Posts from the ‘เรื่องของพ่อ’ Category

วันทหารผ่านศึก ปี 2016


ปีนี้เป็นอีกปี ที่ผมได้พาพ่อ มางานทหารผ่านศึก ที่อนุสาวรีย์ชัยฯ

สมัยก่อนพ่อมาทุกปี ผมไม่เคยตามพ่อมาเลย จนพ่อไม่สบาย มาเองไม่ไหว เลยพามา

มาแล้วก็รู้สึกว่า นี่แหล่ะ ความสุข ของพ่อ วันที่พ่อจะได้พบเพื่อนสมัยร่วมรบด้วยกัน หลายคนก็จากไปแล้ว ..

“เพื่อนกินหายาก เพื่อนตายหาง่าย” พ่อบอก “มันตายกันไปทุกปี”

 

และปีนั้นก็เป็นปีเดียวที่ผมได้พาพ่อมา.. หลังจากนั้น พ่อก็จากผมไป ..

หลังจากนั้น ผมสัญญากับตัวเองว่า จะพาพ่อมางานให้ได้ทุกปี …

ทุกปี ผมจะมาตอนเช้า แล้วก็กลับไปทำงาน เพราะงานมีเช้าตรู่ งานจะแบ่งเป็นช่วงพิธีการ มีการวางพวงมาลา เสร็จจากตรงนี้ ก็จะมีงานรื่นเริงที่ ราบ 11 ผมเคยไปครั้งนึง แล้วก็บอกตัวเองว่า มันเหมาะที่เพื่อนรุ่นพ่อ จะนั่งคุยกัน รื้อฟื้นความหลัง ผมไปแค่งานช่วงเช้าก็พอ

ปีนี้พาพ่อมา คนก็มองเหมือนทุกปี ผมว่า งานเช้า ไม่ค่อยมีญาติๆ เท่าไหร่ ส่วนใหญ่เป็นตัวทหารเองที่มา

 

มาปีนี้ ผมว่างานจัดออกมาสวย และ ดูยิ่งใหญ่ มีนักข่าวมาสัมภาษณ์ด้วย ผมเอง ก็มีโอกาสได้ถูกสัมภาษณ์ ถึงสองช่อง

 

ช่อง New TV ช่อง 18

 

รายการ Hotline Thailand ของช่อง 5

 

ได้ on air หรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ ที่แน่ๆ ได้ถ่ายไปครับ ^^

ตื่นตาตื่นใจ ========


ปี 2516…วันที่ 23 ตุลาคม ผมรีบตื่นแต่เช้า…เสียงกลองดัง ตึง.ตึง ตึง ดังมาแต่ไกล ทำเอาหัวใจผมเต้นระทึก…

พ่อบอกว่าวันนี้จะพาไปดูสวนสนาม หน้าพระรูปฯ

บ้านผมกับลานพระรูปใกล้กันนิดเดียว ด้านหลังบ้านมองเห็น “เก้าชั้น” เจ้าเสากระจายคลื่น ที่เห็นเป็นโครงๆ มองเห็นได้จาก วัดโสมฯ และ จากสี่แยกมหานาค เสานี้เปิดไฟกระพริบสีแดงๆ อยู่ทั้งวัน

ผมแต่งตัวหล่อด้วยชุดที่พ่อซื้อให้จากตลาดนัดวันก่อน เสื้อเชิ๊ตกางเกงขาสั้น ใส่รองเท้าถุงเท้าเรียบร้อย…

พ่อแต่งตัวเนี๊ยบ …ผมไม่ทำให้พ่อเสียชื่อแน่

ผมกับพ่อเดินไปลานพระรูปโดนตัดออกทางหน้าวัดโสมฯ พ่อผมไม่เหมือนคนอื่น เวลาไปเที่ยวด้วยกันพ่อไม่เตยเดินจูงมือผมนะ ปล่อยเดินเองตลอด และ ต้องคอยมองพ่อเอง ..เผลอไม่ได้ พ่อหาย และ ถ้าหายพ่อไม่เคยตาม..

ผมเชื่อว่าพ่อรักผมและพยายามฝึกให้ผมเอาตัวรอดตั้งแต่ห้าขวบ…

ที่ลานพระรูปผู้คนเยอะจนผมมองไม่เห็นขบวน ผู้ใหญ่ยืนเต็มไปหมดจนเหมือนกำแพงมนุษย์อยู่ตรงหน้า… เสียงกลองที่ดังทำให้ผมต้องหาทางมุดออกไปดู ตัวเล็กๆ นี่มุดง่าย ในที่สุดก็สำเร็จ

ภาพตรงหน้าตื่นตาตื่นใจ กองทหารแต่ละเหล่าทัพ สลับกันเดินสวนสนามอย่างพร้อมเพรียง ขาก้าวตรงกัน ดูมีพลัง และ แข็งแกร่ง เครื่องแบบอย่างเนี๊นบ ใส่หมวกมีพู่ สายตาทุกคนนิ่ง ผมมองทุกคนอย่างชื่นชม…คิดว่าโตขึ้นสักวันคงมีโอกาสได้มาเดินสวนสนาม เพื่อวางพวงมาลา อันเป็นพิธีอันทรงเกียรติ

ขบวนสวนสนามมีมาเรื่อยๆ ไม่มีขบวนไหนที่จะไม่ทำให้ผมตื่นเต้น…เกิดมาไม่เคยดูอะไรแบบนี้ในระยะประชิดเลย..ดูจากทีวีก็ไม่แจ่มเพราะภาพในทีวีบ้านพื่อนบ้านข้างๆ ยังขาวดำ และจอนิดเดียว

รอบๆราชดำเนิน พ่อค้าเอาของมาขาย ทั้งอาหารเครื่องดื่ม ใส่รถเข็นมาขาย ที่ผมชอบคือ พ่อค้าขายลูกโป่ง ที่มีลูกโป่งลูกกลมๆ หลากสี อยากให้พ่อซื้อให้สักลูก จะได้ผูกข้อมือ เดินไปไหน มันก็ลอยไปด้วย ถึงจะคุยด้วยไม่ได้แต่ก็ไม่เหงา ^^

แต่ก็ไม่ได้ขอ…เพราะ อยากได้อะไรไม่เคยขอพ่อเลย อยากได้ต้องทำดี ทำดีมากๆ พ่อจะให้รางวัลเอง….

สิ่งนึงที่เป็นสีสัน และ ผมชอบดูไม่น้อยกว่าสวนสนามคือ คนขายของเล่น

คนขายของเล่นสมัยนั้นจะถือเสาที่มีของเล่นต่างๆ เสียบเอาไว้ …ที่ผมชอบสุดเห็นจะเป็นเครื่องบินไม้ ที่มีใบพัดออกตรงก้น (สาบานเลยว่าตั้งแต่เกิด ผมยังไม่เคยเห็นเครื่องบินที่มีใบพัดออกตูดเป็นเรือ แบบนี้จริงๆ สักลำ) ใบพัดเวลาหมุนมันจะไปสียางสนเป็นเสียงเรียกความสนใจ

ขนมหวานข้างทาง ก็อร่อย ผมชอบท๊อฟฟี่ที่คนขายต้องปั้นแล้วแต่งด้วยกรรไกร ..ที่เห็นบ่อยสุดจะเป็นรูปลิงนั่งตกปลา…

ขบวนพาเหรดเดินจนแดดสาดส่อง… ถึงแสงจ้า แต่อากาศช่วงนี้ยังเย็นสบาย….

พ่อบอกว่า วันนี้เป็นวันสวรรคตของ ร.5 พ่อเล่าให้ผมฟังว่า ในหลวง ร.5 ท่านเก่ง และ ยิ่งใหญ่มาก เมืองไทยทุกวันนี้ เปลี่ยนแปลงและเจริญกว่าหลายๆที่ เพราะ ท่านมีการเปลี่ยนแปลง….

ตอนนั้นผมฟังไม่เข้าใจลึกซึ้ง … แต่ นึกในใจว่า คนมาวางพวงมาลา เยอะขนาดนี้ บารมีท่านต้องสูงมากๆ …

เพราะคนปกติแค่ไม่เจอหน้ากันไม่กี่วันก็ลืม …แต่สำหรับท่าน เราทุกคนล้วนไม่เคยพบหน้าท่านแต่ก็ยังเคารพและรำลึกถึงแม้ท่านจากไปนานแล้ว….เด็กอย่างผมก็ต้องคิดได้ถึงการสำนึกพระคุณอันล้นพ้น…

ผมเดินเล่น จนขบวนสวนสนามขบวนสุดท้าย จบลง และ เดินหลับบ้านกับพ่อแบบเปรมปรี … วันหยุดไม่ต้องไปเที่ยวไกล …ไม่ต้องคิดไปไหน แต่มาที่ลานบรมรูปก็สุขใจแล้ว…

…ผมเดินตามพ่อกลับบ้าน…พ่อหันมายิ้ม…

=====


ปี 2558 วันที่ 23 ตุลา … ผมรีบตื่นแต่เช้า… นาฬิกาปลุกผมตอน ตีสี่ครึ่ง… วันนี้ผมตั้งใจไปลานพระรูป หลังจากสองปีก่อนดันไปสาย ได้เห็นแค่ไม่กี่ขบวน และ ปีที่แล้วก็ไม่ได้ไป….

ความต้องการเห็นขบวนพาเหรดอันเกริกไกรทำให้ผมสลัดความขี้เกียจ ควบมอเตอร์ไซต์ออกใาจากบ้านที่นครปฐม….

ผมมาถึงเลี้ยวผ่านตรงวัดเบญฯ มีทหาร ตำรวจยืนตามข้างถนน ถนนไม่ได้ปิด รถยนต์ยังวิ่งได้ แต่ วิ่งเส้นด้านข้าง เสียงกลองไม่ดังเหมือนก่อน ..

ผมหาที่จอดรถ ข้างถนนรถจอดเต็มไปหมด ผมขี่มอเตอร์ไซต์เลยหาช่องไปจอดบนฟุตบาท เห็นคนนอนอยู่เต็มฟุตบาท ไม่ทราบเป็นพวกไหน.. รถมาจอดก็ไม่ลุก มีทั้งเด็กและผู้ใหญ่

ท้องฟ้าเริ่มมีแสงสว่าง.. ขบวนพาเหรด เริ่มเข้ามา ..

ทหารที่แต่งเต็มยศ ไปไหน.. ผมเห็นมีแต่ที่ใส่เครื่องแบบ แต่ดู ไม่อลังการเหมือนเมื่อก่อน ..

หรือว่าเราโตขึ้น ความตื่นเต้นน้อยลง หรือว่า กองสวนสนามเขาไม่จัดเต็มเหมืมอนเมื่อก่อน

ขบวนจากทหารหาญ มีมาเหมือนไม่ครบเหล่า แต่ก็มีกองสวนสนามมากันเรื่อยๆ .. ถ้าไม่ใช่ ทหาร บางที มีเดินคุยกันบ้าง ..

หนักสุดที่เห็นคือ ของเด็กเทคโนหรือเปล่าไม่รู้ ที่ เขียนว่า สี่เกียร์ เดินคุยโทรศัพท์ ด้วยเลย.. (คงธุระสำคัญ แต่ ไม่อยากออกจากขบวน)

อีกอย่างที่เห็นแล้วไม่ชอบคือ ขบวนของนักเรียน ที่ จะมีคนคนนึง (เข้าใจว่าเป็นอาจารย์ที่ควบคุมกองดุริยางค์) เดินอยู่ในขบวน และคอยบอกเด็กให้อยู่ในวินัย .. นึกอะไรไม่ออก ก็มาเดินคู่กับ ดรัมเมเยอร์ .. ผมตะหงิดๆ อยากเดินไปสะกิด ท่านนั้นเหมือนกัน ว่า .. คุณพี่ออกมาจากขบวน จะทำให้ ขบวนสวยงามขึ้นมากครับ …ดีกว่าเดินพล่าน ขัดหูขัดตาแบบนี้ ..

ผมดูขบวนสวนสนาม จนแดดเริ่มออก .. แดดวันนี้แรงพอกับปี 2516 แต่ร้อนกว่ามาก.. ตัดสินใจกลับบ้านดีกว่า .. ไม่อยู่รอจนหมด..

ผมมองไป เห็นพ่อมองไปที่ขบวนพาเหรด เห็นตาเหม่อลอย .. สีหน้าผิดหวัง…

ผมนึกในใจ .. ไม่เป็นไรนะพ่อ ปีหน้ามาใหม่ .. เขาคงจัดให้ใหญ่กว่านี้..

== จบ ===

ปีหน้าอยากชวนไปดูกันเยอะๆ ครับ และเชื่อว่า แต่ละขบวนคงจะทำออกมาให้ยิ่งใหญ่เหมือนตอนที่ผมเป็นเด็ก

ป๋อง

My Idol


#‎My_idol‬
======
ผมปลื้มใจทุกครั้งที่มีคนมาบอกผมว่าผมเป็น idol ของเค้า
ศัพท์นี้ตอนเด็กๆ ผมไม่เคยได้ยินไม่เคยรู้จักหรอกครับ แต่ มารู้เอาไม่กี่ปีหลังนี่แหล่ะ

พอมีคนบอกว่าเราเป็น idol ก็เลยถามตัวเองว่าแล้ว idol เราล่ะเป็นใคร…?

idol ของผมตอนนี้อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลหรอกครับ คุณพ่อของผมเองแหล่ะ ท่านจากไปได้หลายปีแล้ว … แต่ผมก็ยังระลึกถึงท่านอยู่เสมอ

พ่อให้กำเนิดผมแล้วก็ต้องไปรับใช้ชาติด้วยการร่วมรบในสงครามเวียตนาม ตอนนั้น พ่อให้หลวงตาตั้งชื่อให้ ผมเลยได้ชื่อว่า ณรงค์ (การรบและสงคราม)

ผมชอบชื่อนี้มาก และไม่เคยคิดจะเปลี่ยน ในขณะที่พ่อ เปลี่ยนไปแล้ว สามชื่อ … ฮ่า ฮ่า

พ่อผ่านการรบทั้ง เกาหลี เวียตนาม แล้ว ก็ ลาว สามสนามนี้คงสอนประสบการณ์พ่อมาเยอะ เพราะพ่ออยู่หน่วยลาดตะเวณ ซึ่ง ฟังจากเพื่อนรุ่นน้องของพ่อ ที่รบเวียตนามด้วยกัน วีรกรรมของพ่อนั้น ต้องบอกว่า ไม่ธรรมดา

พ่อเลี้ยงดูผมแบบทหาร เน้นวินัย ทุกอย่างต้องเป๊ะ ทั้งกิจวัตรประจำวัน และ การแต่ตัว พ่อสอนให้ผมเนี้ยบตั้งแต่ ปลายผมจรดปลายเท้า ..ช่วงวัยรุ่นของผม จึงเป็นภาพของคนเรียบร้อย ไม่เหมือนตอนนี้ ที่ เพื่อนเก่ามาเห็นยังบอกว่า “จำไม่ได้”

พ่อตามใจผมเป็นบางเรื่อง แต่เรื่องที่พ่อเน้นมากๆ คือ เรื่องของการศึกษา พ่อบอกว่า “เอ็งต้องเรียนให้สูง โตไป จะได้สบาย เป็นเจ้าคนนายคน…” พ่อบอกแบบนี้ แถมเหน็บประโยคหลังให้คิดอีก ว่า “…ถ้าไม่ตั้งใจเรียน จะส่งไปเลี้ยงควาย…”

ผมไม่เคยเลี้ยงควาย และ นึกไม่ออกว่า เลี้ยงควายมันน่ากลัวยังไง แต่ ผมก็ไม่กล้าที่จะเกเร เรื่องเรียนเลย ..เพราะไม่อยากไปเลี้ยงควายตามคำขู่

พ่อสอนผมโดยไม่พูดเยอะ ไม่มีการหยิบเหตุผลมากมาย พ่อเพียงแต่บอกว่า อะไรควรทำ อะไรต้องทำ และ อะไรห้ามทำ ซึ่งถ้าผมละเมิดข้อห้าม ผมก็ต้องเจอกับไม้เรียวของพ่อ

พ่อบอกว่า รุ่นผมนี่ เจอเบาแล้ว เพราะ สมัยพ่อ ย่าจะมัดมือกับขื่อแล้วโบย…ผมมโนต่อได้เลยว่า ตอนเด็กพ่อคงจะแสบคูณสามเป็นแน่

พ่อมีวินัยเรื่องการดูแลสุขภาพตัวเองมาก พ่อเชื่อในสิ่งที่พ่อเชื่อ และผมก็เชื่อว่านั่นเป็นพลัง เพราะอาการหอบหืดขั้นรุนแรงของพ่อ พ่อเอาชนะได้ด้วยการทำสมาธิในแบบของพ่อ ผมเห็นพ่อหยุดกินยาเป็นกำ และ อยู่ได้โดยไม่มีอาการหอบ ด้วยความเชื่อเพียงอย่างเดียว … ผมเรียกสิ่งนี้ว่า มหัศจรรย์

ด้วยวัย 78 ของพ่อ พ่อทำให้ผมต้องอายด้วยการปั่นจักรยานไปตลาด วันละ 20 km ทุกวัน และ มนุษยสัมพันธ์กับคนได้ทั้งตลาด … พ่ออาจจะเรียนมาไม่สูง แต่ สติปัญญาของพ่อนี่ผมว่าดีกว่าหลายๆ คนที่เรียน ความจำและการจดบันทึกของพ่อ ลงรายละเอียดตลอด …ผมก็คงได้สิ่งนี้จากพ่อมาบ้างเหมือนกัน

พ่อโดนรถเฉี่ยว วันทหารผ่านศึกระหว่างที่ เอาฟิลม์ไปล้าง ผลครั้งนั้น ทำให้เลือดคั่งในสมองและพ่อหยุดหายใจไปสามนาที … ความอึดของพ่อ ทำให้พ่อฟื้นจากการช่วยของหมอ และเริ่มต้นที่จะมีชีวิตใหม่ โดยเริ่มจะการหายใจเอง หัดพูด หัดเดิน และ ดำรงชีวิตอย่างคนปกติ

ผมใช้เวลาปีครึ่ง อยู่กับพ่อในช่วงวิกฤตนั้น ..เป็นช่วงเวลาที่ สาหัสที่สุดของผมแล้ว ที่ พยายามสู้กับความหวังที่เป็นไปได้ยาก …แต่ด้วยความเชื่อ เชื่อว่าพ่อจะหาย จนสุดท้ายพ่อกลับมาเดินเหิน และ เรียกความจำบางส่วนกลับมา

พ่อจากไปด้วยอาการติดเชื้อในปอด เนื่องจากการล้มเจ็บของพ่อ ทำให้สังขารที่ล่วงโรยแต่แข็งแรงของพ่อ แสดงสภาพที่แท้จริงออกมา พ่ออยู่ที่ ศิริราชถึงสี่เดือน เพื่อรักษาอาการติดเชื้อที่ว่า จนสองอาทิตย์สุดท้ายที่ย้ายกลับมาอยู่บ้าน พ่อก็สู้กับโรคภัยครั้งนี้ไม่ไหว และ ลาจากไปในที่สุด

สามสิบนาทีสุดท้าย ที่พ่อพยายามจะสู้ โดยการช่วยเหลือของหมอ …ทำให้ผมเจ็บปวดทุกครั้ง และ ถ้าย้อนกลับไปได้ผมจะบอกหมอให้ปล่อยพ่อไป ให้ไปสบาย …

ผมเขียนเรื่องนี้เพราะ วันนี้รู้สึกคิดถึงพ่อ ภาพความทรงจำวิ่งผ่านเข้ามา ผ่านปลายนิ้วออกมาเป็นตัวหนังสือ ในช่วงเลิกงาน … อยากให้ความทรงจำดีๆ แบบนี้เก็บเอาไว้ และ ถ้าเป็นไปได้ ก็อยากให้เป็นอุทธาหรณ์ สำหรับคนที่มีโอกาส ได้ดูแลพ่อแม่ ให้เรียนรู้ไว้เป็นประสบการณ์ …

…เพราะเรื่องบางอย่าง เราก็ย้อนกลับไปทำใหม่ไม่ได้อีกแล้ว….

ป๋อง
22 Jul 2014

พ่อค้าน้อย


21 April 2013 ผมนึกถึงวันนี้เมื่อสามสิบเอ็ดปีก่อน

ตอนนั้นผมยังเป็นเด็กนักเรียนอยู่ครับ เรียนอยู่ ม.3 ที่ โพนพิสัยโน่น…

ตอนนั้นพ่อผมสอนให้รู้จักค้าขายครับ โดยการซื้อของจากกรุงเทพฯ มาขาย ที่โพนพิสัย ..แต่ ของส่วนใหญ่ ที่นี่เค้าก็มีขายกันหมดอยู่แล้ว …เลยต้องหาของแปลกใหม่ ซื้อขายง่าย และ เห็นว่า จำเป็นต้องมี

ตอนนั้น พ่อ แนะนำว่าให้ ขาย “ธงราว” ครับ …

ไม่ได้พิมพ์ผิดนะ ธงราว จริงๆ ไม่ใช่ ธงลาว  ..(เพราะที่โพนพิสัยนี่แบ่งเขตกับ ลาวแค่ แม่น้ำโขงกั้นแค่นั้น) ธงราวที่ว่า ก็เป็นธงเล็กๆ ข้างในมีภาพ เทวดา สององค์ นั่งหันหน้าให้กัน ..มองเผลินๆ คล้ายกำลังเล่น ตบแผะ

ตอนนั้นผมไม่ทราบที่มีหรอกครับ ว่า เทวดาสององค์นี่มีความหมายอย่างไร แต่ ดูแล้วก็สวยงามดี

พ่อบอกว่าให้เอาธงนี่ ไปขายตามร้านค้า ..บอกว่า …เพื่อฉลองกรุงฯ กัน  รับรอง จะขายๆได้

ผมเองเชื่อพ่ออยู่แล้ว พอบอกให้ไปขาย ผมก็ไปขาย ซื้อมา 25 บาท ขายมัน 50 ถือว่าเป็นค่าขนส่ง กับ ค่าการตลาด เพราะเป็น Hard sell

อืม… ไม่นึกว่าพ่อจะมี Vision ขนาดนี้ครับ เพราะ ไปร้านไหนๆ ก็ขายได้ … เพราะทุกร้านก็บอกว่า อยากได้อยู่พอดี แต่ไม่มีใครเอามาขาย

มีบ้างบางร้าน ก็บ่นว่า ขายแพงไป อยากได้สักสามสิบ…  แต่นโยบายด้านราคา ของพ่อ ชัดเจนมาก บอกว่าห้ามลด ร้านก็ซื้อไป แต่ก็บ่นกระปอดกระแปด

บางร้านก็ไม่เอาเลย ไม่รู้เป็นเพราะมันแพงไป หรือ เป็นเพราะ ไม่อยากฉลองกรุงฯ

วันนี้เมื่อ สามสิบเอ็ดปีที่แล้ว กรุงเทพฯ เราครบ 200 ปีครับ เผลอแผล็บเดียว ผ่านมา 231 แล้ว …

เหตุการณ์ นี้ทำให้ผมนึกถึงพ่อขึ้นมาเลยครับ … นั่งนึกแล้วก็อมยิ้ม…

 

ผมว่า พ่อก็คงอบยิ้ม อยู่บนฟ้า ข้างบน ด้วยเหมือนกัน …

 

 

ตราฉลองสมโภชกรุง ๒๐๐ ปี

 

ตราสัญลักษณ์ พระราชพิธีสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี ภาพมีลักษณะเป็นศิลปไทยทั้งสีและลายเส้น ประกอบด้วย ภาพเทวดาสององค์พนมมือไว้ หันหน้าเข้าหากัน อันมีความหมายว่า กรุงเทพมหานครเป็นเมืองแห่งชาวเทวดา และได้ร่วมกันเฉลิมฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ในวาระสำคัญครบ 200 ปี เหนือภาพเทวดาเป็นภาพซุ้มวิมาน หมายถึง สิ่งก่อสร้างของกรุงเทพมหานคร (แบบซุ้มนี้ได้แบบมาจากซุ้มประดิษฐานพระสยามเทวาธิราช ในพระบรมมหาราชวัง ตามคำแนะนำของท่านรองราชเลขาธิการ) เบื้องล่างเป็นอักษรข้อความว่า สมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี อยู่ด้านบน พ.ศ. 2525 อยู่ด้านล่าง

 

ขอบคุณข้อมูลจาก wikipidia

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%82%E0%B8%A0%E0%B8%8A%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C_200_%E0%B8%9B%E0%B8%B5

3:37


พ่อวิ่งเหยาะๆ มาหาผม

วันนี้พ่อดูฟิตมาก ใส่เสื้อยืดสีขาว กางเกงวอร์มสีเทา ไม่มีแถบ…

ผมสังเกตุว่าพ่อไม่มีพุงเลย ..พุงพ่อหายไปไหน ..ไม่เจอกันพักเดียว พ่อดู Firm มากๆ

 

พ่อส่งยิ้มมาแต่ไกล ส่งเสียงเรียกตามสไตล์ พอพ่อมาใกล้ๆ ผมสังเกตว่า ฟันพ่อขาวเป็นระเบียบมาก…สงสัย จะถอยฟันชุดใหม่มาแน่

“เป็นไงบ้างพ่อ…” ผมทักพ่อ ชิชะ ทักพ่อเหมือนทักเพื่อนเลย

พ่อวิ่งมาเหยาะๆ ..ผมเองยังไม่ทันวิ่ง ก็เริ่มจะหอบซะแล้ว …แต่ก็ไม่วายถามพ่ออีก.. “ไหวเหรอพ่อ”….

 

พ่อไม่ตอบ วิ่งนำหน้าผมไป ทันใดนั้น พ่อเพิ่มความเร็วในการวิ่งแถมวิ่งตีโค้งเหมือนรถไปทางขวา มุ่งสู่กำแพงวัดที่สูงสักสองเมตรเห็นจะได้

ผมเห็นพ่อสปริงตัวกระโดดขึ้นสูง แรงส่งจากการวิ่ง ส่งพ่อให้ลอยเข้าหากำแพงอย่างรวดเร็ว

“เฮ้ย…” ผมตกใจ พ่อทำอะไรว้า อายุ 78 แล้ว ยังเล่นแผลงๆ อีก

พ่องอขาเล็กน้อยก่อนที่จะสัมผัสกำแพง เท้าที่ยันกำแพง เสมือนกับว่าพ่อกำลังยืนอยู่บนพื้นก็ไม่ปาน ผมเห็นพ่อย่อเข่ารับแรงจนสุด เสร็จแล้ว ก็สปริงตัวเหยียดขาออกอย่างแรง…
…ผมเห็นพ่อตัวลอยเด้งออกมาจากกำแพง.. หัวกระแทกกับพื้นเสียงดัง “โพ๊ะ”

 

ผมตกใจ พอได้สติก็วิ่งไปยังร่าง่ที่แน่่นิ่งของพ่อ ..รีบประคองช้อนร่างขึ้นมา …พ่อมองหน้าผม ยิ้ม ..แต่ตาเลื่่อนลอย

ผมเห็นที่ศรีษะพ่อ ยุบลงมาอย่างเห็นได้ชัด ..เป็นภาพติดตา…

กำลังมาจากไหนไม่รู้ ผมอุ้มพ่อขึ้นวิ่งไปหาความช่วยเหลือ ..โดยไม่สนใจว่าหลังที่่อ่อนล้าของผมจะรับไหวหรือเปล่า…

ตกใจตื่นขึ้นมา…มองไปข่้างเตียง  นาฬิกาบอกเวลา 03:37

 

หรือพ่อมาบอกอะไร เป็นนัย

 

วันเกิดพ่อ…


ตีห้า..ของวันที่ 21 ธค 2012

ผมตื่นขึ้นมาแบบไม่ปกติ เพราะ ปกติ ต้องมีเสียงนาฬิกาปลุก โดยเฉพาะ วันพิเศษอย่างวันนี้ …เสียงปลุก จะเป็นเสียงของพ่อ..

พ่อเป็นคนตื่นเช้า..และ เป็นวินัยของลูกๆ ที่ต้องตื่นเช้าตามไปด้วย ผมเลยต้องตื่นตั้งแต่ตีห้า ตั้งแต่เด็กจนโต…

เวลาพ่อปลุก พ่อ จะเรียกเสียงดังว่า …”ฮัจ ชา ร่า.. ตื่นเสียที ตื่นเสียที…” พ่อเรียกอย่างนั้น วนไปวนมา..เหมือนท่องคาถา เปิดประตูกล

ตอนเด็กๆ คาถานี้ได้ผลนัก …เพราะ ถ้ายังงัวเงีย อยู่ สักพัก ได้โดนไม้เรียว ปลุกแต่เช้า… พ่อยังใช้วิธี classic ถอดแบบจากสมัยคุณย่า อย่างได้ผล เพราะทำเอา ลูกๆ ไม่มีใคร (กล้า) ผิดวินัย

พ่อบอกว่า..พ่อเรียนไม่เยอะ ..ให้ความรู้ได้ไม่มาก หากแต่ทำได้ คือ การที่ทำให้ลูก อยู่ในกรอบ และ รู้หน้าที่ของลูกที่ดี เท่านั้น…

คำสอนของพ่อ ..ผมไม่มีทางลืมได้…

 

วันนี้เป็นวันพระใหญ่ ..ที่ร้านพี่เทือง ร้านขายกับข้าวในซอย มีคนรุมกันอย่างเนืองแน่น

พี่เทืองตักกับข้าว ทั้งที่ ใส่บาตร และ ซื้อกับบ้าน มือเป็นระวิง

เช้าๆ ทุกคน มีสีหน้า มีความสุข พูดคุยหัวเราะ ..

 

ลุงๆ อาๆ อายุเจ็ดสิบกว่า เดินออกกำลัง ยามเช้า เดินเข้ามาทักทาย และ ซักถาม ..

“ถามนิดเหอะทำงานที่ไหน … เห็นออกแต่เช้า” เข้าใจว่า ลุง อา เค้าคงเห็นเราออกไปทำงานตอนเช้าบ่อยๆ

“อยู่ที่ SCG ที่บางซื่อ นี่ล่ะครับ … ” เห็นหน้าลุง ทำงงๆ เลยบอกว่า “ปูนซิเมนต์ไทยอ่ะครับ” …ลุงทำหน้าอ๋อ ทันที..

“ก็ไม่ไกล… ทำไมออกแต่เช้า … ” ลุงถาม

 

…. ผมบอกลุง ไม่ได้ เหมือนกัน … ว่าทำไมต้องมาแต่เช้า … แต่ผมบอกตัวเองได้ ..ว่านี่เป็นสิ่งหนึ่งที่พ่อสอนผมมา…

 

“ตื่นเช้าๆ อากาศดีๆ … สดชื่นแจ่มใส…”  พ่อบอก…

 

ผมว่าจริงครับพ่อ … สุขสันต์วันเกิดนะครับ …ผมรักพ่อครับ…

 

Pongroofman’s dad

21 ธันวา 12 … วันสิ้นโลก


ฟังข่าวเมื่อเช้า …พูดถึง สิ่งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 21 ธันวา ปี 2012 ที่จะถึงนี่กันอย่างมาก …

เพราะว่า ชนเผ่ามายา ที่เก่งเรื่องการทำปฏิทินทำนาย การเกิด สุริยะปราคา และ จันทรุปราคา ได้อย่างแม่นยำ ได้ทิ้งปริศนาให้คนได้คิดกันครับ เนื่องจากว่า

ปฏิทินของชาวมายานั้น เป็นผลของการคำนวณทางดาราศาสตร์ที่แม่นยำที่สุดปฏิทินหนึ่ง และยังไม่เคยปรากฏว่าผิดไปจากความจริง หรือแตกต่างไปจากการคำนวณ ของนักดาราศาสตร์ในยุคปัจจุบันเลย อย่างเช่น

การคำนวณเวลาของการโคจรของดาวเคราะห์รอบดวงอาทิตย์ ซึ่งชาวมายารู้แต่แรกว่าดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะ ก่อนที่เราจะรู้ว่าโลกเรากลมเสียอีก แถมบอกว่า ยังมีดวงอาทิตย์ดวงอื่นอีกดวงหนึ่ง (sun alcione เป็นดาวฤกษ์ในกลุ่มไพลเอดส์) เป็นศูนย์กลางของจักรวาล ปฏิทินของชาวมายาระบุว่า ดาวศุกร์ใช้เวลา
เดินทางไปรอบดวงอาทิตย์ 584 วัน ซึ่งเท่ากับที่เป็นเวลาที่เรารู้กันทุกวันนี้ หรือบันทึกว่า โลกใช้เวลาเดินทางรอบดวงอาทิตย์หนึ่งรอบหรือหนึ่งปีเท่ากับ 365.2420 วัน
ซึ่งตัวเลขที่แท้จริงทางดาราศาสตร์ปัจจุบันคือ 365.2422 วัน …คลาดกัน ทศนิยมตำแหน่ง ที่ สี่ เท่านั้นเอง หรือ พูดง่ายๆ คือ คิด รอบปี พลาดไป 86.4 วินาทีเท่าน้่น เอง

ปิระมิด ของชาว มายา

ปฏิทินของชาวมายาใช้ ในระยะวงโคจร 5,000 ปี และวงโคจรที่ใกล้กับปัจจุบันมากที่สุด จะจบลงในวันที่ 21 ธันวาคม ปี ค.ศ. 2012 เวลา 11:11 GMT  นี่นคือ อีก สิบวันข้างหน้า ก่อน ผมจะเขียน Entry นี้ …อ่า… ซึ่งเป็นการเริ่มต้นของยุคใหม่ เป็นผลมาจากดวงอาทิตย์เดินทางผ่านเส้น equator ของ Galaxy และโลกจะปรับทิศทางให้เข้ากับศูนย์กลางของ Galaxy
ดวงอาทิตย์ของวันที่ 21 ธันวาคม ค.ศ. 2012 ซึ่งเป็นการเกิดขึ้นทุกๆ 26,000 ปี โดยดวงอาทิตย์จะขึ้นเชื่อมกับ

การทับกันของทางช้างเผือกกับระนาบของเส้นกึ่งกลางของจักรวาล ซึ่งบนท้องฟ้าจะปรากฏดาวเคราะห์ และดวงดาวต่างๆมากมาย ปรากฏการณ์ของจักรวาลครั้งนี้ถือว่าเป็น The Sacred Tree, The Tree of Life

การที่ดวงอาทิตย์อยู่ในตำแหน่งเดียวกับจักรวาล ในปี ค.ศ. 2012 นั้น จะเปิดช่องทางหนึ่งสำหรับพลังงานจักรภพที่จะไหลผ่านโลก ล้างโลกให้สะอาด รวมทั้งล้างสิ่งที่อาศัยอยู่ ยกทั้งหมดสู่ภาวะที่สูงขึ้น…

..อันนี้แหล่ะ ที่ต้องคิด กันต่อว่า “สูงขึ้นที่ว่าคืออะไร”….

ชาวมายา ยัง ทิ้งท้าย ไว้ 5000 ปี ก่อน คริสตศักราช อีกโดยทำนายไว้ว่า ดาว Planet X หรือพระเจ้า ของพวกเขาจะเสด็จกลับลงมายังโลกนี้อีกครั้ง หนึ่งด้วย เนื่องจากดาวดวงนี้มีขนาดที่ใหญ่มาก ชาวมายาจึงกล่าวว่าวันนั้นดวงอาทิตย์จะมี ถึง 2 ดวง ซึ่งที่ชาวมายากล่าวมานั้นปรากฏว่าในวันที่ 21 เมษายน 2552 ที่ผ่านมานี่เอง ณ ประเทศรัสเซีย ที่ Chkalovsky  มีคนเก็บภาพดาวดวงนี้ที่กำลังมุ่งมาสู่โลกเราเอาไว้ได้ อ่า…จริงเท็จอย่างไร ต้อง ใช้สติคิดกันเองนะครับ

เราเอง ดูหนัง เกี่ยวกับ วันสุดท้ายของโลกมาก็เยอะ … ดังนั้น ไม่ต้องห่วงครับ เพราะถ้าเกิดขึ้นจริง คงไม่เจ็บปวดนาน…

วันที่ 21 จะเป็น วันสิ่นโลกหรือไม่ อีกสิบวัน คงรู้ … แต่ ที่รู้ๆ เป็นวันเกิดพ่อผมครับ …ซึ่งท่านคงไม่ห่วงว่าโลกจะสิ้นหรือเปล่า เพราะท่านสิ้นก่อนโลกไปนานแล้ว…

อย่างน้อย ก็ทำให้รู้ว่า ท่านไม่ต้องมีอะไรต้องกังวล เหมือนเรา (โลกไม่สิ้น อาจมีเรื่องให้คิดมากกว่า ตอนจะสิ้นโลกก็ได้) และ คงนั่งมองเรา อย่างมีความสุข อยู่บนสรวงสวรรค์

…ใกล้วันเกิดพ่อ ก็ คิดถึงพ่ออีก แล้ว….

Pongroofman Dady

ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก

ข้อมูลเรื่องชาวมายา

 

ภาพดาว Planet X ที่อาจจะมาเยือนโลก จาก Youtube