Posts tagged ‘ขี่รถไปเที่ยว’

ช่วยน้อง สอนเรา : โลกแห่งความเงียบ


บางทีผมเคยนึกแปลกๆ กับทุกๆ อย่างที่เราได้รับรู้ว่า แต่ละคนรับรู้ได้ต่างกันอย่างไรหรือไม่

เช่น สิ่งที่ เราเห็นว่าเป็นเทียนไข จริงๆ แล้วเทียนไข รูปร่างเป็นอย่างไร แต่ละคนรับรู้เหมือนกัน หรือเปล่า หรือว่า แต่ละคน การรับรู้แตกต่างกันไป แต่ “เข้าใจตรงกัน” ว่า นี่คือเทียนไข

อย่างเช่น โลกของพี่ ทองสา วรชินา อายุ 61 ปี ที่ พิการหูหนวก มาแต่กำเนิด … โลกของพี่ ทองสา ที่พี่เค้ารับรู้จะเป็นอย่างไร

พี่ทองสา ปัจจุบันมีชีวิต อยู่ในโลกส่วนตัวของแก ภายใต้การดูแลของ น้องสาว กับ น้องเขย ที่คอยดูแลพี่ชายคนนี้

รายได้ของพี่ทองสา คือ เบี้ยเลี้ยงคนพิการ ที่ได้รับเดือนละหนึ่งพันบาท สำหรับค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพในแต่ละเดือน

 

ตอนผมเข้าไป พี่ทองสา นอนพักผ่อนอยู่ในบ้าน ผมได้ภาพนี้มาโดยไม่ได้รบกวนพี่เค้า …

พี่เค้าคงอยู่ในโลกส่วนตัวที่เงียบสงบ … จนผมไม่กล้าเรียกให้หลุดจากภวังค์

นี่เป็นอีกที่ที่เราตั้งใจจะแวะไปในทริปนี้ครับ

ช่วยน้อง สอนเรา : อายุยืน


อายุยืน
=====

หลายครั้งที่ผมได้ยินคำอวยพร ให้อายุยืน …
ผมว่าคำว่าอายุยืน จะดี ถ้าสุขภาพของเราดีด้วย

คนโบราณ จะมีกิจกรรม ที่ออกกำลังอยู่เสมอ ทำให้ร่างกายแข็งแรง สุขภาพสมบูรณ์ ดังนั้น ตอนเด็กๆ ผมจะไม่รู้สึกว่าคนที่อายุเยอะ หรือคนแก่ เป็นคนที่สุขภาพไม่ดี

เพราะคนแก่ที่ผมรู้จักทุกคนล้วนแต่แข็งแรง เดินเหินได้คล่องแคล่ว ไม่ต่างจากหนุ่มสาว

พอผมอายุมากขึ้นได้รู้จักคนมากขึ้น รวมถึงตัวเอง ก็อายุมากตามวัย … ก็เริ่มตะหนักว่า สุขภาพดีๆ ไม่ได้อยู่กับเราตลอด

ร่างกายที่เราใช้งานมาแบบไม่ได้หยุดพักหลายสิบปี ถึงวันนึงก็มีการเสื่อมสภาพ

บ้านหลังที่ห้า ที่ผมและทีมงานแวะมาวันนี้คือ บ้านของคุณยายดี พาณิชย์ อายุ 97 ปี …!
ใช่ครับ 97 ปี ฟังไม่ผิดหรอก … ผมเอง ยังแทบไม่เชื่อหู ว่า คนเราจะมีอายุได้นานขนาดนี้

เพราะคนรอบตัว ที่อยู่ในเมืองหลวง หรือ เมืองใหญ่ แค่อายุ หลักสี่ บางคนก็รีบจากไปซะแล้ว

คุณยายดี เป็นคนตัวเล็ก ผมนั่งใกล้ๆ นี่ แกเหมือนตุ๊ตาเลย
คุณยายหูไม่ดี ตามองไม่ค่อยเห็น ดังนั้น ตอนพูดคุยกันเราเลยต้องตะโกนบอกแก ถึงกระนั้น ก็ยังสื่อสารกันลำบาก

คุณยายดี อยู่กับ พี่ทองจันทร์ พิมพ์ทประกัน น้องสาว ดูแลอยู่…

ผมว่า ยายดี เป็นอีกท่านนึงที่เราเลือกที่จะมาเยี่ยมในทริปนี้ครับ … อย่างน้อย ได้เห็นลูกหลานมาให้กำลังใจ ผมว่า กำลังใจแกคงจะดีขึ้นมาเป็นโข

ช่วยน้อง สอนเรา : แม่และลูก


ความรักระหว่างแม่กับลูก
=================
ผมเคยมองดูชีวิต ของ มนุษย์ และ พบว่า คนเราล้วนเกิดมา เพื่อทำหน้าที่ ที่ ธรรมชาติได้กำหนด

แม่เมื่อให้กำเนิดบุตร ก็จะเลี้ยงดู ประคบประหงม ให้ลูกน้อย ได้เติบใหญ่ กลายเป็น ผู้ใหญ่ที่ดูแลตัวได้…

เมื่อวันเวลามาถึง ลูกก็จะกลับมาทำหน้าที่ พ่อแม่ที่ดีดูแลลูกอีกรุ่นต่อไป …รวมถึง กลับมาดูแล พ่อแม่ของตนด้วยเช่นกัน

ผมกับทีมเดินทางมาถึงบ้านหลังนี้ … แล้วก็เดินมาเห็นสภาพความเป็นอยู่ของ ครอบครัว เสนนอก

คุณยายสมหวัง เสนนอก อายุ 73 ปี อยู่ในความดูแลของ พี่สายม่าน เสนนอก อายุ 53 ปี

ลูกสาวพี่สายม่าน เข้ามาทำงานเย็บผ้าที่กรุงเทพฯ และ ส่งเงินมาให้แม่ และ ยายใช้จ่าย เดือนละสามพัน ซึ่ง เงินส่วนนึง พี่สายม่านจะ นำมาซื้อยา ที่ต้องใช้ แม้แต่ ยาสวน สำหรับการขับถ่ายปกติ ก็ต้องซื้อเดือน ละหลายร้อย เหลือไว้กินและใช้จ่ายอื่นๆ ก็ไม่มากนัก

ความเป็นอยู่แบบนี้ เริ่มขึ้นเมื่อ คุณยายสมหวัง เกิดอาการ ความดันขึ้นและเส้นเลือดในสมองแตก เมื่อหกปีก่อน หลังจากนั้น ก็ไม่สามารถเดิน และ ช่วยเหลือตัวเองได้

พี่สายม่านจึงได้ดูแล มาตลอด …

บริเวณที่อยู่ของ ยายสมหวัง เป็นดังภาพที่เห็น ความสูงของเพดานไม่สูงมาก ทำให้ผมต้องก้มตัวลง เมื่อตอนที่เข้าไปพบ

เรื่องราวหลายอย่างพรั่งพรู จากปากพี่สายม่าน …เราเองเห็นแล้วก็นึกสงสารในชะตากรรมของแม่ลูกคู่นี้

และ นี่คือบ้านที่สี่ที่เราตั้งใจจะแวะเข้าไปครับ

ช่วยน้อง สอนเรา: ผีเสื้อที่บอบบาง


จิตใจที่เข้มแข็งภายใต้ร่างกายที่บอบบาง
=========================
ผมรับทราบจากผู้ใหญ่บ้าน ว่ามีน้องที่เป็น “เด็กดักแด้” อยู่คนนึง ตอนแรกนึกว่ายังเป็นเด็กเล็กๆ

พอได้เจอกับน้อง จึงรู้ว่า น้องโตเป็นสาวแล้ว …ผมขอเรียกเธอว่า น้องฟ้า ละกันนะครับ

น้องฟ้า อายุ 23 ปี แล้ว .. เป็นเด็กดักแด้ตั้งแต่เกิด ผมเองลองค้นดู จึงพอทราบ ถึงที่มาของโรคนี้อย่างคร่าวๆ

โรคนี้เป็นโรคที่สืบกันทางกรรมพันธุ์ที่ผิดปกติ มีทั้งกลุ่ม Ichthyosis group (อิก-ไท-โอ-ซิส) และ Epidermolysis Bullosa (EB) อันแรกพบไม่บ่อย ส่วนใหญ่ จะเป็นกลุ่มหลัง

ความผิดปกติของเด็กดักแด้จะอยู่ที่เซลล์ผิวหนัง ปกติเซลล์ผิวหนังจะแบ่งตัวและเคลื่อนตัวขึ้นมาเปลี่ยนเป็นหนังกำพร้า และหนังกำพร้าจะถูกย่อยให้ละเอียดลงและหลุดออกไปเป็นหนังขี้ไคล แต่ในเด็กดักแด้ชั้นหนังกำพร้าจะไม่ยอมย่อย จะแข็งติดอยู่ ก็เลยทำให้หนาขึ้นเรื่อย ๆ

อันตราย ของเด็กดักแด้ คือ เมื่อหนังแห้งจะตึง และหดตัว ตอนแรกผิวหนังก็ชุ่มฉ่ำเพราะยังอยู่ในน้ำคร่ำ

พอคลอดออกมาโดน อากาศผิวหนังจะแห้ง พอผิวหนังแห้งจะเกิดการรัดตัว หดตัว
และดึงทุกส่วนที่เป็นช่องเปิดเช่น ตา หนังเยื่อบุตาจะปลิ้นออกมา ดึงตรงปากเยื่อ บุปากก็จะปลิ้นออกมาทำให้เกิดปัญหา ตาปิดไม่สนิท เกิดการระคายเคือง แก้วตาขุ่นมัว หรือ ถ้าปากปลิ้นก็จะทำให้เด็กดูดนม ดูดน้ำไม่ได้

เด็กดักแด้ที่อาการไม่ รุนแรงสามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติ แต่เขาจะเสี่ยงต่อการติดเชื้อและสูญเสียความร้อนทางผิวหนังได้ง่าย

ผมเจอน้องฟ้า น้องฟ้าผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากของชีวิตมาแล้ว 23 ปี การพูดการจาของน้องฟ้าเป็นคนปกติเหมือนเราๆ ท่านๆ ผมเอง ว่า กริยามารยาทออกจะน่ารัก และ ความคิดความอ่านดูมีเหตุมีผลดี

น้องบอกว่า เรียนจบแล้วตอนนี้อยู่บ้านเฉยๆ เพราะ ไปทำงานที่ไหน ก็ไม่มีใครรับ ใจเอง อยากมีชีวิตเหมือนคนปกติเค้า … ไม่อยากเก็บตัวอยู่กับบ้านแบบนี้ แต่ ก็เข้าใจที่คนส่วนใหญ่เมื่อพบ ก็จะรู้สึกกลัว …

เหมือนที่ผมเคยดูในหนัง เรื่อง Transcendence ที่มีคำกล่าวอยู่หนึ่งคำที่ผมชอบมากคือ … “มนุษย์จะกลัว..ในสิ่งที่ไม่เข้าใจ”

ผมและพี่ๆ ที่มา survey ครั้งนี้ เข้าใจ ในตัวน้องฟ้า ครับ และ อยากเป็นกำลังใจให้น้องฟ้า แม้จะกำลังใจเล็กๆ น้อยๆ แต่ก็อยากให้รู้ว่า … ในสังคมของเรานี้ .. ก็มีอีกหลายคน ที่ อยากที่จะแบ่งปัน ความสุข ให้กัน …

ถึงแม้จะเป็น่ส่วนน้อยๆ แต่ รวมๆ กัน ก็ช่วยให้วันนั้น เป็นวันหนึ่ง ที่มีความสุข ได้เช่นกัน

อ่านเพิ่ม

http://www.inderm.go.th/inderm_sai/health1.html

ช่วยน้อง สอนเรา : น.ส.ละมูน


น.ส.ละมูน
=======
กลุ่มพวกเราเดินออกจากบ้านน้องฟ้า …และ มุ่งหน้าไปยังบ้านหลังถัดไป ..
เสียงอาการดีใจ ทีมีคนเดินเข้ามา …ดังออกมาจากด้านหลังบ้าน

น้องละมูน บัวจันทร์ อายุ 32 ปี นั่งอยู่บนเสื่อ ข้างข้างคุณแม่ ชื่น บัวจันทร์ อายุ 57 ปี…

พวกเราทักทายพูดคุยกับ น้องละมูน แต่ ดูเหมือน การสื่อสารระหว่างเรา ต้องให้แม่ชื่น มาช่วยแปล …น้องละมูน ไม่ใช่ว่าไม่รู้เรื่อง แต่ การควบคุมกล้ามเนื้อให้ออกเสียงนั้น ดูเหมือนเป็นความยากเย็น

คุณแม่ชื่น เล่าว่า ตั้งแต่แต่งงานและได้น้องละมูน มาชีวิตของคุณแม่ก็เปลี่ยนไป เพราะ อาการพิการจาก ดาวน์ซินโดรม ของน้องละมูน นั้นทำให้ คุณแม่ไม่สามารถที่จะไปไหนมาไหนได้ เพราะต้องคอยอยู่ดูแล ลูกสาวคนนี้

จากที่เป็นแม่ ก็ต้องเป็นทั้ง ครู ทั้งเพื่อน ที่อยู่ด้วยกันทั้ง 24 ชั่วโมง ดูแลทุกอย่าง ทั้ง อาบน้ำ หาข้าวให้ทาน จนกระทั่งการขับถ่าย

เห็นภาพอย่างนี้แล้ว นึกถึง หัวอกคนเป็นพ่อแม่ ที่ยังไงก็ไม่เคยทิ้งลูก สะท้อนให้พวกเราต้องคิดถึงการดูแลพ่อแม่ของเราที่ยังมีชีวิตอยู่ให้ดีเช่นกัน …

เดินออกจากบ้านน้องละมูนแล้ว…รู้สึกซึมๆ อย่างไรก็ไม่รู้

Trip 2013/14 ขี่รถไปมาเลย์ (ช่วงที่เจ็ด ตะกั่วป่า – นนทบุรี)


ความเดิมตอนที่แล้ว วันที่หก

วันนี้เป็นเข้าวันที่เจ็ดของการเดินทางครับ
ผมไม่เคยหยุดมาขี่รถนานๆ ขนาดนี้มาก่อน ..ต้องถือเป็น การพักผ่อน อีกแบบที่อยากทำมาตลอดชีวิตครับ
อากาศที่ อ.ตะกั่วป่าวันนี้ดีมาก รู้สึกเหมือนกับเมื่อคืนมีฝนตกลงมา ที่ต้องบอกว่ารู้สึกเพราะผมหลับไม่รู้เรื่องเลย คงจะหลับสนิทมาก
เมื่อคืนพี่เนาว์นัดผมแปดโมงมารับ ผมเหลือบมองนาฬิกาพอเข็มวินาทีตี แปดโมง รถพี่เนาว์ ก็วิ่งเข้ามาพอดี … ตรงเวลาเป๊ะ

พี่เนาว์ พาผมไปทานติ่มซำ ที่ร้าน ไก่โต้ง ร้านนี้คนแน่นร้านเลยครับ โดย มีครอบครัวของพี่เนาว์ ครบทุกสมาชิก ออกมาทานกัน …
ผมรู้สึกเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวพี่เนาว์ ในชั่วเวลาหนึ่งคืน … ซึ่งจริงๆ แล้ว พี่เนาว์เคยเจอผมตอนที่ไปทริป แม่สอด เมื่อ มกรา ปี 2555 ครั้งนั้น ผมออก ทริปกับกลุ่ม CVT เป็นครั้งแรก แล้วมีอุบัติเหตุ จนคนจำได้ พี่เนาว์ โทรหาผมวันที่ 20 มกรา ปีเดียวกัน นั้น สอบถามอาการ แล้วก็ ออกปากชวนผมขี่รถมาเที่ยวทางใต้ ซึ่ง จากวันนั้น ถึงวันนี้ วันที่ 11 เมษา 2556 ปีกับอีก สามเดือน ผมก็ได้มาตามคำชวน
ผมว่า เราคงต้องมีอะไรผูกพันกันมา แต่ชาติก่อนน่ะครับ ชาตินี้ เลยได้มีกิจกรรมร่วมกันดีๆ อย่างนี้

พี่เนาว์ ขี่รถออกมาส่งผมจนถึงปากทาง ตะกั่วป่า จากนั้น ผมก็มุ่งหน้าสู่ระนอง …ท้องฟ้าข้างหน้าดูครึ้มๆ มีลุ้น กับสายฝนข้างหน้า ระยะทาง 188 km ผมใช้เวลาสองชั่วโมงก็มาถึงระนองเอาตอนก่อนเที่ยงพอดี
ตามแผนเดิมกะว่าจะมานอนระนองนี่แหล่ะครับ วันสุดท้ายจะได้ วิ่งไม่ยาว แต่ เปลี่ยนแผนนอนตะกั่วป่า วันนี้ เลย ยาวที่สุด เพราะต้องวิ่งเกือบพันโล และ มาแวะทานอาหารที่ร้านถอดรองเท้า


น้องแมน สมาชิกในคลับ ทักผมใน Facebook และเชื้อเชิญให้แวะครับ จะได้ รู้จักกัน น้องแมนเลยเป็น โต้โผ นัดหมายในวันนี้ โดยมีน้องทศเข้ามาร่วมทานข้าวด้วยอีกคน จากเดิมที่กะว่าคงจะเจอพี่หนุ่มเพียงคนเดียว
พอเจอกัน ก็มีเรื่องคุยกันสนุกครับ แผนเดิมตั้งใจว่าจะออกจากระนอง ประมาณเที่ยง เลย ยืดออกไปเป็น บ่ายโมง เพราะคุยกันเพลิน
ทานข้าวเสร็จ ฝนที่เพิ่งตกมาก็หยุดพอดี ผมเลยออกเดินทางต่อ ซึ่งเส้นทางหลังจากนี้ ทางเจ้าถิ่น แนะนำว่า ประมาณ 20-30 Km แรกให้ไปเรื่อยๆ ไม่ต้องเร่ง เพราะ ถนน โค้งเยอะ มีการก่อสร้าง และ หลังฝนตก มันจะ ลื่นมาก
ผมปฏิบัติตามคำแนะนำ ครับ และ ระหว่างทางฝนก็ตกลงมาอีก ทำให้ต้องหลบฝน และ ใช้ความเร็วน้อยลงไปอีก เพราะ ถนน เป็นฟองขาว และ ลื่นมากๆ


ผมพ้นตรงเส้นทางนั้นออกมา ก็ทำความเร็วจนมาเย็นที่ปราณบุรีครับ ซึ่งที่ปราณบุรี ตอนขามาผมโทรหา พี่ไมค์ ที่นี่มาทีนึงแล้ว ว่า ขากลับ อาจจะมีแวะมาทักทายตอนนี้ เกือบหกโมงเย็น ยังไง ผมก็ ต้องกลับถึงกรุงเทพฯหลังมืดอยู่ดี ตอนนี้ ความเร่งรีบ ในการกลับ ก็ลดลงไป เพราะ ยังไง ก็มืด

ผมเลยตัดสินใจเข้าไปทักพี่ไมค์ ซึ่งวิ่งเข้าไปอีก เกือบยี่สิบกิโล ไปยัง Taskana resort สวย ของพี่ไมค์
ผมเอง เจอพี่ไมค์เป็นครั้งแรกครับ หลังจากคุยกันอยู่พักใหญ่ เพราะ พี่ไมค์ ก็ใช้ Versys อยู่แถบนี้เหมือนกัน เราเลยพูดคุยทำความรู้จักกันพักใหญ่ จากนั้น พี่ไมค์ กับแฟน ก็พาผมเข้าตลาดไปทานของอร่อยทานกัน
ผมอยู่กับพี่ไมค์ จนถึงประมาณ สองทุ่มครึ่ง ก็ขอตัวลากลับ …

ระยะทางที่เหลืออยู่อีกสองร้อยกว่าโล มขี่ท่ามกลางความมืด และ ถึงกรุงเทพฯ โดยปลอดภัย ในสองชั่วโมงต่อมา
ทริปนี้ สนุก และ มีความสุขมาก ทั้งเส้นทาง การขี่รถ สิ่งที่ได้เจอตลอดทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้คนที่ล้วนแต่น่ารัก
รถ Versys วิ่งดีครับ ไม่มีปัญหา งอแง หลังจากผมใช้งานมา สามหมื่นสามพันโล ในระยะปีสามเดือน ที่ผ่านมา ต้องบอกว่า นำมาใช้งานได้เต็มที่ ไม่มีเรื่องกังวลใจ
ต้องขอขอบคุณพี่ๆ ทุกคนที่ ให้การดูแล อย่างดี ตลอดทางเลยครับ
พี่จิ้ว น้องออม ที่ทำให้ผมมองสายใต้ด้วยมุมมองใหม่

น้องเจมส์ น้องกาน ที่แวะเวียนมาทักทาย

พี่โอ๊ด ความเร็วของพี่ ทำให้ผมอยากเปลี่ยนรถไปขี่จรวดแทน

พี่โหน่ง น้องนุก สละเวลามาเจอผม ประทับใจมาก

พี่เบียร์ ขอบคุณที่ช่วยยกรถ กล้ามของพี่แข็งแรงน้อยกว่าหัวใจพี่อีก

พี่ธิ ขอบคุณสำหรับเสียงหัวเราะ และ บักกุ๊ดเต๋ อันโอชะ

พี่วันชัย สำหรับ มื้อใหญ่ที่ The one ผมอยากไปอีก ติดใจนักร้อง

พี่บูล สำหรับการนำทางไปเที่ยวมาเลย์ อันตื่นเต้น

พี่เขียว เพื่อนร่วมทางที่ดี ไม่มีขัดใจ

โกสุ่น น่ารักและยิ่งใหญ่สมคำร่ำลือ

พี่อู๊ด Ducati ที่ขี่มาให้พบ

พี่เนาว์ ประธานสายใต้ และครอบครัว อบอุ่นจนไม่อยากกลับ

โกศักดิ์ และ ซ้อ ที่แวะมาเลี้ยงกาแฟอร่อย

โกสุ่น Mini Stand สำหรับอาหารอร่อย และ Stand ดีๆ

พี่หนุ่ม น้องป่อง ระนอง อยากไปเยี่ยมบ้านพี่มานาน สมใจซะที

พี่แมน น้องออย ที่นัดในวันสุดท้ายทำให้เราได้เจอกัน

พี่ทศ ที่แวะเวียนมาเจอ

พี่ไมค์ ปราณบุรี ที่เลี้ยงเย็นตาโฟ

รวมระยะทางวันนี้ 926 km สะสม 7 วัน ระยะทางทั้งหมด 3470 km มากที่สุดเท่าที่ผมขี่รถในหนึ่งทริปมาแล้วครับ
ผมเชื่อว่า ผมคงต้องลงไปเยือนทางใต้อีกแน่ๆ ครับ …รับรอง

ขอบคุณที่ติดตามมาโดยตลอดครับ
กด Follow ผมได้ โดยการ ใส่ e mail ที่ ช่องด้านข้างนี่ครับ
หรือ แวะไปเยือน Facebook ผมได้ครับ ที่ https://www.facebook.com/narong.wonggasem
แล้วเจอกันใหม่ ทริปหน้าครับ

Trip 2013/14 ขี่รถไปมาเลย์ (ช่วงที่หก ตรัง-ตะกั่วป่า พังงา)


ความเดิมตอนที่แล้ว วันที่ห้า ผมเล่าถึงการเดินทางออกมาจาก มาเลย์
วันที่ หก ผมอยู่ที่เมืองไทยแล้วครับ …การเดินทางยังไม่สิ้นสุด โดยเมื่อคืนนอนอยู่ที่ ตรัง

เมื่อคืน ผม พี่จิ้ว พี่โอ๊ด พี่อู๊ด และ โกสุ่น นั่งทางอาหาร อยู่ที่ Junt Shushi จนดึก ..แปลกที่ผมไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง เลย
น่าจะเหมือนกับตอนที่เราติดอะไรสักอย่าง ที่ทำโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยมังครับ … ผมว่าหลายคนคงจะเข้าใจ เพราะ คงมีประสบการณ์ อย่างนี้ แทบจะทุกคน …หากแต่ต่างกันที่ กิจกรรมเท่านั้นเอง

ของแบบนี้แหล่ะ ที่เรียกว่า “งานอดิเรก”

“บ้านชายทุ่ง” ที่ พี่จิ้วจัดให้ นอนสบายดีเหลือเกิน แสงแดดยามเข้า ปลุกผมให้ลุกขึ้นมา เพราะพี่จิ้ว พี่โอ๊ด ชวนไปทาน ติ่มซำ ร้านเด็ดที่นี่

ใครมาที่ตรัง ก็เช้าๆ ก็ต้องลองทานที่ร้านติ่มซำ ร้านดังๆ มีหลายที่ครับ บางร้านคนแน่น รอนาน ด้วยความที่พี่จิ้ว พี่โอ๊ด ทราบว่าวันนี้ผมต้อง “ทำเวลา” เพราะ ตั้งใจว่าจะตีไปให้ถึงระนอง แล้ววันนี้ มีนัดกับ โกสุ่นไว้ตั้งแต่เมื่อคืนด้วย เลย ต้องหาร้านที่รอไม่นานนัก มาทานกัน

นี่เลยครับ ร้านต้นนุ่น แต้เตี้ยม 2 เป็นร้านที่นัดกันไว้ครับ หาไม่ยาก ผมมาตามทางที่บอก แป๊บเดียวก็มาถึง …แอบสังเกตว่า เช้าๆ ตำรวจ ที่ ตรังฟิตมากครับ ยืน คอยแจกใบสั่งอยู่ตรงแยก….

ดูดีๆ คนต่างถิ่นมาขี่รถแถวนี้ต้องวิ่งให้ถูกครับ เพราะ ตรงแยกมันเหมือน วงเวียน วิ่งเข้าผิดทาง เป็นได้รับใบสั่ง กลับบ้านแน่ๆ

เราทานติ่มซำ กันอย่างอิ่มหนำ แล้วก็กลับไป เช็คเอาท์ ที่โรงแรม แล้วไปต่อที่ร้านโกสุ่นเลยครับ

ร้านโกสุ่นเป็นร้านอาหาร อยู่ตรงท่าเรือ กันตัง ท่าเรือใหญ่ ของที่นี่

ชื่อร้าน อาจจำยากนิด เพราะเป็นภาษาจีน (คนจีนคงจำไม่ยาก) ชื่อว่า “ล่อคุ้ง” แปลตรงๆ ว่า กลองดัง … ประวัติร้านมีลงหนังสือ ใส่กรอบ ผมเลยถ่ายเอาไว้ อ่านด้วย อ่านแล้วจะรู้ว่า โกสุ่นนี่ เก๋า มาก ยิ่งได้พูดคุยประวัติตั้งแต่หนุ่มแล้วล่ะก็ ผมว่าประวัติผู้ชายคนนี้คงเขียนหนังสือได้เป็นเล่มโตเลยครับ …

ถ้าจะนับคนร่ำรวยความสุข ผมว่า โกสุ่น ต้องเป็นคนนึงที่อยู่อันดับต้นๆ ของประเทศ แน่ๆ ครับ แววตา การพูดคุย ที่ผมได้รับบอกผมอย่างนั้น โกสุ่น และ พี่ๆ สร้างความประทับใจด้วยการปรุง ราดหน้าสูตรพิเศษ ให้ทานครับ ..กุ้งตัวเบ่อเริ่ม (ใหญ่ที่สุดที่ผมเคยทานราดหน้ามาเลยก็ว่าได้) แอบถามราคา … ผงะ เลย ชามที่ทานนี่เกือบห้าร้อยบาท

ตอนทานติ่มซำ พี่จิ้ว กระซิบบอกให้ เผื่อท้องไว้หน่อย เพราะ ต้องมาเจอสูตรเด็ดโกสุ่นอีก ..ผมทำตามบอก ..สองมื้อนี้ อิ่มแปร้ อร่อยพุงกาง แทบไม่อยากขี่รถต่อเลย

ถึงเวลาที่ผมต้องลาพี่ๆ สายใต้น่ารัก กลุ่มนี้ เพื่อเดินทางต่อแล้ว โกสุ่น พี่จิ้ว และ พี่โอ๊ด ต้อนรับขับสู้ ด้วยมิตรภาพจากใจที่ผมประทับใจ และ ช่วยเติมเต็มความสุขในทริปนี้อย่างมาก …

ก่อนออกจากร้าน โกสุ่น แนะนำให้ผมไปขึ้นแพขนานยนต์แทนการขี่ข้ามสะพาน ตามปกติ … “มันไม่ต้องอ้อม” โกสุ่นบอกอย่างนั้น
จริงๆ แล้ว ผมไม่คิดว่า การขี่รถข้ามสะพาน จะช้า กว่า ข้ามแพหรอกครับ แต่ ผมเข้าใจเจตนาของโกสุ่นที่อยากให้ ผมได้ สัมผัส “ประสบการณ์” ในการขี่รถต่างหาก เพราะการ ขี่รถมอเตอร์ไซต์ ข้ามแม่น้ำ โดยผ่าน แพขนานยนต์ ใช่ว่าจะมีประสบการณ์ได้ทุกคน
และนั่นเป็นการเอา Big Bike ขึ้นแพ ครั้งแรกของผมครับ … ต้องขอบคุณกุศโลบาย ของโกสุ่นครั้งนี้มากๆ ครับ


เส้นทางช่วงข้ามแพ ก็เป็นประสบการ์ที่ดีครับ ลงจากแพก็มีหลงนิดหน่อย โชคดีว่า มี GPS ช่วยนำ ทำให้ มั่นใจว่า ยังอยู่ในเส้นทางอยู่

ผมขี่รถด้วยหัวใจอิ่มเอิบ นึกๆ ว่าต้องขี่รถอีก 457 km ไประนอง วันนี้ น่าจะเป็น ภารกิจใหญ่ยิ่ง เพราะ มีนัดกับ พี่เนาว์ และพี่ หนุ่มที่ระนอง

ระยะทางจากตรัง ไปตะกั่วป่า มีระยะทาง 276 km พี่เนาว์ บอกว่าจะวิ่งมารับผมที่พังงา ซึ่งระยะ ประมาณ 63 Km แสดงว่า ผมต้องขี่อีก 213 km ก็จะเจอพี่เนาว์ … ระยะทางกับเส้นทางไม่คุ้นแบบนี้ คงต้องมี สองชั่วโมงล่ะครับ

ใครจะไปรู้ว่า 213 km นี้ มีเหตุการณ์เล่นเอาผมเกือบดับ เพราะรถวิ่งชนหมาทิ่วิ่งตัดหน้าด้วยความเร็ว 150 !! นึกแล้ว สยองไม่หาย …เอาไว้เล่าวันอื่นดีกว่า

ผมมาเจอพี่เนาว์ ที่จุดหมาย พี่เนาว์มารอผมก่อนแล้ว …คำถามแรกคือ คืนนี้ผมอยากนอนที่ไหน เพราะ พี่เนาว์บอกว่า ถ้าไป ระนอง คงจะไม่สามารถแวะที่ใดได้นาน เพราะเส้นทาง โค้งเยอะ วันนี้คงเป็นวันที่ต้องขี่รถกันทั้งวัน

แต่ถ้านอนตะกั่วป่า ก็สามารถเก็บรายละเอียดแถวนี้ได้ … ผมแทบไม่ต้องคิดเพราะ การมาค้างระนองหรือ ตะกั่วป่า นั้น ทำให้ เวลาที่วางแผนไว้ใน ทริป เกินไปหนึ่งวันทั้งคู่ เรียกว่า ยังไง ก็ เกิน แต่การได้ “เก็บรายละเอียด” อย่างที่พี่เนาว์ว่า นั้น ผมว่า น่าสนใจมาก …

อีกอย่าง รู้สึกเกรงใจพี่หนุ่ม ระนองมากครับ เพราะ มีความรู้สึกเหมือนไปรบกวนแก ถ้าจะไปค้างที่ระนอง เลยเลือก จะรบกวนพี่เนาว์มากกว่า เพราะ ได้พูดคุยกับ พี่เนาว์มานานร่วมปีแล้ว เลย กล้าที่จะรบกวน
ส่วนพี่หนุ่มนี่ ..คุยนับคำได้เลย…เลยเกรงใจ

พอตัดสินใจ ไม่นอนที่ระนอง แต่มานอนตะกั่วป่า แทน พี่เนาว์เลย เปลี่ยน route ให้ผมขี่รถมาที่สะพาน สารสิน และ เขาหลัก โดย ซึ่งที่นี่ ผมได้มีโอกาสเจอ โกสุ่น (คนที่ประดิษฐ์ Ministand มาขาย)  กับ โกศักดิ์ เพื่อน Biker อีกคน

ที่เขาหลัก เป็นครั้งแรกที่ผมได้มาที่ อนุสรณ์สถาน ตอนที่ เกิด ซึนามิ เมื่อตอน ปี 2547 ด้วยครับ ทำให้ ระลึกถึงเหตุการณ์ ตอนนั้น เหมือนว่า ผ่านมาไม่นาน
พี่เนาว์ต้อนรับขับสู้ ดีมากครับ ที่พัก ก็ สวยสะอาดดี คืนนั้น เป็น มื้อเย็นที่เอร็ดอร่อย และ อบอุ่นมากเพราะ ได้มาทานข้าวกับ ครอบครัวพี่เนาว์ และ ครอบครัวของโกสุ่น (Ministand)
คืนนี้ นอนหลับฝันดีอีกวัน

วิ่งมาทั้งหมด ระยะ 379 Km รวมวิ่งมา หกวัน วิ่งมาร่วม 2,544km

Album ใน Facebook

https://www.facebook.com/media/set/?set=a.10151532050849326.1073741841.566784325&type=3

อ่านตอนต่อไป วันที่เจ็ด

Trip 2013/14 ขี่รถไปมาเลย์ (ช่วงที่ห้า Cameron Highland – ตรัง)


ความเดิมตอนที่แล้ว วันที่สี่ 

เป็นการเดินทางขากลับ จาก Cameron กลับมายังไทย ซึ่งตอนแรก สองจิตสองใจที่จะวิ่งมานอนที่หาดใหญ่ หรือ วิ่งตามพี่บูล ไปนราธิวาส ตามคำชวนของพี่บูลดี
ถ้าวิ่งมาหาดใหญ่ ก็ 416 km
วิ่งไปนราธิวาส ก็ 642 km (เข้า สะเดา ผ่านหาดใหญ่) ซึ่งตอนแรกผมกะว่าจะไป เพราะ วิ่งเข้าทาง อ.แว้ง จะใกล้มาก แค่ 295 km เอง แต่ พี่บูล กับพี่เขียว บอกว่า อันตราย
นึกถึงโกสุ่นขึ้นมา และ อยากเจอ เพราะ มาใกล้บ้านโก แล้ว นั่นคือ จังหวัดตรัง ก็ 565 km
ยังไม่รู้ดูสถานการณ์อีกที เพราะไม่อยากขี่รถกลางคืนครับ ไม่ชินทาง และ สายตาไม่คม อันตราย


เราเช็คเอาท์ ออกจากโรงแรม Country lodge ตอนเช้า โรงแรมที่นี่ เมื่อคืนก็มีการย้ายห้องกันเพราะ ว่า ห้องที่เป็นแบบ connecting room วิวจะดีกว่าห้องแบบ แยกๆ กัน ที่ตอนแรกได้มา
ราคาก็เท่าเดิมครับ แต่ผมลองเข้าไปเช็คราคา ที่ Booking.com ชึ่ง ราคาจะถูกกว่า Walk in นิดหน่อย เป็นหลักร้อยครับ
ที่นี่ไม่มีตู้เย็นนะครับ ส่วน internet ก็ มีจุดที่ lobby โชคดีที่ห้องที่ชั้นสาม ยังได้รับสัญญาณ เลย เล่นได้นิดหน่อย

ก่อนออกจากโรงแรม ก็เช็คสภาพรถดูครับ งานเข้าเลย เพราะรถผมพบว่า ตัวบังโคลนหลังที่ซื้อมาจากน้องต้น แตก เสียแล้ว เป็นการแตกตรงตัวยึดครับ … เลยถอดทิ้งไว้ตรงนั้นเลยครับ กลัวแตกแล้วหลุดเข้าไปขัดในล้อ เดี๋ยวจะเดือดร้อนกว่านี้
เรามาหากาแฟทานที่ ไร่ Strawberry ครับ ซึ่งแถวนี้ มีหลายไร่ เราเลือกเอาที่นึงชื่อว่า Big Red Strawberry เข้าๆ คนยังไม่มาก แล้วก็เจอ กลุ่มคนไทยที่มาเที่ยวที่นี่กันด้วย


ทานกาแฟเสร็จก็เดินทางกันต่อ เพราะระยะวันนี้ไม่น้อยครับ อีกอย่างสมาชิกในทีม ไม่เน้นความเร็วมาก ผมว่าต้องเผื่อเวลาเพิ่มอีกหน่อย
ผมลงมารอที่ทางออกด้านล่าง เพราะ ทางข้างบนชันมาก ไม่อยากยืนเขย่งนาน เลยลงไปรอก่อน รอ สักพัก ไม่เห็นมีใครลงมาสักคัน เลย เอะใจว่าคงจะคลาดกันแน่ๆ เพราะ อีกสองคนคงจะไปลงตรง “ทางเข้า” ซึ่งเป็นทาง วันเวย์ ให้รถวิ่งขึ้น แต่เช้าๆ อาจจะไม่มีรถ เลยลงมาทางนั้นกันหมด
แล้วก็จริงๆ ครับ เพราะไม่มีวี่แวว ผมเลยขี่เข้ามาในเมืองวนหาอีกรอบ ก็ไม่เจอ คิดว่า คงมีการคิดกันเอาเอง ว่าผมวิ่งไปก่อนแล้ว …ซึ่งก็เป็นอย่างนั้น จริงๆ ผมเลยต้องทำใจ ขี่รถกลับ ลำเดียว (อีกแล้ว)

ผมวิ่งกลับมาทางเดิม ออกนอกเมืองมาสักระยะนึง เห็น สวนชาด้านหน้า ซ้ายมือ อยู่บนเนิน เลยขี่ขึ้นไปแวะดูสวนชา ปรากฏว่า พี่บูล กับ พี่เขียว ก็ แวะที่นี่เหมือนกัน เลยได้เจอกันอีกที โดยบังเอิญ


ผมบ่นกระปอดกระแปด อยู่นิดหน่อย เพราะ ไม่อยากให้หลงกัน ผมเองก็ผิดที่ลงมาก่อน ไม่รู้จักเขย่งรอ …เลยตั้งใจว่าจะแต่งตัวเป็นคนสุดท้ายดีกว่า…ฮ่า ฮ่า จะได้ไม่ต้องรอ (ให้เพื่อนรอแทน)

เราขี่รถกันตาม highway กลับมาครับ วิ่งไปสักพัก ก็หายกันอีก คราวนี้ผมผิดเต็มๆ เพราะ วิ่งเร็วกว่ากลุ่ม แต่คราวนี้ ผมใช้วิธี วิ่งเร็วมา แล้ว มาจอดรอ ตามจุดพักรถ พอ สองลำนี้มา ก็ วิ่งตามครับ
แหม ก็ถนนดีขนาดนี้ มาขี่กัน ร้อยยี่สิบ ก็น่าเสียดายนิ… อีกอย่างรู้จุดหมายอยู่แล้ว ว่าไปที่ไหน อันนี้ ไม่กลัวหลงแล้วครับ ไม่ออกนอกเส้นทางแน่นอน

ผมมาถึงด่านก่อน ครับ โดยแวะ แลกเงินคืน แล้วก็เติมน้ำมันให้เต็มถัง ก่อน จะเข้าสู่ประเทศที่น้ำมันแพง … ^^

ค่าใช้จ่ายเที่ยวนี้ จ่ายเงินผ่าน บัตรเครดิตไปเยอะครับ เงินริงกิต เลยใช้ไม่มากเท่าไหร่

ผมวิ่งออกมา แวะถ่ายรูปที่วัดๆ หนึ่ง พอวิ่งไปสักพัก ก็เจอ พี่เขียว กับ พี่บูล เราเลย นัดไปทานกาแฟกัน ก่อนเข้าหาดใหญ่

กาแฟ ร้านขนมโกไข่ อร่อยดีครับ บริการ ก็ดีมากๆ บรรยากาศก็ดี ครับ ดีหมด เลย แถมพี่เขียว เลี้ยงกาแฟ แก้วนี้อีก เป็นการ คารวะ “อาจารย์” ที่พี่เขียว เรียกขึ้นมา หลังจาก แนะนำการเข้าโค้งให้
จริงๆ ผมเช้าโค้งไม่เก่งหรอกครับ แต่ รู้ว่าพี่เขียว เค้ากังวลใจอะไร เลยเอาประสบการณ์ ที่ตัวเอง เจอ มาบอก ก็เท่านั้นเอง ..พี่เขียว หัวไว get เร็ว ก็ เลยปรับปรุง ตัวได้ทันที …ผมก็ได้กินกาแฟฟรีพร้อมกับ มิตรภาพที่ดีเป็นของแถม
เริ่มจะมืดแล้ว …ผมเลือกจุดหมาย ต่อไปของผมได้แล้วครับ ผมจะไปหา โกสุ่น ที่ตรัง

โทรศัพท์ ผม battery หมด เลยเอา iPad มา post บอกพี่จิ้ว ว่ามาถึงไทยแล้วและจะเข้า ตรัง ไปเจอโกสุ่น เลยรบกวน ขอเบอร์ โกสุ่น กับ ให้พี่จิ้ว ช่วยแนะนำโรงแรมให้หน่อย
สักพัก พี่จิ้ว โทรเข้ามาเลยครับ บอกว่า ตัวพี่จิ้ว กับ พี่โอ๊ด เอง ก็อยู่ตรังอยู่แล้ว และ อยู่กับ โกสุ่นด้วย อะไร จะบังเอิญ ขนาดนี้ …
“มาร้าน ซูชิ เลยพี่ป๋อง อยู่ใกล้ๆ โรบินสัน “ พี่ จิ้วบอก สักพัก พี่โอ๊ด โทรมาบอกทางอีกคน .. ผมกดปรื้ดเดียว ถึงตรังเลยครับ ร้อยกว่าโลเนี่ย

ถึงตรัง ประมาณสองทุ่มครับ ได้ขี่รถตอนกลางคืน ที่ไม่อยากขี่เอาเลย ซะงั้น วันนี้ เจอทั้ง ฝน เจอทั้งมืด แต่ก็เดินทางปลอดภัย

รวมระยะทางวันนี้ 565 km รวม วิ่งมา ห้าวัน สะสม ได้ 2165 km ไปแล้ว

Album ใน Facebook

https://www.facebook.com/media/set/?set=a.10151528229829326.1073741840.566784325&type=3

อ่านตอนต่อไป วันที่หก

Trip 2013/14 ขี่รถไปมาเลย์ (ช่วงที่สี่ Penang – Cameron Highland)


ความเดิมตอนที่แล้ว วันที่สี่  

วันนี้ผมตื่นสายครับ สงสัยจะเพลียสะสม บวกกับ เวลาของมาเลย์ ซึ่งจะเร็วกว่าเราหนึ่งชั่วโมง

เรียกได้ว่าถึงนอนตื่นเวลาเดิม ก็จะนอนน้อยไปชั่วโมง พอมานอนเท่าเดิม มันเลยสายไปชั่วโมง….
อาบน้ำแต่งตัวเสร็จลงมาทานข้าวที่ ด้านล่างของโรงแรม พบว่าพี่บูล กับ พี่เขียว ทานเสร็จเรียบร้อยไปแล้ว ผมเจอพี่บูลนั่งยิ้มแฉ่งอยู่

“ไม่ต้องรีบนะครับพี่ป๋อง สบายๆ ” พี่บูลบอก “อยากให้ พี่ป๋อง พักผ่อนสบายๆครับ” แหม น่ารักชะมัดพี่บูล ดูเป็นคนขี้เกรงใจ และ ให้เกียรติคนดีครับ
แผนวันนี้ต้องออกเร็ว เพราะกะว่าจะแวะดูร้าน Givi หาซื้อของซะหน่อย เพราะ เมืองไทยไม่มีร้านแบบนี้ และ ต้องเดินทางอีก 224 KM ไป Cameron

พี่บูล บอกว่าที่ปีนัง มีที่สวยๆ ที่จะพาไปถ่ายรูปครับ งานนี้กะว่าสบายละ เพราะ พี่บูล เคยเข้ามา และ สามารถพูดภาษามาเลย์ได้

พวกเราวิ่งออกมาได้สักพัก รู้สึกเหมือนว่าจะหลง เพราะทางใน ปีนัง เป็น วันเวย์ เยอะ เลี้ยวผิดที ต้องวิ่งแทบจะรอบเมือง ใช้เวลาตรงนี้พอควร พี่บูลเลยเปลี่ยนใจพาไป GIVI เลย เพราะ เห็นว่าตั้งใจไปซื้อ รองเท้า สักคู่
ร้าน GIVI ที่นี่ ไม่มีใน Garmin ครับ แต่เมื่อวานเราผ่านมา เลยแวะมาทำ mark ไว้ทีนึงแล้ว วันนี้ เลยมาง่ายหน่อย

ดังนั้นมี Navigator เห็นอะไรน่าสนใจก็ โรยถั่ว save พิกัดไว้ก่อนครับ คิดจะกลับมาก็ง่าย


ของที่ร้านมีหลากหลาย ทั้ง กล่อง กระเป๋า เสื้อผ้า พี่บูลอยากได้รองเท้า อต่ ไม่ได้ของตามที่ตั้งใจ เพราะ ไม่มีรองเท้าเลย เห็นว่าที่ร้านรอของปีใหม่อยู่ ส่วนผมจัดมาซะเยอะแยะเลย ทั้งไฟท้ายกล่องหลัง กระเป๋าติดถัง เพราะ ของบางอย่างเมืองไทยไม่มี บางอย่างมี ก็ราคาถูกกว่ามาก สรุปแล้ว shop ของหมดไปเป็นหมื่นเหมือนกันครับ

Shop คนเดียวไม่ shop เปล่า ยุพี่บูล ถอยกระเป๋าติดถังมาด้วย สรุปได้มาคนละใบ…
หลังจากนั้น เป็นการเดินทางล้วนๆ ซึ่ง เส้นทางน่าประทับใจมาก …เพราะสามารถทำความเร็วได้ดี

วิ่งไปผมสังเดตว่า GPS มันเอียงแปลกๆ เลยจับดู อ้าวมีปัญหาซะแล้ว

ผมให้สัญญาณให้พวกเราจอดเพราะรถผมมีปัญหา ตัว U Bar ที่ยึด GPS หัก คงจะเป็นเพราะ สั่นมาก และ ล้มมาวันก่อน เลยต้องจอดถอดเก็บเอาไว้

เราสามคนช่วยกัน ถอดออก …อากาศตอนนั้นเย็นๆ ครับ

ใช้เวลาจัดการกับรถแป๊บเดียว เพราะ เครื่องมือ ติดรถ ก็ไขได้แล้ว จากนั้นก็วิ่งต่อ …ตอนวิ่งลอดอุโมงค์ ทะลุเขานี่ อากาศเปลี่ยน เหมือนเข้าห้องแอร์เลยครับ เย็นสบาย

เราวิ่งผ่านโค้ง ทางเข้า Cameron มาอย่างมีความสุขครับ ระหว่างทาง มีร้านขาย ช๊อคโกแล๊ตอร่อย ด้วย …ทริปนี้ น้ำหนักผมคงขึ้นหลายกิโล

สุดท้ายมาถึงจุดหมาย ปลายทาง Cameron โดยปลอดภัย ที่นี่ อากาศเย็นสบาย น่าอยุ่มากๆครับ
วันนี้วิ่งไปทั้งสิ้น 230 km โดยประมาณ สะสมรวม สามวัน 1600 km

Album ใน Facebook

https://www.facebook.com/media/set/?set=a.10151527444899326.1073741839.566784325&type=3

อ่านตอนต่อไป วันที่ห้า

Trip 2013/14 ขี่รถไปมาเลย์ (ช่วงที่สาม หาดใหญ่ – ปีนัง)


ความเดิมตอนที่แล้ว  วันที่สอง 

วันที่สาม

วันนี้เริ่มตื่นเต้นขึ้นมาแล้วครับ เพราะว่า จะต้องเดินทางข้ามประเทศกัน

ผมตื่นมาตอนเช้า เพราะเมื่อคืน มีการนัดกัน แปดโมงเช้า ล้อหมุน … (จริงๆ แล้วพี่ ธิ Ducati เสนอให้ หมุนกันตอนเก้าโมง แต่ผมนัดกับพี่บูลเอาไว้ ตอนแปดโมง เลยคิดว่ายังไง ก็ควรจะนัดกัน ก่อนแปดซะนิดนึง)

เรื่องนัดหมายนี่ ทางพี่จิ้ว ช่วยประสานงานครับ เพราะ จุดหมายอยู่ที่ปั๊มปตท แถวนั้น ปั๊มไหนผมยังไม่รู้เลย

พี่จิ้วพี่โอ๊ด ตื่นแต่เช้าครับ เพราะนัดพี่เบียร์มาตั้งแต่ เจ็ดโมง ผมเดินลงลิฟ ได้ยินเสียงเครื่องยนต์ จากท่อ ER ของพี่โอ๊ด ดังกระหึ่ม

“ต้องปลุกกันอย่างนี้แหล่ะ เพราะโทรไปไม่รับ” พี่โอ๊ดบอกเพราะ เช้ามาแกต้องปลุกสมาชิกในทีม บางคน ยังนอนไม่อิ่ม ก็ไม่ยอมรับโทรศัพท์ซะงั้น
จะไว่าไป พี่โอ๊ดนี่ สมเป็น Biker จริงๆ เอามาเตอร์ไซต์ มาทำ นาฬิกาปลุกก็ยังได้มีประโยชน์หลายอย่าง เอนกประสงค์มาก

เกรงอย่างเดียว แขกคนอื่นในโรงแรม จะเขวี้ยงอะไรลงมา เพราะ หนวกหูเสียงท่อรถแกนี่แหล่ะ

พักเดียว พี่ธิ สวมชุดลงมา ผมว่าแกแต่งตัวไวอย่างกับหนุมาน … ผมมองไปเห็นพี่โอ๊ด ยิ้มฟันขาว เหมือนจะบอกว่า เห็นมั๊ยล่ะวิธีปลุกมันต้องอย่างนี้

คณะพี่น้อง”สายแข็ง” พาผมมาที่ร้านอ้วน บะกุ๊ดเต๋ครับ ต้องบอกว่า ที่นี่อร่อย มากๆ

โดยประสบการณ์ผมเอง เคยไม่ชอบ บะกุ๊ดเต๋ เพราะ ทานแล้ว มันเค็มไม่อร่อย แต่ พอมาเห็นสูตรที่นี่ และ ลองทานดู เพราะ เครื่องเยอะมาก พอทานเสร็จต้องเปลี่ยนความคิดไปเลย

ที่นี่ ใช้ แบรนด์ซุปไก่ มาเปิดเทลงชามให้เห็นเลยครับ นัยว่าเป็น Option พิเศษ สำหรับ ผู้ต้องการการโด๊ป เพิ่มกำลังวังชา
ทานยังไม่เสร็จดี พี่ธิ ต้องผลีผลามออกไป เพราะ มีอีกนัดนึง ซึ่ง ถึงเวลาแล้ว…..

พี่จิ้ว กับ พี่ โอ๊ด พี่เบียร์ ขี่รถมาส่งผมที่จุดนัดพบ ที่มีพี่บูล และ พี่เขียว สองสหายใหม่ ไม่เคยเจอกันมาก่อน สองคนที่จะร่วมขี่รถไปด้วยกันเข้ามาเลย์ มารออยู่ก่อนแล้ว

หลังจากนั้นการเดินทางเข้า มาเลย์ ก็เริ่มขึ้น เราวิ่งกันอีกสี่สิบกว่ากิโล ก็ถึงด่านสะเดา สองข้างทาง ร่มรื่น และ ปลอดภัยดี

กระบวนการผ่านด่าน ไม่ยุ่งยาก ครับ ทำคล้ายๆ กับที่ผมเคยผ่านที่ลาว จำง่ายๆ คือ จัดการสองเรื่อง คือ เรื่องคน กับ จัดการเรื่องรถ โดยเริ่มฝั่งไทยให้เรียบร้อย แล้วก็ไปจัดการอีกครั้งที่ฝั่งมาเลย์

สองสิ่งที่ ต้องทำทันที หลังผ่านด่านมา คือ แลกเงิน กับ เติมน้ำมัน

ที่นี่ใช้เงิน สกุล ริงกิต หนึ่ง ริงกิต วันนั้น ก็ ประมาณ 9.55 บาทครับ คิดง่ายๆ ก็คูณ สิบไป ก็ง่ายดี
ส่วนน้ำมันที่นี่ ลิตรละ 1.9 ริงกิตครับ สิบแปดบาทเอง ถือเป็น สวรรค์นักบิดครับ เพราะอยู่ไทยเติมเต็มถัง ต้องเห็น ห้าร้อย มาอยู่นี่ บางทีไม่ถึงสองร้อย …เต็มถังเหมือนกัน

เราสามหนุ่ม วิ่งกันเรื่อยๆ สองร้อยกว่าโล มาที่ปีนังครับ เส้นทางเป็น ทางด่วน วิ่งสบาย ถนนดี ถึงแม้มีจุดที่ซ่อมถนน เค้าก็มีมาตรการความปลอดภัย ทั้งสัญญาณ และ การเบี่่ยงถนนที่ดีมากๆ ครับ ไม่ต้องกลัวว่าวิ่งเร็วๆ จะฝ่าเข้าไปกลางกองก่อสร้างซ่อมถนน อย่างที่ผมเจอที่นครสวรรค์

ระหว่างทางก็ มีด่านเก็บเงินเป็นระยะ แต่เก็บเฉพาะ รถยนต์ ส่วนรถมอเตอร์ไซต์ จะมีทางวิ่งให้ อ้อมมาด้านหลัง และไม่ต้องจ่ายเงิน

มาตอนแรก ก็งง เหมือนกัน เกือบวิ่งเข้าไปช่องรถยนต์ ไปจ่า่ยเงินกับเค้าด้วย เจ้าหน้าที่ต้องโบก ให้อ้อมไปตามทางเล็กๆ ด้านหลัง จะได้ไม่ต้องไปเกะกะเสียเวลา เพราะ รถมอเตอร์ไซต์ ผ่านด่านระหว่างทางไม่ต้องเสียเงินครับ เค้าให้ไปจ่าย เหมาทีเดียวปลายทางเลย

เราวิ่งกันมาสองร้อยกว่าโล ก็ถึงทางออกแยกเข้า ปีนังครับ ค่าผ่านทาง แค่สิบสามบาทเอง
ดูเหมือนที่นี่เหมาะกับการขี่มอเตอร์ไซต์มากๆครับ ไม่แพงเลย

เราวิ่งข้ามสะพานปีนัง ซึ่งยาวมาก เน้นครับ ว่า ยาววววววมากๆ ผมมองเห็นสะพานแล้วก็รู้สึกดีใจ …ขนลุก น้ำตาไหล มันปิติ ยังไงไม่รู้ เหมือน ความสำเร็จได้จบลงไปอีกอย่าง

ด้วยความเป็นมอเตอร์ไซต์ เราเลยจอดข้างสะพาน เค้ามีที่ว่างๆ ให้เป็นระยะ ให้พักรถเสีย เพื่อถ่ายรูปกันสบายๆ และ ไม่ทำให้รถติด ครับ … ไม่แน่ใจว่ารถยนต์ จะจอดแบบนี้ได้หรือเปล่า

มาถึงที่พัก เอาของใส่ห้องเราก็ออก ตะเวณกันเลยครับ โดย เวลาที่เหลืออยู่ คิดแล้วน่าจะไปได้ที่เดียวแล้วคือ Penang hill เพื่อดูวิว ทั้งเกาะ กัน

Penang hill มีทางขึ้นหลายทางครับ ถ้าพักด้านบน (มีโรงแรม) ก็เอารถขึ้นไปได้ แต่ถ้าขึ้นอีกทางจะมี Cable car พาขึ้นครับ ถ้าคนมาเลย์ ก็ สามริงกิต แต่ คนต่างชาติก็แพงกว่านิดหน่อยครับ แค่สิบเท่า คือ สามสิบริงกิต เลย

ด้านบนมีที่ให้เดินเล่นครับ ถ่ายรูป แล้วก็นั่งทานกาแฟกัน อากาศจะเย็นกว่าด้านล่างหลายองศา

เราเดินเล่นกันจนมืด แล้ว ก็ ออกไปหาของกินแถวตลาด …ซึ่งคล้ายๆ ของไทยครับ มื้อนี้ ง่ายๆ แล้วก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน

เราหลับสบายกันที่ปีนังนี่เอง

วันนี้วิ่งไปทั้งสิ้น 220 km โดยประมาณ สะสมรวม สามวัน 1300 km

Album ใน Facebook

https://www.facebook.com/media/set/?set=a.10151527033859326.1073741838.566784325&type=3

อ่านตอนต่อไป  วันที่สี่