจัง…

นำเรื่องนี้มาเล่า เพราะ อยากให้รับรู้ว่าคนประเภทนี้เริ่มเยอะขึ่นเรื่อยๆ ไม่อยากโทษใคร แต่อยากให้พวกเราในกลุ่ม พยายามมีสติทำแต่เรื่องดีๆ อย่างน้อยก็ยังถือว่า Big Bike นิสัยดีๆ ก็ยังมีอยู่จริงครับ

ขอบคุณที่ตามอ่านมาถึงสามวัน

=จบบริบูรณ์=

‪#‎นิสัยดีมีไว้ประจำใจ‬

#นิสัยดีมีไว้ประจำใจ

ขานกันนะ #นิสัยดีมีไว้ประจำใจ

ป่วยกาย แต่ ใจแข็งแรง


ไข้หวัดเล่นงานมาหลายวัน +พักผ่อนน้อย ทำให้ตื่นสาย
แทนที่จะตื่นตีสี่ครึ่งตามปกติ เลยขอแถมนอนอีกครึ่งชั่วโมง มาตื่นตีห้ากว่าจะวิ่งออกจากบ้านที่นครชัยศรีก็หกโมง

เป็นที่รู้กันว่าเช้าๆ เส้นบรมฯนี่รถติดตั้งแต่หกโมง ผมวิ่งมาถึงตลิ่งชัน หกโมงเศษ ก็ตืดแหง๊ก ต้องมุด แทรกมาช้าๆ ระวังไม่ให้ไปเฉี่ยวรถเก๋งที่จอดติดอยู่

สักพักสังเกตเห็นรถเปิดฝากระโปรงจอดเสียอยู่กลางถนน ไม่ทันต้องคิดอะไรผมจอดถามเจ้าของรถเลย

“อยู่ๆ มันก็ดับ” น้องตอบท่าทางทำอะไรไม่ถูก

ผมมองไปรอบๆ เห็นเกาะทางเบี่ยง น่าจะปลอดภัยกว่าจุดนี้เลยบอกน้อง

“เดี๋ยวเข็นเข้าไปหลบตรงนั้นก่อน” ผมบอกเสร็จเลื่อนมอเตอร์ไซต์ไปจอด แล้ววิ่งกลับมาที่รถน้อง ไม่ได้ถอดหมวก กลัวน้องเห็นหน้าแล้วตกใจ

“เปิดกระจกครับ จะได้เลี้ยวได้” ผมบอก น้องส่ายหน้า ผมลองดู กระจกไฟฟ้าไม่ทำงาน

“ไม่เป็นไรนะ..เดี๋ยวเปิดประตูเข็นเอา” ผมบอกน้อง น้องทำตามว่าง่าย

วินาทีนี้ น้องตกใจทำอะไรไม่ถูก เป็นการดี ถ้ามีคนเข้าไปช่วย.. ผมคิดแบบนั้น

ภาพผู้ชายชุดดำ เข็นรถกับผู้หญิงสองคน เข้าข้างทาง ไม่ได้ทำให้รถบางคันชลอหยุดให้ทางเลย หนำซ้ำ ยังเบียดแซงดัดหน้าเสียอีก ผมล่ะกลัวชนจริงๆ เพราะ เบรคไม่ได้

สักพักมีรถหยุดให้ ผมโล่งใจ กลัวจะชนกัน

 

12279655_10153686542534326_224180395_o

ผมไล่เช็คแบต เอ๊ะขั้วก็แน่น มีไฟบ้างแต่อ่อนหน้าปัดยังติด ลอง start เสียงเงียบกริบ ภาวนาอย่าให้ ได start เสีย อยากได้รถมาลองพ่วงแบตลองดู แต่ดูจากความเร่งรีบของคนแล้วคงไม่มีใครจอดช่วย

ผมนึกอยากได้รถมาช่วยพร้อมสายแบทชะมัด… กดหาเบอร์ศูนย์วิทยุ พอบอกรถเสีย เขาให้โทรไปอีกเบอร์ …

ทันใดนั้น….!

เหมือนแรงอธิษฐานผมจะได้ผล
รถ Taxi Innova คันโต เหลืองเขียว ชลอมาจอดตรงมอเตอร์ไซต์ผม พี่คนขับเปิดประตูลงมา ผมสบตาก็รู้ว่า “นิสัยดี” เหมือนกัน

“Start ไม่ติด พี่มีสายพ่วงมั๊ยครับ” พี่ Taxi เหมือนรู้งาน ถอยรถเข้ามาขนาบข้างรถน้องด้านคนขับ

ผมหันไปบอกน้อง ” ปีนเข้าด้านนี้ไป start รถครับ” ดูจากหุ่น เสร็จงานนี้ น้องคงคิดออกกำลังกาย

ใครตัวอวบๆเคยปีนรถคงรู่ว่า เหนื่อยอยู่…ผมคนนึงล่ะ

ผมรับปลายสาย อีกข้าง บอกพี่ “สีแดง เข้าบวก สีดำ เข้าลบ นะ” พี่แท๊กซี่พยักหน้า

ต่อเสร็จสรรพ ให้สัญญาณน้อง พร้อมบอก start ได้…

…เงียบ…

Start ได้ครับ

…เงียบ….

ผมชะโงกผ่านฝากระโปรงรถไปดู น้องยังปีนข้ามไปไม่เสร็จ…

..ก็บอกแล้ว…มันยาก..

 

ผมรอจนน้องปีนเสร็จ บอกให้ start เสียงเครื่องทำงานเบาๆ ดูน้องดีใจ

“ขอบคุณมากพี่… มันเป็นอะไรคะ” น้องยกมือไหว้ แล้วถาม

“แบตเสื่อม …กับอีกอย่างคือ ไดชาร์ตอาจมีปัญหา” ผมดูหน้าปัด ไม่มีไฟรูปแบตขึ้น

“ให้ช่างเช็คอีกทีนะ” ผมบอก หันไปยกมือไหว้พี่แท๊กซี่เป็นการขอบคุณ แล้วรีบจ้ำไปขึ้นรถ รีบบึ่งตรงไปบางซื่อ เพราะ รถที่จะพาไปดูงานออก 07:30

ผมไออีกสองที ก่อนจะต้องมุดกับรถที่ติดมากขึ้น จนเหงืออกเต็มตัว

ผมมาถึงที่ทำงาน 07:34 สายไปสี่นาที….

วินัยไม่ดีอีกแล้วเรา….

ขอบคุณที่ติดตามอ่านจนจบ

‪#‎ให้เขาแซงไม่แย่งเขาเข้า‬
ถ้าชอบ ก็ขอบคุณ ด้วยการ tag เพื่อนมาอ่านกันครับ

‪#‎ผ่านตาใส่ใจแวะไปช่วยเหลือ‬

#ผ่านตาใส่ใจแวะไปช่วยเหลือ


โครม…!
======
เสียงดังขึ้นหลังผมกลับรถตรง ถ.เพชรเกษมเส้นเข้ากรุงเทพ เลยแยกเข้า ถ.บรมราชชนนีนิดเดียว
ผมรีบเอารถจอดลงข้างทางเพราะหลือบเห็นว่าเป็นรถมอเตอร์ไซต์โดนชน ไม่ใช่แค่รถยนต์ชนกัน

มือล้วงเข้าไปในเป้หลัง เพื่อเอาโทรศัพท์ สายตามองดีว่าถนนโล่ง วิ่งไปที่เกิดเหตุ พร้อมกับกด 1669

เห็นน้องในชุดนักเรียนนอนอยู่ตรงถนน พยายามลากตัวเองเข้าข้างทางแต่ ยืนไม่ไหว หมวกกระเด็นไปหลายเมตร

“น้องอยู่เฉยๆ ครับ เจ็บตรงไหนบ้าง” ผมเอามือแตะน้องเพราะน้องดิ้น
“ขา..ขา…” น้องบอกพลางชี้ กางเกงเป็นรอยเลอะตรงข้างแข้ง ผมไม่ได้เปิดดู ถุงมือยางไม่ได้ใส่ ตรงนี้ขอผ่าน

ผมโทรติดต่อ หน่วยฉุกเฉิน บอกพิกัดชัดเจน ช้าๆ และแจ้งมีคนเจ็บ ขอหน่วยพยาบาล

กลับมาที่น้อง คงเจ็บขา อาจจะหัก ผมหิ้วปีก ลากเข้ามาไหล่ทาง มีรถปิ๊กอัพที่ผ่านมาช่วยปิด และลงมาดู

น้องมาเร็วผ่านจุดกลับรถไม่เบา โดยวิ่งเลนที่สองจากขวา แซงซ้ายรถด้านขวาที่รอกลับรถ รถที่กลับรถจากฝั่งตรงข้ามจึงมองไม่เห็น และกะไม่ถูก เลยชนเข้า

ตัวน้องกระเด็นตีลังกา หมวกหลุดตอนชน ดีที่ไม่เอาหัวลง … การรัดหมวกหลวมๆ หรือ ไม่คาดสายรัด จะเห็นผลตอนนี้

ตำรวจมาถึงที่เกิดเหตุ เร็วมากไม่ถึงห้านาที… ตำรวจมา ผมยกมือไหว้ และ Brief สั้นๆ ให้ทราบ

น้องไม่ยอมโทรติดต่อบ้าน กลัวแม่รู้ ! ผมบอกว่าต้องบอก น้องเหมือนกลัวแม่ มากกว่ากลัวพิการ

คิดแง่ดี แม่อาจลำบาก จึงไม่อยากให้แม่สบายใจ

ผมเห็นความช่วยเหลือมาแล้ว จึงลาตำรวจ ทุกคนหันมายกมือไหว้ขอบคุณ…

ผมแตะไหล่น้องพูดเบาๆ “ห่วงแม่น่ะดีแล้ว น้องต้องขี่ให้ปลอดภัย ให้แม่ไม่ห่วงนะ” ..

น้องยกมือไหว้ผมอีกที… ผมดูถนนก่อนวิ่งกลับมาที่รถที่จอดอยู่ฝั่งตรงข้าม…ยิ้มให้กับตัวเอง…

#การทำดีไม่มีวันหยุด
#ผ่านตาใส่ใจแวะไปช่วยเหลือ
#ขี่บิ๊กไบค์แบบนิสัยดี
#อย่าแซงทางโค้งให้โล่งค่อยไป

‪#‎อย่าแซงทางโค้งทางโล่งค่อยไป‬


‪#‎อย่าแซงทางโค้งทางโล่งค่อยไป‬
=========================
Slogan ตามธรรมเนียมกลุ่ม
24- 31 Oct 2015
อ่านแล้ว บอกชื่อ ตามด้วยรุ่นนิสัยดีกันครับ
ตัวอย่าง .. “ป๋อง นิสัยดีรุ่น 1 ครับ…”
==========================

ผมทำกลุ่มมา ได้อ่านบทความน้องๆ มา share มีหลายเคส ที่พูดถึงอุบัติเหตุ ที่เกิดจากการแซงในขณะเข้าโค้ง..

ก่อนอื่นทำความเข้าใจก่อนครับว่าทำไมถึงต้องแซงกันในโค้ง

คนขี่หรือขับรถนี่ มักจะมีนิสัย “ชอบแข่งขัน” กันเป็นทุนอยู่แล้ว เรื่องแบบนี้บางทีก็มาโดยไม่ได้เรียก ประมาณว่า พอมีรถมาประกบก็อดไม่ได้ที่จะเร่งเครื่องหนี ไม่ให้แซง

ใหม่ๆ ก็เป็นกันเยอะ พอประสบการณ์มากขึ้นก็จะควบคุมอารมณ์ความต้องการนี่้ได้ ทีนี้ทำไมต้องมาแซงในโค้ง

อย่างแรกเลยคือ สมรรถนะรถ เวลาวิ่งทางตรงนี่ขึ้นกับรถ 95% เลยครับ เครื่องใหญ่ แรงบิดดี ก็เร็วกว่า.. แต่ถ้าใน โค้ง ทักษะการขี่ของคนจะใช้เยอะ เรียกว่า รถเล็กกว่า ก็อาจแซงในโค้งได้ ถ้าเครื่องไม่ห่างกันมาก แต่ ทักษะต่างกัน .

นักบิดเลยชอบคิดว่า ช่วงโค้ง จะเป็นช่วง “อวด” ความสามารถได้ดี .. ในขณะเดียวกัน ก็เป็นทางไปสู่การเป็น “ผี” ได้ดีเช่นเดียวกัน ..

เพราะปัจจัยในการเกิดอุบัติเหตุในทางโค้งเยอะมาก ไล่ออกมาได้เป็นสิบ ไม่ว่าจะเป็น

ทั้งจากสภาพถนน ลื่น เปียก มีของหล่น หลุม บ่อ พื้นไม่เรียบ มืด
ทั้งจากตัวรถ ยางไม่เกาะ balance ไม่ดี ช่วงล่าง หรือ เครื่องมีปัญหาขณะเข้าโค้ง
ทั้งจากคนขี่ ความมีสติ สายตา ความอ่อนล้าร่างกาย
และ จากปัจจัย รถวิ่งคร่อม หรือ สวนเลน มา

ปัจจัยที่บอกเป็นสิบ ขอมาแค่อันเดียว ก็ แหกโค้งได้แล้ว ส่วนแหกแล้ว ได้กลับมาขี่ หรือ ต้องเลิกขี่ หรือ ต้องเป็นผี อันนี้ แล้วแต่ความเร็วที่เข้า กับ สิ่งที่ปะทะครับ ..

ผมอยากให้ชาวนิสัยดี ได้ขี่รถกันนานๆ เลยเอาเรื่องนี้ มา share เป็น Slogan ประจำสัปดาห์

อยู่ขี่รถ อันนานๆ ถ้าเป็นไปได้ มีโอกาสก็อยากได้พบปะเจอหน้าทุกคนเป็นกำไรชีวิตครับ .. (ใครไปรู้เราอาจจะเจอกันในอีกสิบปีข้างหน้าก็ได้ครับ .. มีน้องใน FB หลายคนที่ ได้ผมได้เจอ หลังเป็นเพื่อนกันใน social 7 ปี)

อ่านแล้วก็ ขานกันดังๆครับ ผม

ป๋อง Pongroofman
17 Oct 2015

‪#‎sloganbiker‬
‪#‎ขี่บิ๊กไบค์แบบนิสัยดี‬
‪#‎sixpackfordad‬