Posts from the ‘เรื่องราวการทำงานในกัมพูชา’ Category

ผูกมิตรกับหมา


เวลาที่เราวิ่งไปสู่เป้าหมาย…
หมามักจะเห่า…
บางตัวก็จะกัด…และมักจะลอบกัด

ดังนั้นต้องหัดผูกมิตรกับหมาเอาไว้….

กบ เอ๋ย กบ ต้องจบซะแล้ว


กะว่าจะเอาเรื่องที่เขียนไว้ตอนเขมรโดนเผามาลงให้ครบทั้ง 7 ตอน…. แต่เกรงว่าจะทำให้อดหลับอดนอน ทรุดโทรมเสียสุขภาพเสียก่อน จึงต้องจบลงในตอน 3 ให้ค้างเติ่งกันเล่นๆ…เอาไว้ ผมฟื้นฟูสุขภาพของร้างกาย และ การงานเสร็จแล้ว จะกลับมาเล่า สี่ตอนที่เหลือต่อนะครับ
ความเดิมตอนที่แล้ว  http://wp.me/p17DuY-3G

น้องกบของพี่ ตอนจบ

ผมตื่นขึ้นมาตอนหกโมงเช้าด้วยอาการปวดหัวตึ้บๆ คงจะเป็นทานมั่ว ทั้งไวน์ ทั้งวิสกี้ ที่ผมดื่มในงานวันเกิดร่วมของพี่ชัช และ พี่ก้อง เมื่อคืน …แฮ่ม…ก็ไวน์มันดีนี่ครับ บูต้องคาเดท์ ที่พี่ชัชหิ้วมาร่วมยี่สิบขวด (ไม่น่าเรียกหิ้วนะครับ น่าจะเรียกว่าแบกมามากกว่า) กับ Single molt รสนุ่มที่พี่แบงค์ (ท่านแบงค์แห่ง TG)หิ้วมาทำเอาศีรษะผมปวดเหมือนโดนอะไรตีตั้งแต่เริ่มตื่นนอน

คงปวดไม่นานหรอกครับ อาการนี้เป็นบ่อย ร่างกายเริ่มมีภูมิต้านทานบ้างแล้ว

ระหว่างงานเมื่อคืนพี่ชัชเล่าว่า เมื่อวานไปทำบุญวันเกิดแต่เช้า โดยการเอาขนมไปเลี้ยงเด็กนักเรียน ที่จังหวัดกำปงจามมา ตอนแรกผมนึกว่าแกคงเอาขนมไปแจกเด็กตามโรงเรียนน่ะครับ แต่พอดูรูปที่พี่ชัชเอามาให้ดูผมว่าไม่ใช่แค่เด็กนักเรียนหรอกที่แกไปเลี้ยง แกไปเลี้ยงคนทั้งหมู่บ้านเลย เพราะในภาพมีพี่ชัชยืนอยู่ รายล้อมด้วยชาวบ้านเต็มไปหมดเหมือน ส.ส. ตอนไปหาเสียง ผมว่าถ้าพี่เค้าเล่นการเมืองน่าจะรุ่งครับ เพราะนิสัยส่วนตัวก็ดี้ดี ดูท่าทางพี่ชัชเมื่อวานมีความสุขมากจริงๆครับ

“ใช้เงินเยอะมั๊ยครับ พี่” ผมถามพี่ชัชเพราะดูในรูปแล้ว ท่าทางแกจะเลี้ยงทั้งหมู่บ้านจริงๆ

“ล้านนึง” พี่ชัชบอก…ผมผงะ ขนมบ้านอะไรวะ แพงฉิบ…

“ล้านเรียลน่ะ” พี่แกคงเห็นสีหน้าอันงวยงงของผมเลยต้องบอกลักษณะนามตามหลังเงินล้านของแก “เรียล” ในที่นี้หมายถึงหน่วยของเงินเขมร มีค่าเท่ากับหนึ่งสตางค์ของไทย ล้านเรียลของพี่ชัช ตกเป็นเงินไทยก็ประมาณหมื่นบาท…

“ประมาณสองร้อยห้าสิบเหรียญ” ผมคำนวณออกมาเป็นเงินดอลล่าร์ ผมว่ามันเป็นเงินที่เยอะเหมือนกันนะครับ สำหรับการทำบุญ แต่ สไตล์สำหรับนายแบงค์ใหญ่ ใจดี อย่างพี่ชัช แค่นี้ ชิว ชิว ครับ คนอย่างพี่ชัช เพื่อความสุข… เท่าไหร่เท่ากัน

“เฮ้ย ป๋อง คนเรานะไม่รู้จะตายวันไหน วันนี้มีความสุขไว้ก่อนดีกว่า เผื่อพรุ่งนี้มาไม่ถึง” พี่ชัชพูดแล้วทำให้ผมนึกถึงเพลง If tomorrow never come ของอีตาโรแนน คีแกน ขึ้นมา จริงอย่างแกว่า ครับ ชีวิตมันสั้นนัก มีความสุขไว้ก่อนดีกว่า

“ไม่แพงหรอกทำบุญแบบนี้ เลี้ยงคนได้ตั้งเยอะ” พี่ชัชบอก ผมก็เชื่อว่าเลี้ยงได้เยอะจริง เพราะคนในรูปเยอะมาก ผมว่าคนน่าจะมีมากกว่าที่เห็นในรูปอีก…พีชัชน่าจะถ่ายแบบพาโนรามา จะได้เก็บได้หมด

Expat คนไทยที่นี่มีวิธีใช้วันหยุดดีๆ อย่างการทำบุญได้หลายรูปแบบ การเข้าไปช่วยเหลือคนเขมรเท่าที่ความสามารถจะทำได้มีหลายแบบ อย่างพี่ทอง เจ้านายผม ก็ชอบพาพี่เหมี่ยวภรรยาไปเลี้ยงข้าวเด็กกำพร้าเป็นประจำ มีอยู่วันก็มาบอกผม ให้หาถังใส่น้ำสบู่ที่ผมใช้ในโรงงานมาตัดทำของเล่น ตอนแรกผมก็สงสัยว่าพี่ทองจะเอาไปให้ใคร เพราะพี่เหมี่ยวคงไม่ชอบของเล่นประเภทนี้แน่…

“ผมว่าจะเอาไปทำของเล่นให้พวกเด็กๆ เด็กที่นี่ไม่ค่อยมีของเล่นเหมือนพวกเรา” พี่ทองบอกผม ผมน้ำตาซึม รู้สึกซื้งความมีน้ำใจของลูกพี่ ผมหวังว่าบุญกุศลที่พี่เค้าทำจะนำมาซึ่งความสุข และ ความรักจากคนรอบตัว หวังว่าสักวันพี่เค้าจะมีเจ้าตัวเล็กๆ น่ารักๆ มาอุ้มสักคน….

นึกขึ้นมาได้ ผมรีบบอกบุญให้พี่ทองต่อทันที “พี่โอ้ด โทรมาหาผมว่าพี่เค้าจะซื้อสมุด หนังสือ ไปบริจาคให้เด็กนักเรียน ที่โรงเรียนที่พระเทพฯมาสร้างไว้ พี่โอ้ดฝากถามพี่ทองว่า สนใจจะทำบุญด้วยหรือเปล่าครับ” พี่โอ้ด ที่ว่าเป็น ภรรยาท่านฑูตทหารที่ประจำอยู่ที่กรุงพนมเปญ

“เอาซิ ณรงค์ เดี๋ยวเราซื้อจัดไปให้เลย พวกสมุด ดินสอ นี่ ผมเคยซื้อไปบริจาคเหมือนกัน ว่าแต่ว่าพี่โอ้ดต้องการสักกี่ชุด” พี่ทองถาม ท่าทางพี่เค้าดีใจนะครับที่ได้ทำบุญอีกแล้ว โดยเฉพาะร่วมกับกิจกรรมของคนไทยที่นี่ดูพี่ทองจะชอบมาก…เป็นจุดหนึ่งที่พี่เค้าสอนผมในเรื่องของการร่วมสังคม

“เท่าไหร่ก็ได้ครับ ของพี่โอ้ดเค้าก็เตรียมไว้ ก็ประมาณ คนละสามร้อยชุด ครับ” ผมบอก

“ได้ครับ เราก็จัดไปสามร้อยชุดเหมือนพี่โอ้ดเค้านั่นแหละ” พี่ทองบอก

เรื่องทำบุญ หรือ ช่วยคนเขมรอย่างนี้มีเสมอๆ ครับในกลุ่มคนไทยที่นี่ ผมเชื่อว่าคนเขมรหลายคนก็ทราบ ไม่ว่าจะรายของพี่ชัช พี่เหมี่ยว พี่ทอง หรือ พี่โอ๊ด

มีพี่อีกคนทำบุญโดยการสร้างงานครับ พี่เค้ามาลงทุนที่นี่โดยทำโรงงานฉีดพลาสติก และ ก็ทำน้ำดื่มควบคู่กันไป โรงงานของพี่เค้ารับคนเข้ามาทำงานเป็นพันคน คนเหล่านี้มีงานทำก็พัฒนาคุณภาพชีวิตและ เศรษฐกิจดีขึ้น พี่คนนี้ชื่อพี่สมศักดิ์ ครับ พี่สมศักดิ์เข้ามาบุกเบิกธุรกิจน้ำดื่มของที่นี่ เมื่อ สิบสองปีที่แล้ว จนกระทั่งวันนี้โรงงานผลิตน้ำดื่มของพี่สมศักดิ์ มีคนงานร่วมหกร้อยคน ผลิตน้ำดื่มซึ่งขายดีที่สุดในเขมรที่ใช้ชื่อว่า โอโซน

นึกภาพพวกนี้แล้วก็สบายใจดีที่ได้อยู่ที่เขมร เพราะคนดีๆ ที่นี่มีเยอะ ผมไม่ได้พูดถึงอีกหลายคน เล่าหมดคงหลายตอน เอาเป็นว่ากลับมาที่เรื่องของผมก่อนละกันครับ

ผมไปทำงานตอนเช้าตามปกติ ชีวิตประจำของมนุษย์งานอย่างเราก็เท่านี้แหละครับ ตื่นมา ออกจากบ้านก็ไปทำงาน กลับจากทำงานก็เข้าบ้าน นอน เป็นอย่างนี้แทบทุกวัน

วันนี้อากาศเย็นๆ สบายๆ ผมทำงานด้วยความสบายใจเพราะพรุ่งนี้นัดหมายกับ พรรคพวกชาวเขมรที่ทำงานด้วยกันว่าจะจัด Party เลี้ยงปีใหม่ ที่เลื่อนแล้วเลื่อนอีกเลื่อนกันจนจะกลายเป็นไส้ เลื่อนจากต้นปี จนจะข้ามเดือนมกราอยู่แล้ว

ครั้งนี้พลพรรคพนักงาน นัดหมายสมัครพรรคพวกเตรียมงานกันอย่างดี เพราะถือเป็นงานปีใหม่ จะมีการดื่ม กิน เต้นรำ และ จับของขวัญ สรุปแล้วก็เมากันน่ะครับ โดยทุกคนจะมาสนุกในงาน โดยไม่มีแบ่งชั้นกัน เอาเป็นว่าเมากันทั่วถึงทุกระดับชั้นละกันครับ

ใจมันชื่นมื่นเป็นพิเศษแต่เช้าแต่อีกใจหนึ่งก็เริ่มรู้สึกไม่ค่อยดี หลังจากเริ่มได้ข่าวความไม่ค่อยสงบของ ผู้ร่วมประท้วง กรณี น้องกบ แต่ก็ไม่ได้นึกวิตกมากนักเพราะที่เมืองไทย คนมาประท้วงรัฐบาลอย่างสัมมัชชาคนจนยังปักหลักประท้วงได้เป็นปีๆ เจ้าหน้าที่บ้านเมืองยังสามารถคุมสถานการณ์ได้อยู่ อย่างที่เขมรนี่น่าจะไม่มีปัญหาเพราะ ตำรวจที่นี่ดุ้ ดุ

“ณรงค์ ตอนนี้อยู่ที่ไหนครับ กลับมาโรงแรมหรือยัง” เสียงพี่ทองพูดมาตามโทรศัพท์

“ยังครับ อยู่ระหว่างทาง มีอะไรเหรอครับพี่” ผมนึกว่าพี่ทองจะโทรบอกให้ผมช่วยแก้ปัญหากับลูกค้า ที่บางทีก็จะมีปัญหาการมารับสินค้าที่โรงงาน แต่กลับกลายว่าไม่ใช่เรื่องนั้น

“เดี๋ยวถ้ากลับถึงโรงแรมแล้ว อย่าออกมาข้างนอกนะครับ เพราะสถานการณ์ไม่ค่อยดี” พี่ทองบอก

ปกติแล้วผมมักจะเป็นคนที่รู้เรื่องในพนมเปญคนสุดท้ายเสมอ เพราะในกลุ่มแล้วผมเป็นคนเดียวที่ทำงานอยู่นอกเมือง เช้ามาก็ต้องออกนอกเมืองไปทำงานแล้ว ซึ่งปกติถ้าไม่มีอะไรก็ไม่ค่อยได้เข้าสำนักงาน จนบางครั้งพรรคพวกลืมหน้าผมไปบ้างก็มี

“มีคนไปประท้วงอยู่หน้าสถานฑูต ถ้าเป็นไปได้อย่างออกไปไหน เพราะสถานการณ์ไม่ดีขึ้นเลย” พี่ทองบอก

ผมเองโทรคุยกับเพื่อนที่ทำงาน TVอยู่ที่นี่ ทั้งช่องสามและช่องห้า เป็นทีวีที่มีคนไทยทำงานอยู่หลายคน ได้ยินว่าพรรคพวกต้องเก็บตัวอยู่ภายในสถานี ออกมาไม่ได้เหมือนกัน มีรุ่นน้องคนหนึ่ง ชื่อ “นา” ซึ่งทำงานอยู่ช่องสามถึงกับบ่นอุบ

“พี่ป๋อง เค้าเข้ามาทุบป้ายสถานีนา วันนี้โดนไปสองรอบแล้วค่ะ” น้องนาบ่น เด็กผู้หญิงรุ่นน้องที่หาญกล้า มาทำงานไกลในเขมร รายงานข่าวให้ฟังสดๆ

“หนูนาระวังตัวหน่อยแล้วกัน แล้วจะกลับบ้านยังไงเนี่ย” น้องนาพักอยู่บ้านพักนอกสถานี ซึ่งดูเหมือนจะอันตรายถ้าต้องเดินทางกลับบ้านท่ามการการประท้วงแบบนี้

“เดี๋ยวคงมีรถไปส่งค่ะ แต่คงไม่นั่งรถของสถานีแน่ เสี่ยงไป” น้องนาบอก

ภาพความวุ่นวายตอนนี้ คือ จะมีกลุ่มมอเตอร์ไซต์ ซึ่งผมอยากเรียกว่า “ม๊อบโมโต” วิ่งเปิดไฟ วิ่งกันเต็มถนน บีบแตรไปตลอดทาง ส่วนคนขับ คนซ้อน ก็ ส่งเสียงโห่ร้อง เหมือนกองทหารที่กำลังจะบุกเข้าตีเมืองอะไรสักซักอย่าง

หลังจากเห็นมาสองสามขบวน ผมกะประมาณดู และ ตั้งสมมุติฐานของ สัดส่วนของม๊อบโมโต มีประมาณนี้

ประมาณห้าสิบเปอร์เซ็นต์เป็นพวกที่ตามเค้าไปดูว่าเค้าไปทำอะไร

สามสิบเปอร์เซ็นต์ น่าจะเป็นคนที่โดนเพื่อนขวนมา เพื่อแสดงความรักชาติ ในแบบของเขา

สิบเปอร์เซ็นต์ เป็นพวกรักชาติ และ ต้องการแสดงความรักชาติให้ทุกคนเห็น

ห้าเปอร์เซ็นต์อยากโชว์ให้คนเห็นว่า การเป็นผู้นำเป็นอย่างไร เพราะกลุ่มนี้จะเป็นคนนำพรรคพวกที่กล่าวมาข้างต้น

สามเปอร์เซ็นต์เป็นพวกที่พี่น้องชาวเขมรเอง ก็ไม่อยากให้มี เพราะเป็นพวกที่ฉวยโอกาสฉกชิงทรัพย์สินที่ไม่ใช่ของตัวเอง (กลุ่มนี้หลังๆ เริ่มมีเยอะมากขึ้นแซงหน้าทุกกลุ่ม)

สองเปอร์เซ็นต์ทำตามคำสั่งของใครบางคน ใครในที่นี้จนบัดนี้ ผมก็ยังไม่รู้ว่าเป็นใคร…นั่นนะซิ เค้าถึงเรียกว่าใคร

ศูนย์เปอร์เซ็นต์ที่รู้ว่าทำไปเพื่ออะไร และ จะเกิดอะไรขึ้นตามมา

ด้วยความเป็นห่วงผมโทรหาพี่เอ ที่อยู่ทีวีช่องห้า ทันที

“พี่เอ เป็นไงบ้างครับ ป้ายหน้าสถานียังอยู่มั๊ยครับ ช่องสามโดนไปแล้ว” ผมถามด้วยความเป็นห่วง ถ้าเป็นยามปกติ พี่เอ คงหาว่าผมกวนอวัยวะเบื้องล่างแน่ๆ เพราะด้วยความที่สนิทกันเราเลยมักทักทายกันแบบนี้

“อ๋อ… ผมไม่มีปัญหาเรื่องป้ายหรอกครับพี่ เพราะ สถานีผมไม่เคยมีป้ายอยู่แล้ว” พี่เอ กวนกลับทันที

สถานีของพี่เอ บุกเข้าไปยากครับ เพราะมีรั้วกั้นสองชั้น การเข้าไปไม่ง่ายนัก อีกอย่างเป็นสถานีของทหารด้วย ใครจะกล้าบุก

พวกเราโทรหากันเป็นระยะเพื่อเช็คข่าว ผมเองยังคงเรียนภาษาเขมรอยู่ เพราะยังใจเย็นไม่คิดว่าสถานการณ์จะเลวร้ายถึงขั้น ควบคุมไม่ได้ อีกอย่างการโดดเรียนของผมก็ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์บ้านเมืองดีขึ้นมาได้หรอก…

“พี่ณรงค์ ทางพี่เป็นไงบ้างครับ ” อรุณ น้องที่ทำงานอยู่ด้วยกันถาม

“ทางพี่ยัง OK ครับ แต่ ม๊อบโมโต มันฉวัดเฉวียน กัน หน้าโรงแรมเยอะเหลือเกิน “แล้วทางอรุณล่ะ” ผมถามกลับ

“ยังไม่มีอะไรครับ แต่ พวกมอเตอร์ไซต์ เยอะครับ ผมสั่งให้ยามปิดประตูแล้ว และห้ามใครเข้าเด็ดขาด” อรุณบอก

“เตรียมตัวย้ายด้วยแล้วกัน ถ้าเหตุการณ์ไม่ดีขึ้น หาทางออกมาจากที่นั่นทันที แล้วพี่ทองอยู่ที่ Office หรือเปล่า” ผมเริ่มห่วงนาย เพราะเดี๋ยวปลายปีไม่มีใครขึ้นเงินเดือนให้ และปกติมีอะไรเราไปไหนไปกันครับ มีกันสามคนแค่นี้ เลือดสุพรรณ ไปด้วยกัน…แต่ไม่ต้องตายด้วยกันก็ได้….

“พี่ทองอยู่นอกOffice และกำลังเดินทางกลับที่พักแล้วครับ” อรุณรายงาน

ผมติดต่อกับพี่ทองจนแน่ใจว่า เข้าที่พักเรียบร้อย ระหว่างนั้น ม๊อบโมโต มาหยุดหน้าโรงแรม ผมนั่งสังเกตการณ์จากภายในห้องที่อยู่ติดถนน และ อยู่ชั้น 7 ซึ่งตอนนี้ยังนับว่าปลอดภัย เพราะอยู่ในที่สูง

แต่สูงขนาดนี้ ก็มีเสียวครับ

ก็ม๊อบโมโตที่เห็นน่ะเป็นร้อย ถ้าพวกบุกขึ้นมาพร้อมกัน ไม่ต้องห่วงเรื่องทรัพย์สินครับ สวัสดิภาพ และ ชีวิต จะมีเหลือรอดออกไปหรือเปล่ายังไม่รู้

แค่พวกเค้าเดินมาเขกหัวคนละทีก็แย่แล้วครับ เก่งขนาดไหนก็สู้ไม่ไหวหรอกครับ มากันเป็นร้อย

…ยังไม่อยากจากไปอย่างสงบครับ…

ม๊อบโมโต ยังป้วนเปี้ยนอยู่หน้า ออฟฟิตของการบินไทย (ที่นี่เรียกว่า กัมฮ้นอากาสะจอไท อันตระเจียต)ยังไม่มีอาการใดๆ บางคนทำท่าลังเล สักพักก็มีผู้กล้า อยากให้รู้ว่า กุก็แน่ (ก็ไอ้ห้าเปอร์เซ็นต์ที่ผมบอกนั่นล่ะครับ) วิ่งเอาก้อนหินไปปา ประตูเหล็ก และ ป้ายของบริษัทการบินไทย ที่อยู่ใกล้ๆ กับโรงแรมที่ผมพัก

ฝูงโมโตที่จอดอยู่ส่งเสียงเชียร์ เป็นระยะทุกครั้งที่ผู้กล้า (ทำในสิ่งผิด?) เขวี้ยงก้อนหินออกไป

ทำอยู่สักพักจนรู้สึกพอใจ แล้วก็ย้ายไป ความเสียหายไม่มากครับ หรือ นึกขึ้นได้การเขวี้ยงก้อนหินแบบนั้นไม่ได้เกิดประโยชน์อันใดอีกอย่างเจ้าของตึกนี้ก็เป็นคนใหญ่คนโตของประเทศนี้ซะด้วย ก็เลยหยุด

ผมโทรหาพี่แบงค์ ที่เป็น AA (ประมาณว่าตำแหน่ง Managing Director) ของการบินไทยทันที

“พี่แบงค์อยู่ไหนครับ Office พี่โดนแล้ว” ผมรีบบอก

“ผมอยู่ที่ Office ครับ ป๋อง เห็นแล้วครับ ขอบคุณมาก” พี่แบงค์บอกนิ่งตามสไตล์

ผมมาทราบทีหลังว่าพวกเราพยายามส่งคนไปรับพี่แบงค์กลับ จากออฟฟิตเพราะเป็นห่วงสวัสดิภาพ แต่ พี่แบงค์ยืนยันที่จะอยู่ ออฟฟิต เพราะยังมีงานที่ต้องทำ และ ห่วงสำนักงาน

พี่แบงค์มาบอกผมว่า ที่ไม่โดนเยอะอาจเป็นเพราะพี่เค้าโทรบอกเจ้าของตึก เท้งบุญมา ซึ่งเป็นเจ้าของเดียวกับโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล  และ เป็นผู้มีอิทธิพลคนหนึ่งในเขมร ให้ช่วยดูแลความปลอดภัย

เหตุการณ์เริ่มวุ่นวาย ผมไล่ให้เนี้ยกรู (ครูสอนภาษา) ของผมกลับบ้าน เพราะ ดูแล้วไม่ปลอดภัย

“พี่ไม่ต้องไปส่งหนูหรอก เพราะพี่ออกไปอันตราย” โสดาริน เนี้ยกรูของผมเป็นห่วง

หลังจากโสดารินออกไปสักพัก ก็โทรกลับมาหาผมน้ำเสียงดูสั่นเครือแบบตกใจ

“ผีป้อง ตอนนี้หนูอยู่หน้าร้านอาหารไทย…เอ่อ…ชื่อ ร้านเชียงใหม่ ตรง ฮ่องกงเซ็นเตอร์ นะพี่… คนมันมาเยอะเลยพี่… พวกมอเตอร์ไซต์น่ะ” โสดารินรายงานเร็วปรื้อ

“เป็นไงบ้าง” ผมเริ่มห่วงเพราะเจ้าของร้านนี้ก็รู้จักกัน

“มันปิดถนนกัน และ ตะโกนด่านะพี่” โสดารินรายงานด้วยภาษาไทยแบบแปลกๆ

ไม่กี่นาทีต่อมา โสดารินโทรมาบอกด้วยเสียงอ่อยๆ ว่า”พี่…ร้านเชียงใหม่…พัง…พังหมด…แล้ว”

ผมรู้สึกหดหู่ขึ้นมาทันที ฟังน้องรินพูดต่อ

“พี่ร้านพังหมดแล้วพี่ ทำไม๊…ต้องทำกันขนาดนี้ด้วย” เสียงโสดารินสั่นเครือ “ผีป้อง…ระวังตัวด้วยนะค่ะ… พี่กลับไทยเถอะอันตรายมาก ถ้ามีอะไรโทรบอกหนูด้วยนะค่ะ” น้องสาวผมคนนี้แสดงความห่วงใยอย่างจริงใจ

หลังจากวางสาย สักครู่ ก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นมา

“พี่ณรงค์ ยังอยู่โรงแรมหรือเปล่าครับ แถวโรงแรมเป็นไงบ้าง” เสียงอรุณนั่นเอง

“ยังอยู่ครับ ทางอรุณเป็นไงบ้างครับ” ผมถามใจเริ่มเป็นห่วงอรุณ เพราะรู้สึกว่างานนี้ไม่ปกติเสียแล้ว

“ผมกับพวกพี่อาร์ม ปราโมทย์ และไช้ ออกจาก Office แล้วนะครับ พวกผมกำลังจะไปหาพี่ที่โรงแรม” อรุณพูดเสียงตื่นเต้น

พี่อาร์ม ปราโมทย์ และ ไช้ เป็นพนักงานที่อยู่บริษัทในเครือเดียวกับเรา ตอนนี้ต้องลงเรือ(จริงๆ เป็นรถนะครับ)ลำเดียวกัน หนีภัยมาอยู่หาที่ปลอดภัยอยู่กันก่อน

“อยู่ที่นี่ไม่ปลอดภัยแล้วครับ พวกมันมากันเยอะเลย” อรุณบอก

“แล้วพวกยุ้ยล่ะ” ผมหมายถึงพรรคพวกคนไทยที่อยู่ SCT ด้วยกัน

“พี่ยุ้ยกับพวกออกไปทานข้าวข้างนอกพี่ อยู่โทปาส คงเข้ามาไม่ได้แล้ว”

อะโห ผมนึก ขาเก่าอยู่มานาน มีเรื่องขนาดนี้ยังกล้าไปนั่งกินข้าวอยู่ได้ แล้วจะหนีออกจากร้านมายังไงเนี่ย

พี่ทองโทรเข้ามาอีกครั้ง เพื่อบอกข่าวเพิ่มเติม

“ณรงค์ครับ สถานการณ์ไม่ดีขึ้นเลย ตอนนี้กลุ่มผู้ประท้วงบุกเข้าสถานฑูต และ บุกจับท่านฑูตแล้ว” พี่ทองหยุดหายใจหนึ่งเฮือก ก่อนพูดต่อ

“ผมว่าพวกเราเตรียมตัวกลับไทยกันได้แล้วครับ”…….

กลับน่ะดี ว่าแต่ว่าจะกลับกันยังไงนะซิครับ…………..

เอารายละเอียดแบบซีเรียส เรื่องของน้องกบ และ กัมพูชาช่วงนั้น อ่านได้ที่ http://www.becnews.com/backissue/f_famous/suvanan_k.html

กบ เอ๋ย กบ ภาค 2/3


น้องกบของพี่ – ขออีกสักตอน

ผมได้รับโทรศัพท์จากพี่ชัช เอาตอนประมาณทุ่มนึง พี่เค้าโทรมาชวนไปทานข้าว ที่ร้าน La Parranda

ร้าน La Parranda เป็นร้านชื่อเดียวกันกับโรงแรมครับ มาจากภาษาสเปน แปลว่า ที่ชุมนุม…ใครทราบภาษาสเปน ช่วยยืนยันหน่อย ครับ เพราะเจ้าของร้านบอกมาอย่างนั้น…ต้องเชื่อแกไว้ก่อน

พี่ชัชเป็นคนขี้เกรงใจคนครับ ขนาดจะชวนไปทานข้าวยังต้องละเลียดบอกด้วยความเกรงใจว่า ถ้าผมไม่ติดธุระอะไร ก็ขอเชิญไปทานข้าวกัน

ผมรู้ว่า พี่ชัชแกชวนไปทานข้าวเพราะเป็นวันเกิดของพี่เค้า ซึ่งถ้าจำไม่ผิดปีนี้พี่ชัชน่าจะ อายุสัก สี่สิบกว่า ไม่น่าเกิน สี่สิบสี่ เพราะพี่ชัช เป็นคนที่ทำตัวทันสมัย วัยรุ่น และ คึกคักกระชุ่มกระชวยตลอดเวลา แถวบ้านผมเรียก แอ๊บเด็ก จนพวกเรารู้สึกเหมือนกับว่า พี่ชัชหนุ่มกว่าอายุจริงเยอะ

ตอนแรกที่ชวน พี่ชัชไม่ได้บอกว่าเลี้ยงวันเกิด เพราะความขี้เกรงใจของแกนั่นแหละ แกเลยชวนแค่ไปทานข้าวเฉยๆ แต่ก็ไม่วายแบกไวน์มาเลี้ยง…ครับผมบอกว่าแบกมา ไม่ผิดหรอกครับ เพราะแกเอามาเกือบยี่สิบขวด เพื่อเลี้ยงแขกที่มาในงาน

แขกที่เชิญมาส่วนใหญ่ก็พรรคพวกที่ชอบป้วนเปี้ยนอยู่แถวร้านนั่นแหละครับ ไม่ใช่ใครที่ไหน

ช่วงนี้วันเกิดพรรคพวกเราเยอะครับ เมื่อวานเป็นวันเกิดของพี่ก้อง พี่อีกคนหนึ่ง เอาเป็นว่าเดือนนี้วันเกิดหลายคนครับ มองไปใกล้ตัว วันนี้ก็วันเกิดพี่ทอง เจ้านายโดยตรงของผมซะด้วย

พี่เอ  มือตลาด ทำงานทีวี นั่งทานข้าวอยู่ข้างๆ เปรยๆ บอกมาว่าคนที่เกิดเดือนนี้ เป็นคนที่ดี วาสนาดี มาก ใครเกิดเดือนนี้ เป็นคนดีทุกคน แกย้ำแล้วย้ำอีก

ที่พี่เอพูดอย่างนั้นเพราะวันเกิดแกเอง เพิ่งจะผ่านมาไม่กี่วัน วันเกิดพี่เอจำง่ายครับ เพราะพี่เอเกิดวันกองทัพไทย วันที่ 25 มกรา ซึ่ง เจ้าตัวบอกว่า ท่านฑูตทหารจัดงานให้ใหญ่โตที่โรงแรมห้าดาว ไปแล้ว ผมว่าแกมั่วได้เนียนดี เพราะท่านฑูตทหารท่านก็ต้องจัดงานของท่านอยู่แล้วทุกปี เห็นพี่เออ้างอย่างนี้ทุกปี และพี่แกต้องไปดูแลการบันทึกเทปงานที่งานเลี้ยงนั่นอยู่แล้ว ทำให้มีข้ออ้างในการไม่ต้องมาเลี้ยงเหล้าเพื่อนๆ

พี่เอไม่งกครับ ผมรับรอง ผมว่าใจแกกว้างอย่างกับแม่น้ำฮวงโห ยิ่งเริ่มเมากันแล้ว เท่าไหร่เท่ากัน

คืนก่อนเราทานข้าวกันที่ La Parranda  ก็ดูปลอดภัยดีครับ เรื่องกระแสน้องกบ ยังคงแรงอยู่ และ ดูเหมือนจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ  เมื่อวานสัญญานอันตรายเริ่มก่อ เพราะรายการหนังไทย ที่เป็นที่นิยมของทีวีเขมร โดนถอดออกจากโปรแกรมเกลี้ยงไม่เหลือแม้แต่รายการเดียว

ที่เขมรมีทีวีหลายช่องครับ มี TVK มี อังกอร์ มีบายอน มีช่อง 9 ส่วนข่องที่ออกรายการของไทยเยอะหน่อย ก็เป็น ช่อง 3 กับ ช่อง 5  ที่นิยมก็เป็นละครไทยล่ะครับ คนเขมรให้ความนิยมดี เพราะ เนื้อเรื่องโดนใจ

คนเขมรก็คล้ายคนไทยครับ รสนิยมในการดูหนังก็คล้ายๆกัน หนังไทยเลยติดตลาดที่นี่ ดาราดังๆ ที่เมืองไทย คนเขมรรู้จักหมดครับ พูดง่ายๆ ที่นี่ดาราไทยเผลอๆ ดังกว่าดาราออสการ์ของฮอลิวู้ดเสียอีก

อย่างน้องกบนี่ ถือเป็น superstar ที่นี่เลยครับ รู้จักทั้งเมือง เรียกได้ว่า เรทติ้งไม่แพ้ที่เมืองไทยครับ

แต่ตอนนี้ แย่แล้วครับ ตั้งแต่ที่เมื่อวันที่หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นที่นี่ ชื่อ รัศมี อังกอร์ ลงข่าวน้องกบ ในทำนองว่าน้องกบ ไม่ให้เกียรติคนเขมร  ถึงกับไม่ยอมมาโชว์ตัวที่เขมร นอกเสียจากจะเอานครวัตมาแลก และ บอกเมื่อก่อนนครวัตเป็นของไทย อะไรประมาณนี้แหละครับ และลงข่าวไปเมื่อวันที่ 18 มกราที่ผ่านมา

เท่านั้นแหล่ะก็เกิดกระแสในหมู่นักศึกษาในเขมรให้เกิดความรักชาติ และเรียกร้องให้น้องกบออกมาขอโทษ โดยไม่ได้ตรวจสอบแหล่งที่มาของข่าวให้ชัดเจน คนเขมรบางคนก็ไม่ได้สนใจข่าวนี้นัก แต่ก็ไม่ได้ไม่เชื่อ เพราะคนเขมรยังคงเชื่อว่า ถ้าไม่จริงหนังสือพิมพ์คงไม่ลง

ผมมาทราบภายหลังว่า หนังสือพิมพ์ รัศมีอังกอร์ ลงข่าวหน้าหนึ่ง เนื่องจากมีชายสามคนที่อ้างว่าเคยมาเมืองไทย แล้วเคยได้ยินกบพูดอะไรทำนองดังกล่าว

หลังจากนั้นก็มีคนใหญ่คนโตที่นี่ได้ให้สัมภาษณ์ นักข่าว ในทำนองเห็นด้วยและสนับสนุนให้คนเขมรมีความรักชาติมากขึ้น และแสดงความรักชาติโดยการไม่สนับสนุนอะไรๆ ที่เป็นแบบไทย

เท่านั้นแหละครับ คนเขมรที่อ่านหนังสือพิมพ์ แล้วเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งก็กลายเป็นเริ่มเชื่อ

ผมคุยกับเพื่อนคนเขมร เขาก็บอกว่าตอนแรกไม่ค่อยเชื่อ พอมีผู้ใหญ่ท่านนึงพูดขึ้นมา ก็เริ่มเปลี่ยนเป็น เชื่อ ห้าสิบ ห้าสิบ นี่ถ้าเกิดได้เห็นเทปที่น้องกบพูดก็ยิ่งเชื่อเข้าไปใหญ่

วันนี้นักศึกษาเริ่มทำการประท้วงมาที่สถานฑูต เรียกร้องอะไรผมก็ไม่ชัดเจนนัก รู้แต่ว่า ผู้มาประท้วงมีความโกรธแค้นน้องกบมาก แต่ไม่รู้ว่าอยากให้น้องกบมาขอโทษ หรืออยากให้ทำอะไร ก็ ไม่แน่ใจ

ผมดูข่าวน้องกบทางทีวีของไทย ก็เห็นน้องกบออกมา แถลงข่าวน้ำตานองหน้าว่าไม่ได้ทำ แต่ถ้าให้ขอโทษ ก็จะยอมขอโทษ เพราะไม่อยากให้มีปัญหาระหว่างประเทศ

ระหว่างนั้นก็มีคนไทยมากหน้าหลายตา ก็ทยอยมาออกทีวีให้ข้อคิดเห็นกันหลากหลาย แต่ส่วนใหญ่จะบอกว่า ถ้าไม่ได้ทำผิด ก็ไม่ควรจะขอโทษ ดูเหมือนจะยุๆ ให้แข็งเข้าไว้

โถ น้องกบเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ จะไปห้าวหาญชาญชัย แข็งกร้าว แบบชายอกสามศอก หรือ นักการเมืองผู้คร่ำหวอด มันก็ไม่ใช่ที่

น้องกบทำดีที่สุดแล้วครับ ผมว่าในสถานการณ์ อย่างนี้ เพราะถ้าที่เค้ากล่าวหาน้องกบเป็นเรื่องจริงวันนี้สิ่งที่ได้รับก็นับว่ารุนแรงสาสมแล้ว

แต่ ถ้าไม่ได้พูดอะไรออกมา น้องกบจะกลายเป็นคนที่ซวยที่สุดในโลก

โอ… น้องกบของพี่ คนดีของคนเขมร ตอนนี้กลายเป็นคนที่คนเขมรไม่ชอบมากที่สุด

เหตุการณ์ถึงแม้เริ่มมีสัญญานอันตราย แต่วันนี้เรายังคงมี Birthday party ให้พี่ชัช กับ พี่ก้อง กันได้โดยสนุกสนาน และ ปลอดภัย โดยไม่รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า

จะมีที่เริ่มกังวลก็คงเป็นพวกที่ทำงานทีวี ที่อยู่ช่องห้า ช่องสาม ซึ่งกำลังเครียดกับงาน เนื่องจากหนังไทย ละครไทย ซึ่งเป็นแม่เหล็กของสถานี ต้องโดนถอดออกจากโปรแกรมแบบสายฟ้าฟาด ไหนจะ Rating ตก ไหนจะต้องเคลียร์กับบรรดาสปอนเซอร์ ที่จ่ายเงินค่าโฆษณาให้กับ ละครไทย

เพราะตอนนี้ทุกช่องต้องเอาหนังจีน หรือหนังชาติอื่น ที่ไม่ได้อยู่ในความตั้งใจของ Sponsor

ผมร่วมงานเลี้ยงสักพัก ก็ขอตัวกลับก่อน เพราะต้องเข้ามาที่สำนักงาน เพื่อทำการโทรศัพท์กลับเมืองไทย

ผมมักจะมาโทรศัพท์เข้าเมืองไทยที่สำนักงานนี่ล่ะครับ ที่ต้องมาที่นี่ เพราะค่าใช้จ่ายจะถูกหน่อย เพราะที่นี่มีจานดาวเทียม เชื่อมต่อสัญญานกับทางสำนักงานใหญ่ที่ไทย โทรกับไทยผ่านทางนี้ ถูกกว่า ครับ เพราะค่าโทรกลับไทยผ่านโทรศัพท์ปกติ ที่เขมรแพงเหลือเกินครับ นาทีล่ะเกือบร้อย ในขณะที่ถ้าโทรจากไทยไปเขมรเสียแค่ ยี่สิบกว่าบาท ถูกกว่ากันเยอะ ไม่เข้าใจว่าทำไมมันต้องต่างกันเยอะขนาดนั้น

ผมมาโทรศัพท์หาญาติ หาเพื่อนในคืนนั้นตามปกติ โดยไม่ได้คิดว่านั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่ผมจะได้มาโทรศัพท์ที่นี่อีกแล้ว

เพราะเพียงอีกแค่ยี่สิบสี่ชั่วโมง ที่นี่จะเหลือแต่ความทรงจำ…….

อ่านตอนต่อไป http://wp.me/p17DuY-3H

กบ เอ๋ย กบ ภาค 1/3


เผื่อบางคนไม่รู้นะครับว่าพี่ป๋องหน้าตาดูขาวๆ ตี๋ๆ  แบบนี้ เคยไปทำงานที่เขมรมาสี่ปีนะครับ
สัปดาห์หน้า มีงานเกี่ยวกับการทำงานต่างประเทศ เค้าเลยเชิญพี่ป๋องไปขึ้นแท่นพูดคุยเชิญชวนให้น้องๆ ไปทำงานในต่างประเทศนะครับ
คงคิดว่าไปทำงานมาหลายปี น่าจะมีอะไรมาเล่าให้น้องๆ อยากไปทำงานกันบ้าง
เรื่องน่าอยู่น่ะมีเยอะ แต่กะไว้ว่าคงมีคนอยากรู้เรื่องคราวที่มีเหตุการณ์วุ่นวายถึงขั้นเผา office กันเมื่อปี 2003 ว่าตอนนั้นเป็นอย่างไร
ใจก็อยากเอาไปเล่าให้ฟังนะครับ ประสบการณ์ดีแต่คิดว่าเล่าไปจะทำให้น้องๆ กลัวซะก่อน เลยไปรื้อๆ งานเขียนสมัยปี 2003 เอามา remaster กันใหม่ มีทั้งหมด 3 + 4 ตอน จบ
เอาตอนแรกมาลงให้อ่านกันก่อนครับ ช่วยกัน comment นะครับจะได้กล้าเอาตอนต่อไปมาลง…..

น้องกบของพี่
วันนี้เป็นวันจันทร์ที่ผมรู้สึกเหนื่อยเป็นที่สุด ไม่รู้ว่าเป็นเพราะ เป็นวันแรกของสัปดาห์ซึ่งต้องเข้ามาพบกับ งานประเภท Busy Monday
เอ หรือ ว่าเป็นเพราะเดือนนี้เป็นเดือนแรกของปี ที่หลายๆ อย่างเพิ่งเริ่มต้น เป้าหมายใหม่ ที่ต้องทำให้บรรลุเป้าหมายตั้งแต่เดือนแรก
รึว่า ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเป็นจันทร์สุดท้ายของเดือน หลังจากที่เหน็ดเหนื่อยกันมาเกือบทั้งเดือน ก็ไม่ทราบได้
รู้แต่ว่าผมกลับมาถึงที่พัก ก็พาลให้เกิดความขี้เกียจอย่างสุดขีด ตอนนี้ถ้าที่ห้องผมมีที่วัดส่วนสูง ผมคงพบว่า ความสูงของผมมันสูงขึ้นมาอีกหนึ่งนิ้ว
เหตุเพราะกระดูกสันหลังที่งอกยาวเพิ่มขึ้นมานั่นเอง

ตอนนี้ใครจะว่าเป็นคนหลังยาวก็ยอม ผมขออาบน้ำแล้วนอนสักงีบ ข้าวปลาไม่ต้องกินกันล่ะ จากนั้นตื่นขึ้นมากลางดึก ค่อยคิดต่อว่าจะทำอะไรดี
ไอ้ที่บ่นมา และ อยากทำน่ะ ความจริงผมคงทำไม่ได้หรอกครับ เพราะ ตารางเวลาที่จัดเอาไว้น่ะแน่นเอี๊ยด เกือบจะทุกวัน จนแทบจะคิดทำอะไรนอกเหนือ จากโปรแกรมที่วางไว้ แทบจะไม่ได้
กำลังถอดรองเท้า เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น อ้อ แขกประจำของผมมาแล้ว
“จุ่มเร็บซัว (สวัสดีค้าาาา)” เสียงใสของครูสอนภาษาคนเก่งผมทักขึ้นมาก่อน พร้อมกับใบหน้ายิ้มแย้ม ยิ้มเห็นฟันชัดเจน
“มาถึงนานแล้วเหรอพี่” โสดาริน เนี้ยกรู (คุณครู) ของผมถามขึ้นทันทีที่เจอผมกลับมาก่อน
“เพิ่งมาถึง เป็นไงไปเที่ยวไหนมา วันอาทิตย์พี่โทรไปหา โทรไม่ติดเลย”  ผมทักด้วยประโยคคำถาม
“ไปเที่ยวคีรีรม (สถานที่เที่ยวอีกที่ ที่ไม่ไกลจากพนมเปญ เป็นภูเขา) ที่คีรีรมไม่มีสัญญานหรอกพี่” โสดาริน ตอบ อย่างกับ เตรียมคำตอบมาจากบ้าน
“นึกว่าปิดเครื่องหนีหนี้” ผมพูดเบาๆ แชวะเล่นนิดๆ เพราะรู้ว่า เนี้ยครูคนนี้ไม่โกรธ
โสดารินเป็นครูสอนภาษาคนที่ห้า ตั้งแต่ผมมาอยู่พนมเปญ ไม่ใช่เพราะผมเปลี่ยนครู.บ่อย แต่ ผมพบว่าการสนใจที่จะเรียนภาษาเขมร ตั้งแต่เริ่มมาเป็นความคิดที่ดี แต่การพยายามเรียนให้ได้ทุกวัน เป็นเรื่องที่ต้องบังคับตัวเองให้ได้อย่างมาก วิธีการสอน และ ความเป็นกันเองของ ผู้สอน กับ ลูกศิษย์ เป็นเรื่องที่มีส่วนช่วยอย่างมาก ไม่ให้เกิดความเบื่อ และ เลิกเรียนเสียก่อน
ด้วยเหตุผลข้างต้นผมเลยพยายามที่จะเลือกคุณครูที่เป็นสุภาพสตรี และ ถ้าให้ดีควรจะโสด
ที่ต้องโสดไม่ใช่เพราะผมชีกอ แต่ การมานั่งใกล้คนมีแฟนแล้วที่นี่ ผมอาจโดนตื้บได้โดยง่าย ยิ่งถ้าเกิดแฟนเขาเป็นตำรวจ หรือ ทหารด้วยแล้ว
อย่าไปยุ่งด้วยจะดีกว่า
เป็นความโชคร้ายของริน (โสดาริน) หรือ ความโชคดีของผมก็ไม่ทราบได้ ที่ครูคนล่าสุดคนหน้านี้ของผม “หนูชีวา” ขอหยุดสอนหลังจากสอนได้เพียงหนึ่งสัปดาห์ ครูชีวาของผมคนนี้พูดไทยชัดเปี้ยะ แถม อ่านไทยได้คล่อง จนผมไม่คิดว่าเป็นคนเขมร
“พี่จะโกรธหนูหรือ เปล่าเนี่ย เพราะหนูเพิ่งมาสอนได้อาทิตย์เดียว แต่ หนูอยากไปเรียนภาษาอังกฤษเพิ่ม เวลาเรียนหนู กับเวลาสอนพี่มันตรงกัน” หนูชีวา คุณครูคนเก่าผมโทรมาบอกทางโทรศัพท์
“น้องเรียนเสร็จก็มาสอนพี่ก็ได้นี่ พี่รอได้” ผมพยายามยืดหยุ่นเพราะเสียดาย เธอสอนดี และ เตรียมการสอนมาดีมาก อีกอย่าง ไม่อยากเปลี่ยนครูบ่อย เพราะเชื่อว่าเพื่อนฝูงที่หวังดี แต่มักจะคิดในแง่ร้าย จะนับมาเมาท์กันในวงเหล้าว่า ที่ครูชีวามาสอนผมแป๊บเดียว เพราะผมไปไล่ปล้ำครูจน ครูต้องเลิกสอน
“ไม่ดีหรอกค่ะ มืดเกินไป หนูเป็นผู้หญิง ไม่ค่อยดีค่ะ” คุณครูหมายถึงดึกเกินไป อันนี้เป็นการยื่นไม้ตาย ทำให้ผู้ชายอย่างผม ต้องยอมรับแต่โดยดีซิครับ
“ถ้าอย่างนั้นก็คงต้องเลิกล่ะครับ เดี๋ยวพี่หาครูใหม่ แล้วค่าสอนจะสะดวกมารับเมื่อไหร่ครับ” ผมถาม รักษาผลประโยชน์ให้ครูชีวาเต็มที่
“ไม่คิดตังส์ค่ะ ช่วงสอนพี่หนูสนุกมาก พี่น่ารัก สอนพี่สนุกดีค่ะ” น้องหนูชีวาหยอดยาหอมให้ผมอีก อันนี้น้องเขาพูดเองจริงๆ นะ ผมไม่ได้แต่งเรื่อง แฮ่ม…ยิ่งพูดยิ่งเสียดายเพราะน้องเค้าดี และ น่ารักจริงๆ

หลังจากนั้นเดือดร้อนผมต้องโทรหาเพื่อนเก่า ก๋าว เก่า ที่รู้จักกันมาตั้งแต่เริ่มมาอยู่พนมเปญ ก็น้องโสดารินคนนี้แหละ น้องโสดารินเป็นคนเขมรที่พูดภาษาไทยได้ดี แต่ เสียงแกเพี้ยน (คนเขมรส่วนใหญ่ที่พูดไทยก็จะพูดเพี้ยนเสียงเกือบทุกคน) เสียงเพี้ยง ไม่ได้ฟังดูเหน่อนะครับ แต่ เพี้ยนเลย
“ผีป้อง” เธอจะเรียกผมอย่างนี้ ทั้งๆที่ควรจะเรียกว่า “พี่ป๋อง”
“มีอะไรเหรอค่ะ ผีป้อง” หนูริน เธอชอบเรียกผมอย่างนี้จริงๆ (เวลาออกเสียงให้ออกเสียงสูงทั้งคำว่า ผี และ คำว่า ป้อง) ถามผมหลังจากผมโทรไปหาเธอ
“หาครูสอนภาษาเขมรให้พี่คน ขอเป็นผู้หญิง แก่มากไม่เอา แฟนดุไม่เอา (เป็น Attribute หลัก ของครูผมทุกคนที่เป็นผู้หญิงเลย) ควรพูดภาษาไทย หรือ อังกฤษได้ ประเภทพูดได้แต่เขมร ไม่เอานะ ครูคนเก่าพี่เพิ่งลาออกไป”
“ถ้าผีกำลังหาครู เอาหนูก็ได้ค่ะ” เธอบอกผมหลังจากผมบอกให้เธอช่วยหาครู คำเชิญชวนเธอฟังดู แปลกๆ ทะแม่งๆ ใครมาได้ยินเข้าคงคิดลึก แต่ผมชินกับวิธีการพูดของเธออยู่แล้วครับ เธอไม่มีอะไรแอบแฝงหรอกครับ แต่ผมเองอดไม่ได้ที่ต้องบอกเธอ
“ริน เวลาพูดกับผู้ชายไทย อย่าพูดว่า เอาหนูก็ได้ค่ะ อย่างนี้ นะ มันแปลได้หลายอย่าง” ผมเตือน เพราะรินมันเหมือนน้องสาวผม
“แล้วพูดว่ายังไงล่ะ ผีป้อง” รินถามแบบมีเพี้ยนลงท้ายประโยค
“ก็พูดว่า ให้หนูสอนมั๊ยค่ะ อะไรอย่างนี้ ก็ได้” ผมตอบ พร้อมรู้สึกว่า คงไม่ใช่รินที่มาสอนผมหรอก คงเป็นผมที่ต้องไปสอนริน หัดพูดภาษาไทยให้ถูกต่างหาก
หลังจากนั้นโสดาริน ก็กลายเป็นคุณครูให้ผมตลอด คนที่นี่เวลาเรียนคุณครู จะมีคำนำหน้าให้รู้ว่าครูเป็นผู้หญิงหรือ ผู้ชาย
ครูผู้ชาย เรียก “โลกกรู” ส่วนครูผู้หญิงเรียก “เนี้ยกรู” ง่ายดีมั๊ย ส่วนครูกระเทย ไม่รู้เรียกอะไร สงสัยจะเรียกเป็น กรูเปย์เดย์ เพราะ เปย์เดย์ แปลว่า กระเทย (คำนี้จำง่ายเพราะชื่อไปพ้องกับภาษาอังกฤษเหมือน วันเงินเดือนออก)
“นี่หนูลืมเอาหนังสือพิมพ์เขมรมาให้ ผีอ่าน เรืองก้บ” รินออกเสียงกบสั้นมากจนกลายเป็น ก้บ
“กบที่เขมรออกลูกเป็นแมวเหรอไง ถึงเป็นข่าวลงหนังสือพิมพ์” ผมถามริน
“มึนแมนก้บนุเต้ ก้บตัวกล น้าผี” (ไม่ใช่กบแบบนั้น กบที่เป็นดาราหนัง น่ะ พี่) รินพูดเขมรแบบ High speed เร็วติดจรวด น้องแกชอบทดสอบการฟังของผมด้วย ว่าฟังทันหรือเปล่า ด้วยการพูดซะเร็วปรื้อ เหมือนจะรีบไปแต่งงาน
“เนี่ยก้บเขาออกทีวี ให้สัมภาษณ์ว่า ไม่ชอบคนเขมร ตอนนี้คนเขมรเลยเกลียดกบมาเลย” รินหมายถึง กบ สุวนันท์ ดารายอดนิยมของไทย ที่เล่น สเก็ตน้ำแข็งเก่งๆ คนนั้นแหล่ะ
ผมนึกถึงเมื่อวานไปนั่งทานข้าวกับพี่ชัช ซึ่งพี่ชัชยังพูดถึงเรื่องนี้อยู่เลย
พี่ชัชเป็นใครเอาไว้ เขียนถึงแกเป็นเรื่องเป็นราวอีกที เอาเป็นว่าพี่ชัชเช่าอยู่ห้อง สูงกว่าผมไปชั้นนึงในโรงแรมแห่งนี้ล่ะกัน
พี่ชัชพูดถึงเรื่องน้องกบว่า ว่าคนที่นี่คลั่งกบมาก สมัยเรื่องดาวพระศุกร์ ฮิต สาวๆ ที่นี่ต้องคาดผมเหมือนดาวพระศุกร์กันทั้งเมืองอยู่เลย ไม่รู้น้องกบเค้าจะรู้หรือเปล่า ว่าเป็นดาราอินเตอร์ไปแล้ว เพราะ ดังข้ามมาต่างประเทศ
“รายการทีวีที่เมืองไทยเขาถามว่า ถ้าให้กบมา โชว์ตัวที่เขมร จะมามั๊ย กบบอกว่า ต้องให้เขมรยกนครวัตให้ก่อน ถึงจะมา หนังสือพิมพ์เขาลงแบบนี้ คนก็เลย ไม่ยอม เขาไปประท้วงกัน แล้วนะพี่” เนี้ยกรูผมรายงาน เป็นฉากๆ ยิ่งกว่า CNN
“แล้วรินได้ดูรายการทีวี ที่ว่าหรือเปล่า ว่าเขาพูดอย่างนั้นจริง” ผมถามก่อน เรื่องอย่างนี้ไม่กล้าให้ความเห็นอยู่แล้ว ค่อนข้าง sensitive
“ไม่ได้ดู แต่ถ้าไม่จริง หนังสือพิมพ์ไม่ลงหรอก” รินบอก ผมตอนเด็กๆก็เชื่ออย่างนั้น เหมือนกัน ว่าทุกอย่างที่อ่านจากหนังสือพิมพ์ คือ เรื่องจริง
ยังไม่ทันที่จะพูดจาอะไรต่อ ผมได้ยินเสียงบีบแตรจาก รถจำนวนหลายคันดังแว่ว มาแต่ไกล ผมเลยเปิดผ้าม่านมองจากหน้าต่างลงไปที่ถนน เห็นกลุ่มมอเตอร์ไซต์ขับเปิดไฟ จำนวน หลายสิบคัน ขับมาด้วยความเร็วสูง พร้อมกับ เปิดไป และ ขับส่ายไปส่ายมา ดูก็รู้ว่าเป็นกลุ่มวัยรุ่นของที่นี่
เสียงบีบแตรดังลั่นถนน จากรถมอเตอร์ไซต์กลุ่มนั้น ดังไปทั่วเรียกความสนใจจากคนทั่วไปที่อยู่ข้างทาง แต่ไม่ทันที่จะรู้ว่า เกิดอะไรขึ้น พวกเขาเป็นใคร กลุ่มมอเตอร์ไซต์กลุ่มนั้นก็แล่น หายไป จาก สายตา
“พวกนี้ก็พวกที่ประท้วงน่ะผี” รินรายงานต่อ หลังจากหยุดคั่นโฆษณา ด้วยกลุ่มมอเตอร์ไซต์
ผมคุยเรื่องน้องกบต่อกับรินอีกสักพัก พี่ทอง เจ้านายผมก็โทรมา
“ณรงค์ครับ พอดีวันนี้ ได้ยินพรรคพวกเราบอกให้ระวังตัวหน่อย เพราะมีเรื่องไม่ค่อยดี…” พี่ทองส่งเสียงนุ่มๆมาตามสาย เป็นเจ้านายที่พูดกับผมไพเราะเพราะที่สุดเท่าที่เคยมีเจ้านายมา
“เรื่องน้องกบหรือเปล่าครับพี่….” ผมเดาว่าน่าจะเป็นเรื่องนี้
“อ้าว มีคนบอกแล้วเหรอ…” พี่ทองคงงง เอไอ้ป๋องอยู่โรงงานทำไมรับข่าวไว
“เพิ่งทราบเดี๋ยวนี้ล่ะครับ ครูผมเพิ่งมาบอก” ผมต้องรีบบอก กลัวพี่ทองเข้าใจผิดนึกว่า โดดงานหนีไปเที่ยว
“อืม ระวังตัวหน่อยละกัน เห็นว่ามีไปประท้วงกันที่กระทรวงวัฒนธรรมกันด้วย แต่ผมว่ากบไม่น่าจะพูดแบบนั้นนะ ไม่รู้เป็นการเข้าใจผิดหรือเปล่า” พี่ทองให้ความเห็น
“ผมก็บอกครูผมลักษณะนี้เหมือนกัน ครับ แต่ ครูเขาเชื่อหนังสือพิมพ์” ผมบอก
“พรรคพวกเราที่นี่ (พี่ทองหมายถึงที่ทำงานอยู่ที่ office) ก็บอกผมอย่างนี้เหมือนกัน เขาบอกว่า ถ้าไม่จริงหนังสือพิมพ์ลงได้ยังไง..” พี่ทองเล่าให้ฟัง ก่อนที่เราจะคุยต่อกันอีกสักพัก แล้ววางสาย
สรุปว่าวันขี้เกียจของผม กลายเป็นวันที่ต้องมานั่งถกประเด็นเรื่องน้องกบ กันต่อ ข่าวทีวีเขมรวันนั้น มีการแถลงของ ผู้ว่าราชการ ที่ให้ความเห็นว่า ไม่ควรมีการเผยแพร่ละครไทย ทางทีวี เขมร เพื่อเป็นการต่อต้าน
ผมเป็นคนไทยที่นี่ก็ต้องเดือดร้อนเป็นธรรมดา ลองนึกภาพตัวเองว่า เราเป็นคนไทย ที่กำลังเดินเล่นอยู่ท่ามกลางกลุ่มคนที่ไม่ชอบคนไทยดูซิ คิดแล้วเสียวสันหลัง
ก็เป็นเรื่องปกติของที่นี่ครับ เวลามีข่าวอะไรออกมา ทางที่ดี Safe สุดก็พยายามอยู่กับบ้าน อย่าออกไปไหนคนเดียวโดยเฉพาะกลางค่ำกลางคืน เพราะ อาจเจอแจ๊กพ๊อตได้
คืนนี้หลังจากผมไปส่งคุณครูโสดารินกลับบ้านแล้ว มีความรู้สึกว่าสภาพท้องถนนเงียบผิดปกติ ไม่ค่อยเห็นรถยนต์ หรือ ผู้คนขวักไขว่ไปมา เฉกเช่นปกติ มันผิดปกติมากๆ จนผมอยู่เฉยไม่ได้ต้องโทรถามเพื่อนๆคนเขมร หาข่าวถึงความผิดปกติตรงนี้
“ตอนนี้ใกล้ตรุษจีนแล้วพี่ คนที่นี่ไม่ค่อยออกไปเที่ยวหรอก รอเที่ยวตรุษจีนทีเดียวเลย” เพื่อนเขมรคนหนึ่งบอก
“พี่ระวังหน่อยนะครับ ช่วงนี้ มีคนสิงค์โปร์โดนฆ่าตายหลายคน ผมเพิ่งได้ข่าวมา ตอนนี้ คนสิงค์โปร์เลยไม่ค่อยไปไหน ลามมาถึงพวกฝรั่งด้วย ตามที่เที่ยวก็จะเงียบหน่อย ” สุวัต แขกไทย (เอ่อ ผมหมายถึงคนไทยที่เป็นแขก ไม่ใช่แขกของคนไทยน่ะครับ) เพื่อนอีกคนของผมบอกตอนเจอที่ร้านเหล้า ใกล้โรงแรม
เรื่องจริงไม่จริงไม่รู้…เพราะไม่มีข้อพิสูจน์ แต่ต้องระมัดระวังตัวไว้ก่อน
รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดีครับ ทำงานอยู่ที่นี่คงต้องยึดหลักนี้ไว้ก่อน
“มิน่า โกนหนวดเครา ซะผมจำไม่ได้” ผมแซวสุวัติ เพราะปกติ แกไว้หนวดเครา คล้ายๆ น้องชาย บินลาเดน ถ้าแกไว้หนวดจะดูเป็นคนต่างชาติ ม้ากมาก โกนหนวดแล้วดูเป็นคนไทยหน่อย
“ไม่ใช่พี่ ผมเบื่อๆ เลยโกนแก้เซ็ง” สุวัติ บอก
คีนนั้นใครต่อใครอีกหลายคนก็โทรมาบอกให้ระวังตัว เพื่อความปลอดภัย การโทรบอกเตือนกันเป็นเรื่องปกติของคนไทยที่นี่ครับ
ที่เล่ามาทั้งหมดนั่นเป็นเหตุผมที่ทำให้ผมต้องนั่งอยู่ที่ห้อง แล้วก็นั่งพิมพ์เรื่องน้องกบ ในเขมร กะให้พวกเราได้อ่านกัน
พิมพ์ไปแล้วพาลสงสัยว่า ที่เขมร เขาวุ่นๆ เรื่องน้องกบอย่างนี้
น้องกบนอนอยู่เมืองไทย จะรู้เรื่องไหมหนอ…….น้องกบจ๋า
ไฟไหม้ที่สถานฑูต

ไฟไหม้ครั้งใหญ่


ยังมีต่อตอนหน้านะครับ
ถ้าชอบ ช่วยกด Like ให้ด้วยนะครับ
อ่านตอนสอง  http://wp.me/p17DuY-3G