Posts tagged ‘ขี่รถเที่ยว’

เมื่อจ่อยเจอรถติดไฟแดง


ขี่บิ๊กไบค์แบบนิสัยดี

‪#‎พักสักนิดได้คิดอะไร‬
===============
คติเตือนใจวันที่ 21-28 May 2016
อยากฝากเรื่องของ จ่อย ให้คิดตามครับ
แล้วเล่าให้เพื่อนฟังด้วยนะครับ
===================

เสาร์ที่แล้ว ผมเล่าเรื่องจ่อยไป ..
เมื่อวานผมก็ได้เจอเจ้าเจ่อยนี่อีก

มาคราวนี้จ่อยมีเปลี่ยนแปลงไป เพราะมันใส่หมวกกันน๊อค

เหมือนจ่อยจะรู้ มันรีบบอกผมเลย
“ตำรวจแม่งตั้งด่าน อยู่ปากซอยเนี่ย… ” จ่อยรีบบอก

การใส่หมวกของจ่อย เป็นการใส่เพื่อความปลอดภัยเหมือนกัน แต่ ปลอดภัยต่อ กระเป๋าสตางค์ เพราะ ไม่อยากไปเสียค่าปรับ

“ใส่ก็ดีนี่ หล่อดี ” ผมบอก

“ร่อนจะตายพี่ป๋อง .. ยิ่งหน้านี้ด้วย แต่ดีอย่างนะ เวลาโทรศัพท์ไม่ต้องเอามือถือ ” จ่อยบอก ว่าแล้วก็ทำให้ดู โดยเอาโทรศัพท์ยัดเข้าในหมวก ตรงหูพอดี

“ดีกว่า สมอล์ทอร์คเว้ยพี่ .. ไร้สาย” มันบอก ทำหน้าตาหน้าถีบ

“แล้วพรุ่งนี้พี่มีไปไหนเปล่า ..” จ่อยถาม

“มี..ว่าจะเข้าเมือง” ผมบอก จ่อยพยักหน้า เราพักอยู่ห่างเมืองประมาณ 40 km พอเข้ากรุงที ก็มักเรียกว่าเข้าเมือง

“ผมก็เข้า พรุ่งนี้ออกกี่โมงครับ เดี๋ยวผมขี่ตามนะ รอๆ กันด้วยล่ะ” จ่อยบอก

วันรุ่งขึ้นผมออกจากบ้านแต่เช้า พร้อม จ่อย ที่บิดตามมา ..

เดือนนี้เป็นเดือนแห่งระเบียบวินัยครับ ผมวิ่งตามกติกาเป๊ะ ทางด่วนไม่เข้า วิ่งคู่ขนาน เลนขวาไม่แช่ ไว้แซงอย่างเดียว จนกระทั่งวิ่งมาถึง สะพานข้ามแยก …จ่อยเปลี่ยนเลนทำท่าจะขึ้นสะพาน ผมเร่งเครื่องแซง ให้สัญญาณ วิ่งออก ด้านล่าง แล้วเราทั้งคู่ก็ติดไฟแดง เงาของสะพาน ช่วยบังแสงยามเช้าพอดี

“ไม่ไม่ขึ้นสะพานล่ะพี่.. ข้างล่างติดตายห่า” จ่อยบอก

“สะพานนี้เขาห้ามขึ้น” ผมบอก

“ใครๆ เขาก็ขึ้นกันพี่ เวลาเร่งด่วนแบบนี้ ตำรวจไม่จับหรอก ” จ่อยบอก สอนเหมือนผมเพิ่งหัดขับรถ

“พี่รอได้ ติดไฟแดง ก็เป็นการพักอริยาบทนะ ขี่นานๆ ได้จอดหน่อยก็ดี ” ผมบอก จริงๆ ก็ร้อน แต่ รถมอเตอร์ไซต์ มาจอดด้านหน้า ยังไง ก็ไฟแดงเดียว

“เสียเวลาน่ะพี่ .. ” จ่อยบ่นกระปอดกระแปด แต่ ก็รอ

นาฬิกานับถอยตั้งแต่ 90 วินาที จนมาถึงเลข 0 เราทั้งคู่ ได้พัก นาทีครึ่ง .. ไฟเขียวก็ติด เราทั้งคู่เคลื่อนรถออกไป

เราวิ่งไปจนถึงอีกสะพานนึง มีป้ายห้ามขึ้นเหมือนกัน .. ผมปล่อยจ่อยนำหน้า .. ลองดู ว่าน้องมันจะขึ้นสะพานมัย

ปรากฏว่า จ่อยไม่ขึ้นสะพาน

ตอนรถติดไฟแดง ผมเปิด shield ถาม

“นึกว่าจะขึ้นสะพาน” ผมยิ้ม

“คิดๆ ดูแล้ว ผมว่ามันหล่อดีว่ะพี่ เวลาติดไฟแดง ตรงสะพานลอยเนี่ย .. ” จ่อยบอก ผมทำหน้างง

“ก็ป้ายมันเขียนตัวเบ่อเร่อ ว่าห้ามขึ้น .. เราเองก็รู้หนังสือ แล้วยังดันขึ้น …ผมนึกๆ ดูเมื่อกี้ .. ตอนพี่ป๋องบอก พี่ก็ไม่ได้ว่าผม เพียงแต่พี่บอกผมว่า สะพานนี้มันห้ามขึ้น เพราะป้ายมันก็เขียนอยู่ ผมเองก็ยังเถึยงพี่อีก .. เมื่อกี้ตอนจอด ได้คิดอะไรเพลินๆ นั่งนึกดู นี่กูมันโง่นี่หว่า .. ทำผิด แล้วยังหาเหตุผลมาเข้าข้างตัวเองอีก ..ไม่ฉลาดเลย.. ผมเลยคิดว่า ไม่ขึ้นดีกว่า” จ่อยเล่ายาว ผมฟังยิ้มๆ

“ไม่รีบแล้วเหรอ …” ผมถาม

“รีบพี่ แต่ไม่อยากดูโง่” จ่อยบอก .. ผมงง กับคำตอบมันเหมือนกัน .. ไม่คิดว่ามันจะตอบมาแบบนี้

เรื่องของจ่อย ทำให้ผมคิดได้ว่า เด็กแว้นอย่างจ่อย ถึงจะมีพฤติกรรมกวนเมือง ลึกๆ แล้วความคิดความอ่าน เขาบางเรื่องเขาก็รู้ เพียงแต่ เขาต้องการตัวอย่างที่ดี ให้ นำพาเขาไปเท่านั้น

เล่าเรื่องจ่อย มาสองตอนละ ก็ฝากสมาชิก ช่วยกันบอกน้องๆ เพื่อนๆ ด้วยการเป็นตัวอย่างที่ดี ให้เขาเห็นกันนะครับ ..

รับปากนะครับว่าจะทำ ..

ป๋อง

21 May 2016

‪#‎sloganbiker‬

V12043508-0

Advertisements

ต้องการอะไร?


ต้องการอะไร?
==========
อ่านแล้ว share ด้วยครับ
==========

12465131_10153781289809326_2071317296_o.jpg

เหตุการณ์ เกิดขึ้นระหว่างการออกทริป ของผม.. ในช่วงขากลับ

เมื่อครู่ออกมาจากกำแพงเพชร ข้างหน้าเป็นแยกไฟแดง รถติดยาว …
Pick up คันหน้าอยู่ในแถวดีๆ ก็ตบออกมาไหล่ทาง ซึ่งเขาไม่ได้ให้วิ่ง คงกะจะลักไก่ไฟเขียว เพราะออดมาก็วิ่งช้าๆ

ผมให้สัญญาณแตร เพื่อให้รู้และ แซงขวา พวกเบียดเข้ามาเสียชิด… คิดแง่ดี คงไม่ทันเห็น (ไฟรถผม เยอะมาก ถ้ามองรับรองว่ายังไงก็เห็น)

ผมจอดรอไฟแดง หันไปดู เอ๊ะ .นี่มันดมตูดกันเลย .. เหมือนเขาจะสื่อสารอะไรกับผมนะ… ตั้งใจมาจอดซะชิดขนาดนี้

ผมตั้งขาตั้ง…ลงจากรถตาม style นิสัยดี

ทักทาย
======
ผมลงจากมอเตอร์ไซต์ …นี่เป็นครั้งที่สามแล้วที่เกิดเหตุการณ์คล้ายๆกันนี้ ตั้งแต่ขี่รถมาสี่ปี

สองครั้งแรกเกิดในกรุงเทพฯ ครั้งแรกมนุษย์ป้า ครั้งสอง วัยรุ่นตอนปลาย… ทั้งสองเคส จอดเสียบเข้ามาแบบนี้ และมาโดย “อวัยวะ” หรือ ชิ้นส่วนบางส่วนของน้องซีดส์ผม ซึ่งท้งสองเคส ดูเหมือนเจ้าของรถยนต์จะไม่ Happy กับตอน ending นัก… เพราะต้องโดน”บอกกล่าว” ไปพอสมควร

นี่เป็นครั้งที่สามที่รถยนต์มาจอด สอดเข้ามาจนเสียวตูด ที่แปลกใจ เพราะเป็นครั้งแรกที่เกิดในต่างจังหวัด…! เพราะผมเชื่อ ว่า อารมณ์ กวนๆ แบบนี้ ผมนึกว่าจะเกิดแต่ในกรุงเทพฯ ซะอีก

ผมเดินเข้าไปหา..เดินไป ก็ กระตุ้นกล้ามเนื้อไป .. เพราะผู้รู้ท่านบอกว่า ก่อนออกกำลังกาย ต้อง warm up ดังนี้ กล้ามเนื้อใช้งานทุกส่วน เลยโดนกระตุ้นให้ทำงาน จะออกกำลังท่าไหนไม่รู้หรอก แต่ วิทยาศาสตร์การกีฬาสอนไว้ว่าให้วอร์มร่างกายก่อนเพื่อป้องกันการบาดเจ็บ

“จอดเข้ามาจนชนรถผมแล้วนี่….” ผมพูดเสียงดังฟังชัด เจ้าของรถใส่แว่นเรย์แบนสีดำไว้หนวด ผมประเมินดูคร่าวๆ อายุน่าจะ พอสมควร แต่ไม่น่าจะมากกว่าผม

“ชนด้วยเหรอ” เจ้าของรถพูดออกมา ผมเดาสีหน้าไม่ได้เพราะพี่เขาใส่แว่น

“ลงมาดู…” พูดจากห้วนๆ ไม่ใช่ ปกติของผม แต่ กรณีนี้ ถือว่าตั้งใจ พูดไม่ทันจบ ผมเปิดประตูรถออก เป็นการ เชิญ “เดี๋ยวนี้เลย” ประโยคหลัง บอกห้วนๆ ห้วนกว่า ตอนแรก อีก

คนขับลังเล… ผมกำชับด้วยเสียงอีกที เขาเอามือดึงเบรคมือ แล้วลงจากรถ คนเต็มรถ ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงมีอายุ คงจะกลับบ้าน ตามเทศกาลกัน

ผมชี้ให้ดู “นี่จอดใกล้ขนาดนี้…ต้องการอะไรเหรอ” ผมถาม เขาคงเดาอารมณ์ ผมจากน้ำเสียง เพราะ อย่างอื่นคงเห็นแต่ลูกตา เพราะ ผมยังไม่ได้ถอดหมวก

“ไม่ชนนี่” คนขับบอก เหมือน นึกมาแล้ว เพราะพวกไม่ได้ ตั้งใจให้ชน แต่ แค่ตั้งใจให้ชิด . เรื่องแบบนี้ ตำรวจบอกว่า “เหตุยังไม่เกิด เอาเรื่องไม่ได้”

“ไม่ต้องรอชนหรอก แค่นี้ก็มีเรื่องได้แล้ว จอดชิดขนาดนี้ ต้องการอะไรเหรอ” ผมถาม ที่ถามเพราะต้องการคำตอบ ถึงแม้สถานการณ์ จะเหมือนถามหาเรื่องก็ตาม

“ผมไม่ได้มีอะไรนะ” คนขับรถบอก “ผมไม่คิดว่าพี่จะจอดตรงนี้” พี่เรย์แบน พูดต่อมาหน้าตาเฉย

“ผมจอดอยู่คุณก็เห็น…” ผมเริ่มรู้สึกวูบวาบ อาจเป็นพราะ กระตุ้นกล้ามเนื้อมากเกินไป หรือ ไม่ก็ คำพูดพี่เรย์แบน มันกระตุ้นบางอย่างในตัวผมมากเกินไป ก็ไม่ทราบ ความรู้สึกเหมือน มันมีพลัง ที่อยากปล่อยออกมาซะเหลือเกิน

ผมมองหน้า พยายามจ้องตา ทะลุผ่านแว่น .. แล้วพูดเสียงเนิบๆ ช้าๆ

“ถอดแว่นออกก่อนมั๊ย…. จะได้ไม่เสียของ” ผมบอก เตือนจากประสบการณ์ เสียดายเของ ออกกำลังกายที ของประดับ เสียหายหลักหมื่น … เขาเชื่อถอดแว่นออก ผมอยากดูตาชัดๆ

” เมื่อกี้ตอนแซงมา ก็เบียด และเร่งเครื่องตีคู่ เกือบจะโดนกัน” ผมบอก วันนี้ เป็นอะไรไม่รู้ พูดจาไม่มีหางเสียงเลย พ่อรู้ พ่อคงด่า เพราะ สอนมาให้เป็นคนพูดเพราะๆ

“พี่คนกรุงเทพฯ หรือเปล่า…” คนขับรถถาม
“ถามทำไม?” ผมสงสัย
“ผมคิดว่าพี่จะไปกรุงเทพฯ ต้องตรงไป” ผมรู้สึกว่า เขาเริ่มตอบเลอะเลือนละ มันเกี่ยวอะไรตรงไหน มาคิดแทนผมได้ไง ว่าจะไปไหน ต้องเข้าเลนไหน .. พี่เขามี ญาติเป็น GPS หรือไง .. ?

“ทำไมชอบคิดแทนผม วะ …ขับรถก็ต้องเว้นระยะห่าง เห็นบอกเป็นคนทำมาหากิน ขับรถทั้งวัน เรื่องแบบนี้ไมารู้หรือไง” ผมถาม

ทหารสามคน เดินมายังเราสองคน ตอนนี้ไฟเขียวแล้ว รถเริ่มเคลื่อนตัว ….ระฆังยังไม่เคาะ .. หลายคนอาจเสียดาย ไม่ได้ดูมวย

ผมไม่ได้สนใจทหาร ยังคงอบรม คนขับรถต่อ

“เลนนี้เป็นไหล่ทาง เอาไว้ให้รถเสียจอด ไม่มีใครเขามาวิ่งเลยเห็นมั๊ย ” ผมดุ เพราะ มีเขาคนเดียวจริงๆ คันอื่น จอดในแถวรอไฟกันหมด ไม่มีล้ำ ลงเลนซ้าย

“เมื่อกี้ตอนพี่แซงผมไม่เห็น” คนรถบอก

“ไม่เห็น เพราะไม่ดูซิ มาดูนี่” ผมเรียกมาดูไฟหน้า ใครเคยเจอผม ต้องบอกว่า รถพี่ไฟแสบดาก มาก เพราะ มันเยอะ แต่ ไม่ได้เยอะ แบบแยงตา ผมเน้น ส่งพื้น ตอนขับกลางคืน ที่มือดๆ

“ไฟขนาดนี้ถ้าไม่เห็น แสดงว่าไม่ดูกระจกเลย …” ผมหยุดหายใจเข้าปอด แล้วพูดต่อ “…แล้วเปลี่ยนเลนมาซ้าย ไม่ดูกระจกเลยนี่มันอันตรายขนาดไหนรู้มั๊ย” โดนเยอะ ฐานเถียง ถ้าเงียบๆ คงพูดไม่กี่คำ

“ท่าทางเหมือนเมา…ดื่มมาหรือเปล่า” ทหารถาม…

“เปล่าครับ”… คนขับรีบตอบ สีหน้ากระวนกระวาย

“จับตรวจแอลกอฮอล์ หน่อยซิครับ สภาพแบบนี้” ผมบอกทหาร ทหารพยักหน้า…

…. ชักยาว เดี่ยวมาต่อ ….

================
ต่อ…
================
ทหารมองหน้าคนขับสักพัก แล้วถาม ท่าทางเราเมานี่ นี่เขารณรงค์ ห้ามเมาแล้วขับโดนเฉพาะ ช่วงเทศกาลนะ ดื่มมาหรือเปล่า” ทหารถามอีก

“ผมไม่ได้ดื่ม”.. คนขับบอก ผมก็ดูไม่ออกว่า ตาแกปรือๆ แบบนั้นปกติหรือด่วยฤทธิ์ แอลกอฮอล์

“ถ้าจะตรวจ ต้องตรวจทั้งสองคน” คนขับบอก… ดูมัน เถียงเป็นเด็กเลย .. ประมาณ ว่า ไม่ยอมนะ ตรวจเค้าคนเดียวไม่ได้นะ .. ทำเป็นเด็ก

“ผมขี่รถ ผมไม่ดื่มอยู่แล้ว” ผมบอกสบายใจได้ เรื่องดื่ม แล้วมาคร่อมรถ นี่ เป็นข้อห้ามผมเลย .. แต่สังเกต คนขับ ทีท่าเริ่มเปลี่ยน คงไม่นึกว่าจะมีเจ้าหน้าที่มาเกี่ยว

ผมเล่าให้เจ้าหน้าที่ฟังถึงสิ่งที่เกิดขึ้นน หลักฐาน รถที่แทบมาแตะกันตรงหน้า ช่วยอธิบายเจตนาของเจ้าของรถเป็นอย่างดี ทหารเลยให้การอนุเคราะผม เทียบเท่าคนที่กำลังโดนเอาเปรียบ

“เดี๋ยวตรวจแอลกอฮอล์ ซะหน่อย ไม่มีก็ไม่ต้องกลัว” ทหารบอก

มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ เข้ามาอีกหนึ่งคน หลังฟังผมเล่าเร็วๆ พร้อมให้ความเห็นว่า คนขับรถเหมือนพยายามหาเรื่องผม ด้วยการจอดซะจี้แบบนี้ ตำรวจรับฟัง

จากที่ผมคิดว่าจะแก้ปัญหาเอง จัดการหมอนี่ซะเอง กลายเป็นมีคนมาช่วยอีก 4 คน ทหารสาม ตำรวจ หนึ่ง… เราทำดี ย่อมมีคนคุ้มครอง

คนขับรถดูเหมือนต้องการกำลังเสริม พูดขึ้นมา
“ผมก็คนที่นี่แหล่ะ เพื่อนผมก็มี” พูดแล้วหยิบโทรศัพท์ ขึ้นมาทำท่าจะโทร

“คนทำผิดเพื่อนไม่ช่วยหรอก” ผมพูดเบาๆ

คนรถมองหน้าผม คงอีดอัดที่เห็นแต่ลูกตา เลยบอกว่า “พี่คุยกับผม ถอดหมวกมาคุยก็ได้” ผมไม่รู้ว่า ตอนน้้น พี่เขาคงจะอยากเห็น หรือ อยากต่อยหน้าผมแม่นๆๆ ละมัง …ผมนึกในใจ ใส่ไว้ก็ดี แต่ ..ถอดก็ดีเหมือนกัน …เผื่อเห็นหน้าแล้ว อะไรจะดีขึ้น

ผมถอดหมวก …คนขับมองมากสักพักอุทานว่า นี่มันพี่ป๋องนิสัยดี นี่…

เปล่าครับ อันนี้ มุข ผมคิดไปเองขำๆ เขาไม่ได้อุทานหรอก เขาไม่รู้จักผมด้วยซ้ำ เขาขับ รถ pick up แต่ไม่แน่นะ ถ้าขี่ Big bike ก็ว่าไปอย่างอาจรู้จักผมก็ได้ เขามองไม่พูดว่าอะไร คงเริ่มรู้สึกว่าผมไม่ใช่เด็กแล้ว

และก็ไม่ใช่คนที่น่าจะมาแกล้งกันบนถนนด้วย ….

“พี่น่ะ ขับรถรอไฟแดง ไม่ควรออกมาไหล่ทางซ้าย เพราะ มันไม่ใช่ทางวิ่ง รถเล็กกว่าเขาจะได้ไปได้ อีกอย่าง ออกมาก็ต้องไปเบียดเข้าข้างหน้า ทำรถติดอยู่ดี และ เป็นการเห็นแก่ตัว…” ผมพูด ดูสีหน้า สังเกตว่าเริ่มฟัง

“…แล้วขับรถต้องรักษาระยะ อะไรก็เกิดขึ้นได้ จะได้ไม่ไม่เกิดเหตุเวลาเบรคกระทันหัน ….จอดรถ ห้ามมาจอดใกล้แบบนี้เด็ดขาด มุมอับมองไม่เห็นกะพลาด ชนชิ้นส่วนผมแตกหักไป แล้วทำไง …มาพูดขอโทษ …มันคงไม่ง่ายแบบนั้นหรอกระ… รถใครใครก็รัก …เขาคงไม่คุยดีด้วย…” ผมจัดต่อ ทุกคนเงียบ

“ขับรถถ้าไม่อยากมีเรื่อง อย่าหาเรื่อง เพราะ เราไม่รู้หรอกว่าจะเจอกับอะไรบ้าง …” ผมบอก

คนชับ .. เงียบ…

“รู้ไหมว่าตัวเองทำไม่ถูก…” ผมถาม
คนขับรถมองหน้าผม … แล้วพูดขึ้น ” ครับ ผมทำไม่ถูก ”

“ทำไม่ถูก แล้วทำไง” ผมถามต่อ .. ดุจริงๆ ตอนนั้น

“พี่ครับ ผมขอโทษ” คนรถบอก พูดลอยๆ
“ไหว้เป็นมั๊ย” ผมถามต่อ คนบางคนก็แค่ๆ พูดขอโทษให้จบๆ แต่เรื่องไหว้ นี่เป็นตัวบอกความจริงใจในการสำนึก คนเรามี ศักดิ์ศรี ไม่ไหว้กันง่ายๆ ในเรื่องแบบนี้

“ผมขอโทษพี่จริงๆ ครับ” คนขับยกมือไหว้

“เอางี้นะครับ ผมจะออกใบสั่ง ฐานจอดรถกระชั้นชิดให้คนขับ …” ตำรวจพูดขึ้นมา

“ไม่ต้องออกหรอกครับ” ผมบอก

“ทางพี่จะได้สบายใจด้วย” ตำรวจบอก

“ไม่ต้องหรอกคุณตำรวจ พี่เขาคงอยู่กรุงเทพฯนาน มันเครียด และใจร้อน ผมแค่อยากให้เขาสำนึกสิ่งที่ทำ อาจจะไม่มีใครเคยบอก จึงต้องบอกเขา และ ให้เห็นผลร้าย ตอนนี้ผมว่าพี่เขาก็สำนึกแล้วล่ะ ก็น่าจะพอแล้ว…ไม่ต้องรบกวนคุณตำรวจด้วยครับ แค่นี้ก็เหนื่อยกับช่วงวันหยุดแล้ว” ผมบอกพี่ตำรวจ เห็นใจพี่ๆ เขา ต้องมาทำงาน ช่วงเทศกาล แถมเจอเรื่องบ้าๆ แบบนี้ อีก

ผมหันไปมองทางคนขับ จู่ๆ ก็พูดขึ้นมา
“ผมต้องขอโทษพี่ และ ขอบคุณที่ช่วยสอนเตือนสติผมนะครับ” คนขับพูดกับผมแบบนั้น ท่าทีก่อนหน้านี้เปลี่ยนไปหมด

“ไม่เป็นไร ขับรถก็ใจเย็นๆ หน่อย ที่สำคัญ อย่าไปหาเรื่องกับมอเตอร์ไซต์ เจอคราวหน้า ถ้าคนขี่อารมณ์ร้าย อาจไม่ได้ยืนคุยกันแบบนี้….”ผมบอก ก่อนจะยกมือไหว้ ทหาร และ ตำรวจ ที่มาช่วย

ผมขับรถแล่นออกไป คิดว่าเรื่องนี้ อาจได้ช่วยอีกหลายเคส จากพฤติกรรมขับรถแบบนี้ ถ้าพี่เรย์แบน แกสำนึกแล้วเข้าใจ ก็คงไม่มีเรื่องแบบนี้ เกิดขึ้นอีก คนเราไม่มีใครอยากมีเรื่องหรอกครับ แต่ชอบทำอะไรให้เรื่องมันเข้ามาหาทุกที….

ขอบคุณที่ตามอ่านจนจบครับ
พิมพ์ไม่เมื่อย แต่จะหายเหนื่อย ถ้ามา comment กัน

ขอวิจารณ์ ขานรุ่น และ คติเตือนใจ กันด้วยครับ

อันใหม่ออกมาพอดี

‪#‎วิ่งไวเช็คให้แน่ใจค่อยเปลี่ยนเลน‬
‪#‎goodbiker‬
‪#‎tipbiker‬
‪#‎casebiker‬

#ผ่านตาใส่ใจแวะไปช่วยเหลือ


โครม…!
======
เสียงดังขึ้นหลังผมกลับรถตรง ถ.เพชรเกษมเส้นเข้ากรุงเทพ เลยแยกเข้า ถ.บรมราชชนนีนิดเดียว
ผมรีบเอารถจอดลงข้างทางเพราะหลือบเห็นว่าเป็นรถมอเตอร์ไซต์โดนชน ไม่ใช่แค่รถยนต์ชนกัน

มือล้วงเข้าไปในเป้หลัง เพื่อเอาโทรศัพท์ สายตามองดีว่าถนนโล่ง วิ่งไปที่เกิดเหตุ พร้อมกับกด 1669

เห็นน้องในชุดนักเรียนนอนอยู่ตรงถนน พยายามลากตัวเองเข้าข้างทางแต่ ยืนไม่ไหว หมวกกระเด็นไปหลายเมตร

“น้องอยู่เฉยๆ ครับ เจ็บตรงไหนบ้าง” ผมเอามือแตะน้องเพราะน้องดิ้น
“ขา..ขา…” น้องบอกพลางชี้ กางเกงเป็นรอยเลอะตรงข้างแข้ง ผมไม่ได้เปิดดู ถุงมือยางไม่ได้ใส่ ตรงนี้ขอผ่าน

ผมโทรติดต่อ หน่วยฉุกเฉิน บอกพิกัดชัดเจน ช้าๆ และแจ้งมีคนเจ็บ ขอหน่วยพยาบาล

กลับมาที่น้อง คงเจ็บขา อาจจะหัก ผมหิ้วปีก ลากเข้ามาไหล่ทาง มีรถปิ๊กอัพที่ผ่านมาช่วยปิด และลงมาดู

น้องมาเร็วผ่านจุดกลับรถไม่เบา โดยวิ่งเลนที่สองจากขวา แซงซ้ายรถด้านขวาที่รอกลับรถ รถที่กลับรถจากฝั่งตรงข้ามจึงมองไม่เห็น และกะไม่ถูก เลยชนเข้า

ตัวน้องกระเด็นตีลังกา หมวกหลุดตอนชน ดีที่ไม่เอาหัวลง … การรัดหมวกหลวมๆ หรือ ไม่คาดสายรัด จะเห็นผลตอนนี้

ตำรวจมาถึงที่เกิดเหตุ เร็วมากไม่ถึงห้านาที… ตำรวจมา ผมยกมือไหว้ และ Brief สั้นๆ ให้ทราบ

น้องไม่ยอมโทรติดต่อบ้าน กลัวแม่รู้ ! ผมบอกว่าต้องบอก น้องเหมือนกลัวแม่ มากกว่ากลัวพิการ

คิดแง่ดี แม่อาจลำบาก จึงไม่อยากให้แม่สบายใจ

ผมเห็นความช่วยเหลือมาแล้ว จึงลาตำรวจ ทุกคนหันมายกมือไหว้ขอบคุณ…

ผมแตะไหล่น้องพูดเบาๆ “ห่วงแม่น่ะดีแล้ว น้องต้องขี่ให้ปลอดภัย ให้แม่ไม่ห่วงนะ” ..

น้องยกมือไหว้ผมอีกที… ผมดูถนนก่อนวิ่งกลับมาที่รถที่จอดอยู่ฝั่งตรงข้าม…ยิ้มให้กับตัวเอง…

#การทำดีไม่มีวันหยุด
#ผ่านตาใส่ใจแวะไปช่วยเหลือ
#ขี่บิ๊กไบค์แบบนิสัยดี
#อย่าแซงทางโค้งให้โล่งค่อยไป

ช่วยน้อง สอนเรา : แม่และลูก


ความรักระหว่างแม่กับลูก
=================
ผมเคยมองดูชีวิต ของ มนุษย์ และ พบว่า คนเราล้วนเกิดมา เพื่อทำหน้าที่ ที่ ธรรมชาติได้กำหนด

แม่เมื่อให้กำเนิดบุตร ก็จะเลี้ยงดู ประคบประหงม ให้ลูกน้อย ได้เติบใหญ่ กลายเป็น ผู้ใหญ่ที่ดูแลตัวได้…

เมื่อวันเวลามาถึง ลูกก็จะกลับมาทำหน้าที่ พ่อแม่ที่ดีดูแลลูกอีกรุ่นต่อไป …รวมถึง กลับมาดูแล พ่อแม่ของตนด้วยเช่นกัน

ผมกับทีมเดินทางมาถึงบ้านหลังนี้ … แล้วก็เดินมาเห็นสภาพความเป็นอยู่ของ ครอบครัว เสนนอก

คุณยายสมหวัง เสนนอก อายุ 73 ปี อยู่ในความดูแลของ พี่สายม่าน เสนนอก อายุ 53 ปี

ลูกสาวพี่สายม่าน เข้ามาทำงานเย็บผ้าที่กรุงเทพฯ และ ส่งเงินมาให้แม่ และ ยายใช้จ่าย เดือนละสามพัน ซึ่ง เงินส่วนนึง พี่สายม่านจะ นำมาซื้อยา ที่ต้องใช้ แม้แต่ ยาสวน สำหรับการขับถ่ายปกติ ก็ต้องซื้อเดือน ละหลายร้อย เหลือไว้กินและใช้จ่ายอื่นๆ ก็ไม่มากนัก

ความเป็นอยู่แบบนี้ เริ่มขึ้นเมื่อ คุณยายสมหวัง เกิดอาการ ความดันขึ้นและเส้นเลือดในสมองแตก เมื่อหกปีก่อน หลังจากนั้น ก็ไม่สามารถเดิน และ ช่วยเหลือตัวเองได้

พี่สายม่านจึงได้ดูแล มาตลอด …

บริเวณที่อยู่ของ ยายสมหวัง เป็นดังภาพที่เห็น ความสูงของเพดานไม่สูงมาก ทำให้ผมต้องก้มตัวลง เมื่อตอนที่เข้าไปพบ

เรื่องราวหลายอย่างพรั่งพรู จากปากพี่สายม่าน …เราเองเห็นแล้วก็นึกสงสารในชะตากรรมของแม่ลูกคู่นี้

และ นี่คือบ้านที่สี่ที่เราตั้งใจจะแวะเข้าไปครับ

ช่วยน้อง สอนเรา: ผีเสื้อที่บอบบาง


จิตใจที่เข้มแข็งภายใต้ร่างกายที่บอบบาง
=========================
ผมรับทราบจากผู้ใหญ่บ้าน ว่ามีน้องที่เป็น “เด็กดักแด้” อยู่คนนึง ตอนแรกนึกว่ายังเป็นเด็กเล็กๆ

พอได้เจอกับน้อง จึงรู้ว่า น้องโตเป็นสาวแล้ว …ผมขอเรียกเธอว่า น้องฟ้า ละกันนะครับ

น้องฟ้า อายุ 23 ปี แล้ว .. เป็นเด็กดักแด้ตั้งแต่เกิด ผมเองลองค้นดู จึงพอทราบ ถึงที่มาของโรคนี้อย่างคร่าวๆ

โรคนี้เป็นโรคที่สืบกันทางกรรมพันธุ์ที่ผิดปกติ มีทั้งกลุ่ม Ichthyosis group (อิก-ไท-โอ-ซิส) และ Epidermolysis Bullosa (EB) อันแรกพบไม่บ่อย ส่วนใหญ่ จะเป็นกลุ่มหลัง

ความผิดปกติของเด็กดักแด้จะอยู่ที่เซลล์ผิวหนัง ปกติเซลล์ผิวหนังจะแบ่งตัวและเคลื่อนตัวขึ้นมาเปลี่ยนเป็นหนังกำพร้า และหนังกำพร้าจะถูกย่อยให้ละเอียดลงและหลุดออกไปเป็นหนังขี้ไคล แต่ในเด็กดักแด้ชั้นหนังกำพร้าจะไม่ยอมย่อย จะแข็งติดอยู่ ก็เลยทำให้หนาขึ้นเรื่อย ๆ

อันตราย ของเด็กดักแด้ คือ เมื่อหนังแห้งจะตึง และหดตัว ตอนแรกผิวหนังก็ชุ่มฉ่ำเพราะยังอยู่ในน้ำคร่ำ

พอคลอดออกมาโดน อากาศผิวหนังจะแห้ง พอผิวหนังแห้งจะเกิดการรัดตัว หดตัว
และดึงทุกส่วนที่เป็นช่องเปิดเช่น ตา หนังเยื่อบุตาจะปลิ้นออกมา ดึงตรงปากเยื่อ บุปากก็จะปลิ้นออกมาทำให้เกิดปัญหา ตาปิดไม่สนิท เกิดการระคายเคือง แก้วตาขุ่นมัว หรือ ถ้าปากปลิ้นก็จะทำให้เด็กดูดนม ดูดน้ำไม่ได้

เด็กดักแด้ที่อาการไม่ รุนแรงสามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติ แต่เขาจะเสี่ยงต่อการติดเชื้อและสูญเสียความร้อนทางผิวหนังได้ง่าย

ผมเจอน้องฟ้า น้องฟ้าผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากของชีวิตมาแล้ว 23 ปี การพูดการจาของน้องฟ้าเป็นคนปกติเหมือนเราๆ ท่านๆ ผมเอง ว่า กริยามารยาทออกจะน่ารัก และ ความคิดความอ่านดูมีเหตุมีผลดี

น้องบอกว่า เรียนจบแล้วตอนนี้อยู่บ้านเฉยๆ เพราะ ไปทำงานที่ไหน ก็ไม่มีใครรับ ใจเอง อยากมีชีวิตเหมือนคนปกติเค้า … ไม่อยากเก็บตัวอยู่กับบ้านแบบนี้ แต่ ก็เข้าใจที่คนส่วนใหญ่เมื่อพบ ก็จะรู้สึกกลัว …

เหมือนที่ผมเคยดูในหนัง เรื่อง Transcendence ที่มีคำกล่าวอยู่หนึ่งคำที่ผมชอบมากคือ … “มนุษย์จะกลัว..ในสิ่งที่ไม่เข้าใจ”

ผมและพี่ๆ ที่มา survey ครั้งนี้ เข้าใจ ในตัวน้องฟ้า ครับ และ อยากเป็นกำลังใจให้น้องฟ้า แม้จะกำลังใจเล็กๆ น้อยๆ แต่ก็อยากให้รู้ว่า … ในสังคมของเรานี้ .. ก็มีอีกหลายคน ที่ อยากที่จะแบ่งปัน ความสุข ให้กัน …

ถึงแม้จะเป็น่ส่วนน้อยๆ แต่ รวมๆ กัน ก็ช่วยให้วันนั้น เป็นวันหนึ่ง ที่มีความสุข ได้เช่นกัน

อ่านเพิ่ม

http://www.inderm.go.th/inderm_sai/health1.html

ช่วยน้อง สอนเรา : น.ส.ละมูน


น.ส.ละมูน
=======
กลุ่มพวกเราเดินออกจากบ้านน้องฟ้า …และ มุ่งหน้าไปยังบ้านหลังถัดไป ..
เสียงอาการดีใจ ทีมีคนเดินเข้ามา …ดังออกมาจากด้านหลังบ้าน

น้องละมูน บัวจันทร์ อายุ 32 ปี นั่งอยู่บนเสื่อ ข้างข้างคุณแม่ ชื่น บัวจันทร์ อายุ 57 ปี…

พวกเราทักทายพูดคุยกับ น้องละมูน แต่ ดูเหมือน การสื่อสารระหว่างเรา ต้องให้แม่ชื่น มาช่วยแปล …น้องละมูน ไม่ใช่ว่าไม่รู้เรื่อง แต่ การควบคุมกล้ามเนื้อให้ออกเสียงนั้น ดูเหมือนเป็นความยากเย็น

คุณแม่ชื่น เล่าว่า ตั้งแต่แต่งงานและได้น้องละมูน มาชีวิตของคุณแม่ก็เปลี่ยนไป เพราะ อาการพิการจาก ดาวน์ซินโดรม ของน้องละมูน นั้นทำให้ คุณแม่ไม่สามารถที่จะไปไหนมาไหนได้ เพราะต้องคอยอยู่ดูแล ลูกสาวคนนี้

จากที่เป็นแม่ ก็ต้องเป็นทั้ง ครู ทั้งเพื่อน ที่อยู่ด้วยกันทั้ง 24 ชั่วโมง ดูแลทุกอย่าง ทั้ง อาบน้ำ หาข้าวให้ทาน จนกระทั่งการขับถ่าย

เห็นภาพอย่างนี้แล้ว นึกถึง หัวอกคนเป็นพ่อแม่ ที่ยังไงก็ไม่เคยทิ้งลูก สะท้อนให้พวกเราต้องคิดถึงการดูแลพ่อแม่ของเราที่ยังมีชีวิตอยู่ให้ดีเช่นกัน …

เดินออกจากบ้านน้องละมูนแล้ว…รู้สึกซึมๆ อย่างไรก็ไม่รู้

ช่วยน้อง สอนเรา : ยายคำใส บ้านแรก


ตอนแรกที่พี่เชียร สันดาน สันจร และ พี่อ๊อด Visoot Onlamai ชวนผมไป survey ผมปฏิเสธเสียงแข็ง .. เพราะ มันไกลเหลือเกิน ประกอบกับงานที่ยังล้นมืออยู่
…”มันไกลมากนะ ขอนแก่น ผมไปตอนทำบุญเลยไม่ได้เหรอ…” ผมบ่นทางโทรศัพท์กับพี่เชียร

“ผมอยากให้พี่ป๋องมา … มาช่วยกันดู มาช่วยกันเลือก” พี่เชียรบอก
“เลือกมาเลย ก็ดูที่เค้าช่วยเหลือ ตัวเองไม่ได้ ก็แล้วกันนะ เรี่ยวแรงดี มีญาติดู ก็ไม่ต้องเอาหรอก ..เพราะเงินเราก็ไม่ได้มากมายอะไร ” ผมบอกพี่เชียร แถมจะสั่งกลายๆ

“พี่ป๋องต้องมา … สะดวกมาวันไหน บอกผม ผมไปได้ทุกวันที่พี่สะดวก …” พี่เชียรบอก โดนไม้นี้ ผมเลยต้องจัดงานใหม่ โชคดีผมมีงานอยู่โคราช เลย ไปทำงานก่อนแล้วก็ลางานวันศุกร์ เพื่อไป Survey กับ พี่เชียร

พี่เชียร พี่อ๊อด ชวนพี่ โอเล่ คนพื่นที่ มารับผมที่โรงแรมในโคราช ตั้งแต่ เจ็ดโมงเช้า …ที่ต้องเช้า เพราะการ survey ไม่ใช่ง่าย ทั้งการเข้าไปหาแต่ละบ้าน การพูดคุย สอบถาม บ้านนึงไม่ใช่แป๊บเดียวเสร็จ ดังนั้น บวกการเดินทาง จากโคราช ไปขอนแก่น ไปและ เดินทางกลับกรุงเทพฯในวันเดียวกันด้วยแล้ว งานนี้ มีดึกเหมือนกัน

พี่โอเล่ ผมก็เพิ่งเจอครับ งานนี้ ใจดีเอารถ Fortuner ของแก พาพวกเราวิ่งเข้าไป ที่ ละหานนา …ระหว่างทางก่อนเข้าทางลูกรัง เหลือบเห็น ที่พัก ชื่อ โนบิตะ ก็เลย เข้าไป สอบถาม ได้ความว่า มีอยู่ไม่ถึง สิบห้อง ห้องละ 800 ต่อคืน …

ออกจาก โนบิตะ ก็วิ่งเข้า ไปที่ละหานนา เลยครับ เส้นทางลูกรังประมาณ 5 km สำหรับ คน Classic แบบพี่เชียร นี่ ถือว่าแกชอบมาก … ส่วนผมน่ะ ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ เพราะ ชอบสำอาง ไม่ชอบเลอะเทอะ … โดนพี่เชียร หลอก เอ้ย ชวนไปขี่ เลอะๆเทอะๆ สองสามรอบก็สนุกดี ..ไม่ได้ชื่นชอบขนาด ต้องออก KLX มาขี่เหมือนหลายๆ คน …เพราะ ประเมินแล้วสังขารตัวเองคงขี่ได้ไม่กี่น้ำ … เพราะ หลังที่เคยผ่ามา อาจจะเดี้ยงก่อนเวลาอันควร

ผู้ใหญ่บ้าน มาด้วยกัน สองหมู่เลยครับ มี ผู้ใหญ่ หนำ อยู่หมู่ 4 กับ ผู้ใหญ่ยุทธนา อยู่หมู่ 15 มาช่วยกันพาไป ….
ผมเลยรู้เลยว่า จะเป็นผู้ใหญ่บ้านนี่ ต้องรู้ความเป็นไป ลูกบ้านหมดเลย ใครเป็นอะไรต้องรู้ และ ต้องเยี่ยมลูกบ้านเป็นกิจวัตร

สองข้างทางที่มองเห็น ทำให้ผมนึกภาพ บ้านนอกที่เคยไป สมัยเด็กๆ ไม่น่าเชื่อว่า เมืองไม่ห่างจาก เมืองใหญ่อย่างที่นี่ ยังคงสภาพ ชนบทได้อย่างครบถ้วน ตามถนน มีขี้วัว ขี้ควายเป็นกองๆ … classic มาก

บ้านแรกที่เราไปเยี่ยม เป็นบ้านของ ยาย คำไสครับ

ยายคำไส ป่วยเป็นเบาหวาน และ โรคความดัน ด้วยอายุ ที่สูงถึง 77 ปี และไม่มีคนดูแล ทำให้สภาพความเป็นอยู่แกไม่ดีเอาเลย

ยายอยู่ในบ้านคนเดียว … ผมถ่ายภาพมา เพื่อไม่ให้ต้องจินตนาการคำว่าบ้าน ของยายเค้าครับ …ผมว่าอาจจะเป็นคนละความหมายของคำว่าบ้านของใครหลายๆ คนในเมืองหลวง

 

ยายใส่เสื้อผ้าเก่าๆ เครื่องนอนขาดๆ ห้องน้ำที่ใช้ ต้องขอบอกว่า โทรมมาก ประตูปิดก็ไม่ได้ เรียกได้ว่า ปัจจัยในการดำรงชีวิต ของ ยาย ไม่ได้สวยงามเลย

แต่ถึงกระนั้น ปัญหาเหล่านี้ก็ไม่ได้ทำให้ ยายทุกข์ ยายยังยิ้ม อารมณ์ดี และ มีความใจสู้อย่างมาก

ผมกับพี่เชียร พี่อ๊อด อยู่พูดคุยกับยาย อย่างสนุกสนาน ..เราพยายามสร้างบรรยากาศการมาเยี่ยมให้ดี สิ่งบันเทิงของยาย เป็นเสียงหรีดหริ่งเรไร เพราะยาย ไม่มี ทีวี หรือ แม้แต่พัดลม

เราเดินออกมาจากบ้านยาย แล้วบอกว่า นี่แหล่ะ รายแรกที่เราจะมาช่วยกัน ….