Posts from the ‘เพิ่งจะรู้’ Category


เมื่อวานนี้เอาน้องบูบู้ Buboo รถ Hyundai Elantra ของผมมาทำการทดสอบวิ่ง ขอนแก่น นครปฐม ..

ผมวิ่งตั้งแต่ บ่ายโมง มาถึงบ้านเอาสี่ทุ่ม ขับอยู่ 8 ชั่วโมง .. !
เทียบกับตอนที่ผมเอา Toyota Corona 2.0  วิ่งถึงบ้าน ใช้เวลา 4 ชั่วโมง 12 นาที เอง .. มันเป็นไปได้อย่างไร ..

เทคโนโลยี ยี่สิบปี ที่แล้ว (จำได้ว่าตอนนั้น Hyundai ยัง ต้อง ใช้เทคโนโลยี เครื่องจาก Mitsubishi) อยู่เลย ของ Toyota ยังเหนือกว่า Hyundai ตอนนี้ อยู่เลยหรืออย่างไร?

ผมเล่าความรู้สึกในการขับ Buboo คันนี้ของผมก่อนดีกว่าครับ

buboo

ผมออกจากขอนแก่น หลังทำธุระเสร็จ ดูที่เกจ น้ำมัน น้ำมันมีประมาณครึ่งถัง ..  เที่ยวกลับนี่ มีผู้โดยสารนั่งมาด้วยอีกสองคน กับสัมภาระ เต็มท้ายรถ

ผมออกตัว วิ่งออกมาถนนโล่งๆ วันนี้ ต้องรีบครับ เพราะเป็นวันสุดท้ายของวันหยุดยาว (เมืองไทย วันหยุดยาว บ้อยบ่อย .. เหมาะกับการพักผ่อนของลูกจ้างมาก แต่ นายจ้างอาจจะไม่ชอบ) ตัวรถพุ่งทะยานออกไป รู้สึกถึงอัตราเร่งที่ทำให้หลังแนบกับเบาะ

อัตราเร่งของ Elantra ตอนที่ผมไป Test drive ผมเฉยๆ รู้สึกว่าเครื่องมันเหมือนจะอืดๆ ด้วยซ้ำ แต่ขับไปสักพัก ดูเหมือน รถมันดูกระฉับกระเฉงขึ้น
ผมเข้าใจเอาเองว่า การเผาไหม้ กับ การส่งกำลัง อาจมีการปรับ ตามพฤติกรรมคนชับ ครับ ถ้าขับช้าๆ รถก็จะช้าๆ จิบน้ำมันน้อยๆ แต่ถ้า คนขับเท้าหนัก มันก็จะปรับให้ ดุมากขึ้น .. ผมเจอ แบบนี้กับรถหลายๆ คัน

เทียบดูอัตราเร่งแล้ว Elantra สร้างความสนุกในการขับให้ผมไม่น้อย ทำให้ผมหันมาสนใจการขับรถ หลังจาก หลงไหลกับอัตราเร่งของ Big Bike มาพักใหญ่ๆ

ผมเทียบแรงม้า กับ Accord คันเก่าของผม ม้าเท่ากันเด๊ะ แต่ เครื่อง Elantra เล็กกว่า  น้ำหนักน้อยกว่า เวลาวิ่งมันพุ่งดีกว่า.. จนบางทีรู้สึกว่า มันพุ่งมากไปหรือเปล่า

อัตราการกินน้ำมัน แล้ว แต่ น้ำหนัก เท้าเลยครับ วิ่ง highway ถ้า เอาแข่ง eco วิ่งสัก 60-80 km/hr ก็ จิบๆ เลย .. ผมเคยเห็นมัน มากกว่า 20 km/liter เลยครับ แต่ ถ้า กดลงไป วิ่งสัก 120 ตัวเลข ก็เห็นอยู่แถวๆ 16 km/liter

แต่อย่าเผลอเหยีบเชียว เพราะ เหยียบปุ๊บ ตัว consumption rate จะต่ำกว่า 10 km/liter ทำให้ ตัว เฉลี่ย อาจตกมา อยู่แถว 14-15 km/liter ได้

ค่าขนาดนี้ ผมโอเคนะครับ .. ไม่ได้ ขับ eco car นี่ . นี่มันกึ่งๆ  sport ด้วยซ้ำ

1517441_10152909879919326_3556795440385821596_n

สำหรับการควบคุม ระหว่างขับ ถนนเส้นขอนแก่น มีการทำถนน หลายจุด บางจุด ก็มีการลาดยางเป็นสันขั้นมา การควบคุม ยังทำได้ปกติ ระบบปรับพวงมาลัยให้หนักเบา ของ Elantra ตัวนี้  ทำให้ผมได้ปรับเล่นไปที่ Sport ที่ทำให้ น้ำหนัก หนักขึ้นอีกหน่อย

พูดถึง flex steer ผมแนะนำไม่ให้ปรับที่ comfort นะครับ มันไวไป เดี๋ยวเผลอกระตุก ตอนมีอะไรตัดหน้า จะพลอยได้ใช้งานระบบ ESP เปล่าๆ
(ESP คือ ระบบช่วยให้รถไม่ปัดเสียการทรงตัว เคยเขียนไว้ ใน web ของ Elantra ครับ สนใจลองไปอ่านดู
http://www.elantraclubthailand.com/index.php/topic,184.0.html )

ช่วงล่างเวลาเจอ ถนนไม่เท่ากัน มีดิ้นแปลกๆ อาการ เหมือน ล้อกับ ตัวรถมัน พยายามเป็นส่วนเดียวกัน ทำให้ ล้อที่ต้องเปลี่ยนมุมสัมผัส กับ ถนน ส่งผลมาถึงตัวถัง ผมเอง แรกๆ ไม่ค่อยคุ้นครับ ตอนนี้คุ้นแล้ว แต่ ก็ รู้สึกว่ามันแปลกๆ อยู่ดี ..
แต่ถึงแปลก ก็ไม่ได้รู้สึกว่า มันไม่ปลอดภัยนะครับ เพราะ อาการแบบนี้ พบได้กับรถที่ทำการ load ตัว สปริง เพียงแต่ไม่คิดว่า จะมาเจอในรถ บ้านซีดานแบบตัวนี้

ขับเที่ยวนี้ ผมใช้ cruise control ตลอดครับ มันใช้ง่าย และ ตอบสนองได้ดี อย่างขากลับ ผมตั้งใจว่า ทำเวลานิดๆ แต่ไม่อยากให้มัน สูบ น้ำม้นมาก ก็เลย วิ่งมาที่ 120 km/hr แล้วก็ กด ปุ่ม Cruise ให้ไฟติดที่หน้าปัด แล้วก็ กด set ที่พวงมาลัย เครื่องก็จะจำค่าความเร็วนี้ไว้ แล้ว จะสั่งให้รถวิ่งเท่านี้ตลอด

การใช้ cruise ให้ระวัง ตอนขึ้นสะพาน ถ้าเห็นมีรถบนสะพานเยอะ ให้ ปลดระบบครับ ทำได้ทั้ง กดปุ่ม cruise หรือ แตะ เบรคเบาๆ ระบบจะกลับมาสู่ manual ทันที …ที่แนะนำแบบนั้น เพราะ ตอนขึ้นสะพาน มันจะเป็นทางชัน ปกติ เครื่องยนต์ต้องออกแรงมากขึ้น ดังนั้น มันจะ เปลี่ยนเกียร์ลงต่ำ และ เร่งรอบเครื่อง เพื่อ คงความเร็วให้คงที่ครับ

ที่มันอันตรายเพราะ รถชาวบ้านจะวิ่งช้าลง มันจะไป จิ้มตูดเขาเท่านั้นเอง

ผมขับมาเรื่อยๆ ครับ แต่ ต้องบอกว่า ขับได้สนุกสนานดี หากแต่ สภาพจราจรที่รถเยอะมาก ทำให้ ช่วงที่เป็นโค้ง สวยๆ แถว ลำตะคอง หรือ แก่งคอย รถติดระนาว อดขับตามโค้ง เลย

ตกลงสู้ Toyota เมื่อยี่สิบปีก่อนไม่ได้เหรอ

ไม่่ใช่แบบนั้นหรอก ผมว่า รถมันขับดีกว่า 20 ปีก่อน เยอะ แต่ สภาพถนน และ จำนวนรถ ปัจจุบันนี่ซิ โดยเฉพาะ ตอนช่วงเทศกาล รถขับดีขนาดไหน ก็ยัง เล่นเอา ซะปวดหลัง

ตอนนั้น ที่วิ่ง 4 ชั่วโมง 12 นาที นี่ ผมเหยียบมาสัก 175 km/hr แทบตลอดทาง มานึกดูตอนนี้ ก็รู้สึกตัวเอง บ้าๆ ทำไปได้อย่างไร คงจะเป็นเพราะ ถนนมันมันโล่งมากจริงๆ และ สมัยนั้น ขับไปทุกอาทิตย์ครับ เรียกได้ว่าคุ้นเส้นทาง จนจะจำหลุมได้ทุกหลุมละ เลยประมาทไปหน่อย

แต่ถ้าถามว่า ให้ เอา elantra มาวิ่งทำเวลาแบบนี้ เอามั๊ย ผมคงตอบทันที ว่าไม่เอา .. เพราะ ปัจจุบัน ปัจจัยให้เกิดอุบัติเหตุ เยอะมาก ..

เก็บเวลา และ ร่างกาย ไว้หาความสุข บนโลกใบนี้ดีกว่าครับ เพราะยังมีสิ่งดีๆ รอให้เราชื่นชมอยู่ครับ

ใครที่สนใจ Elantra อยู่ก็ ไปลองขับดูนะครับ แล้วจะรู้ว่า มันเป็นอย่างผมว่าจริงๆ หรือเปล่า

…จริง ไม่จริง ก็ มาบอกกันมั่งนะครับ

 

ห้ามโหลด Powerback ใส่กระเป๋า ลงเครื่อง เวลาจะขึ้นเครื่องบิน


มาแปลก
======

ผมไม่ได้ขึ้นเครื่องเพราะ Powerbank ที่พกมาซะแล้ว…
ปกติผมจะมีกระเป๋าสะพายและเอา powerbank ใส่กระเป๋าติดตัวเสมอ

เมื่อวานตอนเดินทางกลับ จากนครศรีธรรมราช ผมใช้บริการรถรับส่ง จากโรงแรมมาสนามบิน ครับ

ที่นี่ฟรี…. ที่เชียงใหม่ ขอนแก่น เดี๋ยวนี้เสียตังส์หมด

รถขับมาพักนึงก็เข้าเขตสนามบิน ผมจำได้ว่าสมัยสิบกว่าปีก่อน สนามบินเล็กนิดเดียว

เคยมาสร้างโรงงานที่นี่ 18ปีก่อน และ แวะมาอีกที 10 ปีที่แล้ว นอกนั้นขี่มอเตอร์ไซต์ผ่าน

รถเลี้ยวมาที่สนามบิน ผมรู้สึกว่ามันดูเล็ก เหมือน เมื่อก่อน และ ตอนมา มันดูใหญ่กว่านี้

รถจอดปุ๊บ คนขับเปิดท้าย เพื่อ หยิบสัมภาระให้ผู้โดยสาร ผมมีกระเป๋า ติดตัวและนั่งคนแรก เลยเข้าไปเข้าเครื่อง X-Ray ก่อน

กระเป๋าผม สามใบ (เสื้อผ้า สะพาย และ notebook) ผ่านเครื่องออกมา เจ้าหน้าที่เดินมาบอกเลย

“มี power bank ในกระเป๋า หรือเปล่าค่ะ …”.
“มีครับ” ผมตอบ งง เล็กน้อย ปกติ ขึ้นเครื่องมันดู power bank กันด้วยเหรอ
“เอาออกจากกระเป๋าด้วยค่ะ” เธอบอก ผมทำตาม ให้ทำอะไรก็ทำ

“Power bank ให้พกติดตัวนะคะ ห้ามใส่กระเป๋า ” เฮ้ย.. กฏนี้เพิ่งเคยได้ยิน
“ผมใส่ในกระเป๋าสะพายก็ได้นี่ครับ ” ก็มันเป็นที่ของมันอยู่แล้ว แล้วน้องให้เอาออกมาทำไมหว่า

“ไม่ได้คะ power bank ต้องพกติดตัว ส่วนกระเป๋า ต้อง load ค่ะ ….นี่เพิ่งเคยมาที่นี่ครั้งแรกใช่มั๊ยค่ะ” ประโยคหลังน้องถามเพราะ ผมคงแสดงอาการงงเต๊กให้เห็น

ผมเองถึงไม่ได้ขึ้นเครื่องบินบ่อย แต่ ก็คิดว่าเจ้าหน้าที่ไม่ควรเข้มงวดขนาดนี้ ถึงขั้นกระเป๋าสะพายใบนิดเดียวยังไม่ให้พกติดตัว เอ หรือว่าผมตกข่าวอะไรไป…

(โปรดติดตามตอนจบ….)

ต่อ…
“ก็ผมเอา powerbank ใส่กระเป๋า แล้วสะพายขึ้นเครื่อง ก็ได้นี่ครับ ก็ถือว่านำติดตัว” ผมบอก
“กระเป๋าสะพาย ต้อง load ค่ะ พกแต่ powerbank ขึ้นเครื่อง” น้องยืนยันหนักแน่น

“การสะพายกระเป๋า ถ้ามีเหตุ ต้องใส่ชูชีพ มันจะเกะกะ ทำให้ใส่ชูชีพไม่ได้ ” น้องอธิบาย ผมอ้าปากค้าง เจ้าหน้าที่ เป็นห่วงเาาขนาดนี้เชียวเหรอ
“กระเป๋าผม เล็กกว่า cabin ผมใส่ใน cabin ก็ได้ครับ” …ผมพยายามหาทางออก

“เครื่องเราไม่มี cabin นะคะ นี่คุณมาที่นี่ครั้งแรกใช่มั๊ยคะ” เธอถามผมอีกหน ผมเริ่มเอะใจ เธอก็เช่นกัน

“ไม่ทราบผู้โดยสารจะไปไหนคะ” เธอถาม
“สนามบินดอนเมืองครับ” ผมตอบ
“สนามบินดอนเมือง บินในประเทศต้องไปตึกโน้นค่ะ “เธอชี้ออกไป เห็นหลังคาลิบๆ

และสุดท้าย ผมก็ถึงบางอ้อ “…ที่นี่ลานจอดฮอลิคอปเตอร์ค่ะ”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

สิบปีผ่านไปสนามบินย่อมใหญ่ขึ้น

อย่าไว้ใจคนขับรถ จงถามทุกครั้งว่าที่มาส่งน่ะปลายทางเดียวกัน

เขาห้าม load powerbank ลงใต้เครื่อง

รู้สึกว่าตัวเองโง่เลยต้องรีบแชร์ครับ

Hardbound and Paperbacks


บางท่านอาจสงสัยเวลาเข้าไปดูรายการหนังสือ ใน Amazon แล้ว เจอสองคำนี้
Hardbound and Paperbacks

ผมเองตอนแรกก็งง เลยเอาความหมายมาเล่าให้ทราบกันครับ

Hardbound ก็คือ หนังสือปกแข็งที่จะสวยงามเหมาะกับการเก็บ และ ให้เป็นของขวัญ ตัวนี้ต้นทุนจะแพงกว่าอีกแบบมาก

Paperback ก็คือ หนังสือปกอ่อนที่ขายอยู่ทั่วไป ตัวนี้ เน้นเอาไว้อ่าน ต้นทุนจะถูกกว่ามากครับ

ง่ายๆ แค่นั้น ไม่มีอะไรมากครับ

การหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุจากการโดนตัดหน้า


เนื้อหาจาก ขี่บิ๊กไบค์แบบนิสัยดี
โดย พี่กวาง

ผมเข้ากลุ่มมาได้สักพักแล้วแต่ยังไม่ได้แชร์ประสบการณ์ หรือโพสเรื่องราวเป็นชิ้นเป็นอันเลย😂😂😂
ด้วยเห็นว่าช่วงนี้มีข่าวรถบิ๊กไบค์ประสพอุบัติเหตุโดนตัดหน้าบ่อยเลยโดนตัดทั้งรถเก๋งบ้าง รถบรรทุกบ้าง เลยอยากแชร์การประเมินการขับขี่ของรถเก๋งและรถบรรทุก และวิธีการลดความเสี่ยงจากการโดนปาดโดย ตัดหน้าอย่างไม่ตั้งใจ จากประสพการณ์ และการศึกษาข้อมูลมาแบ่งปั่นกันครับ😊😊??

#‪#‎รถยนต์‬
โดยธรรมชาติในการขับขี่รถยนต์ทั่วไปผู้ขับขี่ทั่วไปมักจะมองเส้นทางและรถรอบข้างและประเมินสถานะการณ์บนท้องถนน จากสิ่งแวดล้อมรอบตัว และประสพการณ์ของตัวเอง
ผู้ขับรถยนต์สิ่งที่เห็นด้านหน้าสามารถประเมินได้ง่าย แต่สิ่งที่อยู่ด้านหลังจะสามารถเห็นโดยผ่านแค่เพียง กระจกข้างและกระจกหลัง จะประเมินสถานะการได้ยากกว่ามาก

โดยปกติรถบนท้องถนนจะวิ่งตามๆกันไปเหมือนฝูงปลาที่ว่ายอยู่ในน้ำ ความเร็วเฉลี่ยมักบวกลบไม่เกิน 10-15%ในแต่ละทางทางเดินรถ

ในการเปลี่ยนเลนโดยทั่วไปผู้ขับรถมักมองกระจกข้างและหลัง1-2ครั้ง(บางคนอาจมองแค่กระจกข้าง) แล้วประเมินระยะห่าง และความเร็วคันหลังและสภาพแวดล้อมอื่นว่าสมารถเปลี่ยนเลนได้หรือไม่ แล้วจึงทำการเปลี่ยนเลน
—————-

คราวนี้เรามาดูเรื่องของบิ๊กไบค์กันบางครับ
ด้วยกำลังและความเร็ว บวกกับความคล่องตัวทำให้ บิ๊กไบค์สามารถวิ่งได้เร็วกว่าความเร็วเฉลี่ยของรถยนต์ที่ใช้อยู่บนถนน เป็นปลาตัวหนึ่งที่ไม่ได้วิ่งตามฝูงแต่วิ่งแหวกฝูงขึ้นมาข้างหน้า
——-
จึงเป็นเรื่องทำให้รถยนต์ประเมิน บิ๊กไบค์ได้ยากมากเมื่อมองจากกระจกข้างและ
หลัง เพราะด้วยความเร็ว ขนาดที่เล็กกว่ารถ
(แม้เสียงจะให้ดังยังไงเมื่ออยู่ในรถยนต์ผู้ขับไม่ได้ยินเสียงจาข้างหลังจนอยู่กว่าจะมาอยู่ระยะใกล้หรือผ่านไปแล้ว)

**แล้วเราควรทำอย่างไรเพื่อให้ปลอดภัยในการขับขี่
– อยู่ในตำแหน่งที่รถรอบข้างเห็นได้ง่าย

-การขึ้นแซงไม่ควรขึ้นแซงจากท้ายรถยนต์แล้ว
เบี่ยงเพื่อแซงในทันที เพราะรถยนต์เช็คกระจกข้างแล้วไม่เห็นเราอาจเปลี่ยนเลนแซงพร้อมเราจนเกิดการเกี่ยวล้มได้

ในกรณีที่ขี่มาด้วยความเร็วหากข้างหน้ามีรถยนต์อยู่ในเลนข้าง ควรผ่อนคันเร่งสังเกตุท่าที่รถยนต์ก่อนเร่งแซงไป

ในเส้นทางที่มีรถยนต์วิ่งหนาแน่ การใช้ความเร็วไม่เกิน 10-15% ของความเร็วเฉลี่ยของรถยนต์ที่วิ่งอยู่จะทำให้รถยนต์ประเมินทิศทาง และความเร็วของเราได้ง่ายขึ้น
——————–

‪#‎รถบรรทุก‬
รถบรรทุกไม่สามารถมองกระจกหลังได้ ใช้ได้แค่กระจกข้าง ออกตัวช้า เบรคใช้ระยะมาก ที่เราจะพอเจอกันบ่อยคือรถบรรทุกฉีกแซงรถบรรทุกกันเองมากระทัน เนื่องด้วยการเร่งแซงรถบรรทุกต้องลากรอบเพื่อมีกำลังพอจะเร่งแซง พอความเร็วถึงมักจะเปลี่ยนเลยเพื่อแซง ไม่ค่อยเบรคเพราะเบรคได้ยากกว่าและต้องมาลากรอบเรียกกำลังเครื่องใหม่
รถบรรทุกเมื่อได้จังหวะเขาออกได้จะออกเลย
ไม่เบรคไม่หักหลบให้เพราะรถหนักมีโอกาสคว่ำได้

ด้วยรถบบรรทุกมีทัศนะวิศัยในการมองหลังที่แย่มาก ด้วยกระจกหลังเลนส์โค้งหลอกตา เห็นเป็นมุมกว้าง การประเมินสถานะการเพื่อแซงจึงมักผิดพลาดบ่อย ทำให้มีโอกาศแซงตัดหน้าบ่อยครับ

รถบรรทุกกับจุดยูเทรินโดยทั่วไปรถบรรทุกจะเบียดหัวไปหน้าเตรียมกลับยึดเข้ามานิดนึงเพื่อเห็นรถที่สวนมาได้ชัดเจน กลับรถช้าและ ขวางเกือบทุกช่องทาง แต่จุดที่หน้ากลัวที่สุดคือจังหวะ 50/50 คือมีระยะห่างจากรถที่สวนมาจากจุดกลับรถพอที่มีระยะเวลาที่คนขับคิดว่าสามารถกลับรถได้ทัน

ถ้าเราวิ่งเข้ารถบรรทุกไปพร้อมรถยนต์หลายคันคนขับรถทุกจะประเมินโดยรวมว่ารถส่วนใหญ่เขายอมทางให้หรือไม่ถ้าคนอื่นยอมแล้วเราขี่มาไม่ยอมหละจะเกิดอะไรขึ้น หรือเรามาคันเดียวแล้วรถบรรทุกคิดว่าเราชลอ
ให้แหละ

**แล้วเราควรทำอย่างไรเมื่อขี่ร่วมถนนกับรถบรรทุก
-เมื่อไปเจอบรรทุกขับต่อๆกัน ให้ระวังไว้อาจมีการแซงเกิดขึ้น (และรถบรรทุกมีทัศนะวิสัยมองด้านหลังที่แย่มาก)
สังเกตุไฟเลี้ยวขอทาง(ซึ่งคนขับรถบรรทุเมื่อทำการแซงเกือบทุกคันจะเปิดขอทางล่วงหน้าแต่มองเห็นยากเพราะฝุ่นจับจนสกปรก)
ให้ชลอรถสังเกตุที่ท่า ก่อนเร่งแซงไป ที่สำคัญเราควรอยู่ในตำแหน่งที่เห็นได้ง่าย ไม่ควรอยู่ตรงจุดบอด

-จุดยูเทริน จังหวะ50/50
ถ้ามีรถตาม มากันหลายคัน สังเกตุรอบข้างว่ามีการฉลอให้ทางมั้ยเพราะถ้ามีการชลอให้ทางของรถเก๋งรถบรรทุกออกแน่อย่าฝืนไปต่อเพราะคิดว่าเราทางตรง
ส่วนถ้ามาคันเดียวชลอไว้ก่อนดีกว่าครับถ้าใกล้ๆแล้วรถบรรทุกยังไม่ออกบีบแตรเตือนสักหน่อยครับว่าเรายังไม่ให้ทาง

คงมีเท่านี้ครับที่อยากจะแชร์ให้รับรู้กัน วิธีที่นี้ผมใช้ประจำทั้งรถยนต์และมอเตอร์ไซต์
แม้ว่าขี่บนท้องถนนจะมีความเสี่ยง แต่เราก็สามารถรถความเสี่ยให้ตัวเองได้สวนหนึ่งครับ

ถ้าพิมพ์ผิด หรือเนื้อหาไม่ถูกต้องก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ

‪#‎ไม่ปาดเช็คหลังก่อนเปลี่ยนเลน‬

วิธีการเติมน้ำมันมอเตอร์ไซต์ที่ถูกต้อง


เรื่องดีๆจาก กลุ่ม ขี่บิ๊กไบค์แบบนิสัยดี
โดย ตู่ บ้านตำนัวภูเก็จ

เนื่องจาก หลายครั้งที่ผมเองเข้าไปเติมน้ำมันในปั๊มเชลล์ จะเสียอารมณ์กับเด็กปั๊มเสมอที่มักจะเชิญลงจากรถ…

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราชาวบิ๊กไบค์ด้วยแล้ว ถือเป็นเรื่องใกล้ตัวมาก นั่นนู่นนี่ น่ารำคาญจิงๆ

แต่เมื่อวานนี้ผมถึงกับตาสว่าง เพราะได้มีโอกาส ฟังน้องเค้าอธิบาย ถึงสาเหตุที่ต้องเข้ามาจู้จี้เราอย่างโน้นอย่างนี้ ซึ่งต้องบอกว่าทางปั๊มอบรมน้องๆ เหล่านี้มาดีมาก โดยเวลาว่าง ผจก.ก้อจะเรียกเข้าไปนั่งประชุม ดูคลิปที่เกิดเหตุในปั้ม ที่ทาง บ.เชลล์ ต่างประเทศ ที่เป็นบริษัทแม่ ที่เป็นผู้ออกกฏนี้ เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทร้พย์สิน เพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสีย

…หลังจากได้ใจความทำให้ผมต้องกลับมาหาข้อมูลเพื่อความปลอดภัย สืบเนื่องมาจากกฎของเชลล์ ตามนี้

================================

คำเตือนจากบริษัทน้ำมันเชลล์ — ต้องอ่าน!
แจ้งเตือนความปลอดภัย!
นี่ คือสาเหตุที่เราไม่อนุญาตให้พกโทรศัพท์มือถือใน
· พื้นที่ปฏิบัติการ,
· พื้นที่จัดการและจัดเก็บโพรพิลีนออกไซด์
· พื้นที่ถ่่ายโพรเพน,น้ำมันและดีเซล

บริษัท น้ำมันเชลล์เพิ่งออกคำเตือนเมื่อเร็วๆนี้หลังจากที่เกิดเหตุการณ์ขึ้น3ครั้ง ที่โทรศัพท์มือถือ (โทรศัพท์มือถือ)เกิดประกายไฟ ทำให้ไอน้ำมันลุกเป็นไฟระหว่างการดำเนินการเติมน้ำมัน

ในกรณีแรก โทรศัพท์ถูกวางไว้บนฝากระโปรงหลังของรถในระหว่างการเติมน้ำมัน พอดีมีคนโทรเข้ามาทำให้เครื่องโทรศัพท์ดัง และเกิดไฟลุกไหม้ตามมา ทำให้รถและปั๊มเติมน้ำมันเบนซินติดไฟไหม้ยับเยิน

ในกรณีที่สอง ในขณะที่เติมน้ำมันรถ เจ้าของรถรับสายโทรศัพท์ที่เข้ามา ทำให้ไอน้ำมันติดไฟลุกพรึ๊บขึ้นมา เผาไหม้ใบหน้าของเขาอย่างสาหัส!

และในกรณีที่สาม, มีคนถูกไฟไหม้ที่ต้นขาและขาหนีบ เนื่องจากขณะที่เขาเติมน้ำมันรถของเขา
โทรศัพท์ซึ่งอยู่ในกระเป๋ากางเกงของเขาดังขึ้น และทำให้ไอน้ำมันติดไฟลุกพรึ๊บขึ้นมา

คุณควรจะรู้ว่าโทรศัพท์มือถือสามารถจุดติดเชื้อเพลิงหรือไอน้ำมันลุกไหม้ได้
โทรศัพท์มือถือที่สว่างขึ้นเมื่อเปิดหรือที่ดังขึ้นเมื่อมีสายเข้ามา จะปล่อยพลังงานเพียงพอที่จะให้เกิดประกายไฟสำหรับจุดไฟติด
โทรศัพท์มือถือไม่ควรใช้ในสถานีเติมน้ำมัน หรือในขณะเติมน้ำมันลงในเครื่องตัดหญ้า, เรือ ฯลฯ
ไม่ควรใช้หรือควรปิดโทรศัพท์มือถือ เมื่ออยุ่ใกล้วัสดุใดๆ ที่ปล่อยไอหรือฝุ่นที่สามารถลุกติดไฟหรือระเบิดขึ้นได้ (เช่นตัวทำละลาย, สารเคมี, แก๊ส, ฝุ่นจากธัญญะพืช, ฯลฯ .. )

สรุป มีสี่กฎเพื่อความปลอดภัยในระหว่างการเติมน้ำมัน :

1) ดับเครื่องยนต์
2) ไม่สูบบุหรี่
3) อย่าใช้โทรศัพท์มือถือของคุณ – ทิ้งมันไว้ภายในรถหรือปิดเครื่องเสีย
4) ถ้าออกมายืนนอกรถในระหว่างการเติมน้ำมัน อย่าเข้าไปในรถของคุณจนกว่าจะเติมน้ำมันเสร็จ

บ๊อบ Renkes แห่งสถาบันอุปกรณ์ปิโตรเลียมกำลังเตรียมทำแคมเปญให้คนตระหนัก ถึงการเกิดเพลิงไหม้ที่เป็นผลมาจาก’ไฟฟ้าสถิตย์’ที่ปั๊มน้ำมัน
บริษัท ของเขาได้วิจัย 150 กรณีของการเกิดเพลิงไหม้เหล่านี้
ผลลัพธ์ที่เขาได้ เป็นที่น่าแปลกใจมาก :
1) จาก 150 กรณี เกือบทั้งหมดเกิดกับพวกผู้หญิง
2) เกือบทุกกรณีเกิดขึ้นเมื่อเจ้าของรถกลับเข้าไปในรถของพวกเขาในขณะที่หัวจ่ายน้ำมันยังคงจ่ายน้ำมันอยู่ .
เมื่อหัวจ่ายน้ำมันหยุดจ่ายน้ำมัน พวกเขาก็ออกมาจากรถเพื่อไปดึงหัวจ่ายน้ำมันออก และไฟลุกติดขึ้น อันเป็นผลจากไฟฟ้าสถิตย์
3) ส่วนใหญ่ใส่รองเท้าที่ส้นรองเท้าทำด้วยยาง
4) ผู้ชายส่วนใหญ่ไม่กลับเข้าไปในรถของพวกเขาจนกว่าจะเติมน้ำมันเสร็จสมบูรณ์ นี่คือเหตุผลที่พวกเขาไม่ค่อยประสพไฟไหม้จากสาเหตประเภทนี้
5) อย่าใช้โทรศัพท์มือถือขณะเติมน้ำมัน
6) ไอที่ระเหยออกมา่จากน้ำมัน และหากมันไปสัมผัสไฟฟ้าสถิตย์ที่อยู่ใกล้ คือสาเหตุที่ทำให้เกิดไฟไหม้
7) มี 29 ไฟไหม้ที่เกิดขึ้นเมื่อเจ้าของรถกลับเข้าไปในรถและหัวจ่ายน้ำมันถูกแตะต้อง(แล้วอะไรคือ”ถูกแตะต้อง”? ถูกขยับ?)ในระหว่างการเติมน้ำมัน. รถที่ไฟไหม้มีหลากหลายยี่ห้อและรุ่น บางกรณีส่งผลให้เกิดความเสียหายอย่างกว้างขวางกับรถ กับสถานีและกับตัวลูกค้า
เกิด17 เพลิงไหม้

ในกรณีต่อไปนี้
· ก่อน
· ระหว่างหรือ
· ทันทีหลังจาก
ฝาถังน้ำมันถูกถอดออกแต่ก่อนที่จะเติมน้ำมันเริ่ม ..

นาย Renkes เน้นว่าอย่ากลับเข้ามาในรถของคุณในขณะที่น้ำมันกำลังไหล
ถ้าคุณจำเป็นต้องเข้าไปในรถของคุณในขณะที่น้ำมันกำลังไหลอยู่, ก่อนที่คุณจะดึงหัวฉีดออก ต้องแน่ใจว่าในตอนคุณออกจากรถ คุณได้สัมผัสโลหะในขณะที่คุณปิดประตู วิธีนี้จะถ่ายประจุของไฟฟ้าสถิตย์ออกจากร่างกายของคุณก่อนที่คุณจะยกหัวจ่ายน้ำมันขึ้นมา

ดังที่ผมกล่าวถึงก่อนหน้านี้แล้วสถาบันปิโตรเลียมอุปกรณ์พร้อมกับหลาย ๆ บริษัท ตอนนี้
กำลังพยายามอย่างมากที่จะทำให้ประชาชนตระหนักถึงอันตรายนี้
ทำให้ผมเองก้ออย่างช่วยรณรงค์ให้ปฏิบัติตามกฎกันนะคับ
ชมคลิปบางเหตุการณ์กัน ลองหาข้อมูลเพิ่มเติมกันคับ

อันแรก เป็นไฟลุกไหม้รถยนต์ขณะเติมน้ำมันครับ

อันที่สอง  คลื่นจากโทรศัพท์ เราสามารถจุดไฟได้

‪#‎ขี่บิ๊กไบค์นิสัยดี‬

มดในสมอง ..!!!


เชื่อหรือไม่…มีมดในสมองคน

***************

ตามปกติแล้ว คนเราจะ “คิดลบ” เพื่อความอยู่รอดของเราครับ

เช่น สมัยก่อนที่เราเป็นมนุษย์ถ้ำ หากเรา เห็นพุ่มไม้ไหว ๆ

สมองของเราจะคิดลบก่อนเลยว่า

ข้างหลังพุ่มไม้นั้น อาจเป็น “เสือ” ที่จะทำอันตรายเรา

เราจะไม่ “คิดบวก” ว่า ข้างหลังพุ่มไม้นั้นเป็น “กระต่าย” เพื่อเราจะจับไปเลี้ยงดูเล่น

การคิดลบแบบนี้นี่เองครับ

ที่ทำให้เผ่าพันธุ์มนุษย์ของเรา “อยู่รอด” มาจนถึงทุกวันนี้

แต่เนื่องจากปัจจุบัน เสือทั้งหลายได้ถูกจับไปไว้ในกรงเกือบหมดแล้ว

โอกาสที่เราจะเจอเสือจริง ๆ น้อยมาก

แต่ “สมอง” ของเรา ก็ยังติดกับการคิดลบแบบนี้อยู่ ทำให้เรามีความทุกข์

ซึ่งการคิดลบแบบนี้ทำให้เกิด “มด” ตัวที่น่ากลัวที่สุดในชีวิตเรา

ซึ่งมดตัวที่ว่านี้ คือ Automatic Negative Thoughts : ANTs

ซึ่งหมายถึงการเป็น “คนคิดลบโดยอัตโนมัติ”

Dr. Daniel G. Amen ซึ่งเป็นจิตแพทย์ชื่อดังของ USA กล่าวว่า

ในสมองของคนเรามี “มดอยู่ 9 สายพันธุ์”

ที่ทำให้เราเกิดความทุกข์

เรามาลองดูว่า มีมดสายพันธุ์ไหนบ้าง ที่อยู่ในสมองของเรา

1. สายพันธุ์ “เสมอ” และ “ไม่เคย” (ANT 1 “Always” and “Never”)

มดสายพันธุ์นี้มีมากที่สุด เช่น เคยไหมที่เราชอบคิดว่า

“เขาไม่เคยฟังฉันเลย” “ฉันผิดพลาดเสมอ” “เขาขึ้นเสียงกับฉันทุกครั้ง”

ซึ่งจริง ๆ แล้ว เหตุการณ์ไม่ได้เป็นแบบนี้

แต่สมองจะคิดแบบเหมารวม

โดยที่จริงแล้ว เขาก็ฟังเราบ้าง เราก็ทำถูกบ้างผิดบ้าง หรือ บางทีเขาก็รับฟังเราไม่ได้ขึ้นเสียงกับเราทุกครั้ง เป็นต้น

2. สายพันธ์ “เมินสิ่งดี ดูสิ่งลบ” (ANT 2 “Focusing on the Negative”)

มดสายพันธุ์นี้ ทำให้เรามองแต่เฉพาะด้านลบ

เช่น “ล้างรถทีไร ฝนตกทุกที” แต่จริง ๆ แล้ว

เราล้างรถ 10 ครั้ง ฝนอาจจะตก 1 ครั้ง

แต่เรามัก Focus ไปที่ความคิดด้านลบ

3. สายพันธุ์ “หมอดูซาดิสต์” (ANT 3 “Foutune Telling”)

มดสายพันธุ์นี้ร้ายกาจมาก เป็นตัวกำหนดชะตาชีวิตเรา

เช่น เราคิดว่า “เดี๋ยวตอนที่เราขึ้นไปพูดบนเวที คนคงหัวเราะเยาะเราแน่”

ซึ่งการคิดแบบนี้ จะทำให้เรารู้สึกตื่นเต้นผิดปกติ มือสั่น ขาสั่น เสียงสั่น และลืมบท ทำให้เวลาขึ้นไปพูด คนก็จะหัวเราะเยาะเราจริง ๆ

4. สายพันธุ์ “อ่านใจไปเรื่อยเปื่อย” (ANT 4 “Mind Reading”)

มดสายพันธุ์นี้ ชอบเดาใจ คิดไปเองในแง่ลบ เช่น เห็นคนจับกลุ่มคุยกัน

ก็คิดว่า “คนพวกนั้น กำลัง นินทาเราแน่ ๆ เลย”  หรือ

หัวหน้าพูดอะไรในภาพรวมในที่ประชุมก็คิดว่า

“หัวหน้ากำลังหมายถึงเราแน่เลย”

ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นการคิดไปเอง

5. สายพันธุ์ “รู้สึก…แต่ไม่นึกคิด” (ANT 5 “Thinking with Your Feelings”)

มดพันธุ์นี้ ทำให้เราชอบมีความรู้สึกต่อสิ่งต่าง ๆ ในแง่ลบ

เช่น “ฉันรู้สึกว่าฉันเป็นส่วนเกินของหน่วย” “ฉันรู้สึกว่าใคร ๆ ก็ไม่รักฉัน” ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นความรู้สึกของเราเอง ไม่ใช่ความรู้สึกที่คนอื่นมีต่อเรา

6. สายพันธุ์ “หมกมุ่นอยู่กับอดีต” (ANT 6 “Guilty of Beating)

มดสายพันธุ์นี้ทำให้เราชอบย้อนคิดถึงอดีต เช่น

ติดคำพูดว่า “ถ้าเพียงแต่ตอนนั้น เราไม่ตัดสินใจผิด ชีวิตเราคงไม่เป็นแบบนี้” หรือ

“ไม่น่าเลย ฉันไม่น่าพูดกับพ่อแม่อย่างนั้นไปเลย”

ซึ่งจริง ๆ แล้ว ไม่ควรเอา อดีตเป็น “ห้องขัง” ชีวิตเรา

แต่ควรใช้อดีตเป็น “ห้องเรียน” ที่เราจะไม่ทำแบบนั้นอีก

7. สายพันธุ์ “ตราหน้า แล้วด่าให้ยับ” (ANT 7 “Labeling”)

มดพวกนี้ ชอบตราหน้าคนอื่น

เช่น “ไอ้พวกรากหญ้า คิดไม่เป็น”  “ไอ้พวกคนจีนเสียงดัง”

“ไอ้พวกเด็กเจนวายหัวดื้อ”  ซึ่งแท้จริงแล้ว

มีคนรากหญ้ามากมายที่หัวดีกว่าคนจบปริญญาเอก

มีคนจีนมากมายที่มีกิริยาเรียบร้อย

และมีเด็กเจนวายมากมายที่น่ารักและเคารพผู้ใหญ่

8. สายพันธู์ “เพราะฉันขัน ตะวันจึงขึ้น” (ANT 8 “Personalization”)

มดพันธุ์นี้มาจากนิทานเรื่องหนึ่ง ที่มีไก่ตัวหนึ่งลุกออกไปขันทุกเช้า

พอวันหนึ่ง ไก่ป่วยหนักมาก ลูก ๆ ก็บอกว่า พ่อวันนี้ไม่ต้องไปขันหรอก

แต่พ่อบอกว่าไม่ได้หรอก “เพราะพ่อขัน ตะวันจึงขึ้น

ถ้าพ่อไม่ออกไปขัน ดวงอาทิตย์จะไม่ขึ้น แล้วโลกจะแย่แน่”

ซึ่งเป็นการเข้าใจผิด หลงตัวเอง คิดว่าตัวเอง คือคนสำคัญเกินเหตุ

9. สายพันธุ์ “คุณน่ะทำ” (ANT 9 “Blame”)

มดสายพันธุ์นี้น่ากลัวที่สุด เพราะจะทำให้เราคิดว่า

ที่ชีวิตเราเป็นแบบทุกวันนี้ เพราะ

พ่อแม่ หัวหน้า เพื่อน สังคม ฯลฯ เป็นต้นเหตุ

มดสายพันธุ์นี้ทำให้เรา “โทษคนอื่น”

โดยไม่ยอม หันมาดูตัวเอง

ซึ่งการคิดแบบนี้ เป็นการคิดแบบ “เหยื่อ”

คือ คิดว่าตัวเองเป็นเหยื่อของการกระทำของคนอื่น

ซึ่งทำให้ชีวิตหมดพลัง และไร้คุณค่า อีกทั้งจะไม่ยอมปรับปรุงตัว

เป็นไงครับ ยาวหน่อย

แต่ผมคิดว่ามีประโยชน์มาก ๆ

อ่านแล้วลองคิดดูนะครับว่า

เมื่อไหร่ ก็ตามที่เราคิดลบ หรือมีความทุกข์

แปลว่า “มดตัวใดตัวหนึ่งกำลังอาละวาดอยู่ในสมองเราแล้ว”

รู้แล้วก็รีบกำจัดมดตัวร้ายนั้นนะครับ เพื่อชีวิตที่มีพลังและมีความสุขของตัวเราเองและคนที่เรารักครับ

[เครดิต: ข้อความที่ส่งต่อมา]

เยี่ยม Sunny Bangchak


ที่ SCG นี่ มี Engineer เยอะครับ แล้วเราก็มี คณะทำงานวิชาชีพวิศวกรรมด้วย..
วันนี้ คณะนี้ ชวนมาเปิดหูเปิดตา เยี่ยมชม Solar Cell farm ของ Sunny บางจาก ที่บางประอิน ครับผมผ่านมาแถวนี้ หลายครั้ง ก็ เพิ่งทราบนี่แหล่ะ ว่ามี Solar farm ใหญ่ๆ ที่นี่ …วันนี้ โอกาสดี เลยได้มาดู

พี่อ้วน วีระพงศ์ จัดการเรื่องรถ พาน้องๆ ของพี่อ้วน และ ของผม เดินทางจากบางซื่อ แป๊บเดียวก็ถึงแล้ว Sunny บางจาก


ผมผ่านทางเข้า น้องบี หนุ่มหน้าใสก็ ออกมาต้อนรับ
ที่ โถงต้อนรับ ที่นี่ เป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการ เรียน รู้ ดู ชม ความรู้เกี่ยวกับ พลังงานทดแทน ที่ที่นี่ เตรียมไว้นำเสนอ

น้องบีนำพวกเรา ขึ้นไปชั้นสอง โดยไปที่ห้องฉายหนัง 4 มิติ  ที่ซึ่ง มีหนังแนะนำบริษัท และ หนังพิเศษที่นำเราร่วมผจญภัยไปกับนกซันนี่และท่านสุริยเทพ ที่เป็นเรื่องของอาสาสมัครนกน้อยที่เดินทาง ตะลุยอวกาศเพื่อพิสูจน์ให้ท่านสุริยเทพเห็นถึง
ความตั้งใจของมนุษย์ที่อยากรักษาโลก ใบนี้ไว้ด้วยการใช้พลังงานสะอาด เป็นมิตรต่อ หนังทำออกมาน่ารัก และ เก๋ตรงที่เป็น 4D ที่แตกต่างจาก โรง 4D ที่ พารากอน
ฉากตอนจบ ประทับใจมากครับ ไม่อยากเล่า อยากให้ไปดูเอง .. ผมงี้ ยืนตบมือเลย

ออกจากโรงหนัง น้องบี พาไป จุดชมวิว แหล่งกำเนิดพลังงานสะอาดที่ “โครงการผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์”
กับพื้นที่จริงของแผงเซลล์แสงอาทิตย์กว่า 150,000 แผง สุดลูกหูลูกตา


พวกเราเดินลงมาชั้นล่าง และ เข้าสู่ห้องแสดงนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับพลังงานทดแทน โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ ที่จะบอกถึงประวัติศาสตร์และเหตุการณ์สำคัญของการค้นพบ คิดค้น และพัฒนาเซลล์แสงอาทิตย์
จนกลายมาเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญในปัจจุบัน


ถัดไปอีกห้อง เป็น ห้องสายพระเนตร ห้องเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระบิดาแห่งการพัฒนา
พลังงานไทย ด้วยพระอัจฉริยภาพที่ทรงพัฒนาพลังงานทดแทนรูปแบบต่างๆก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน
และกลายเป็นรากฐานที่สำคัญในการพัฒนาพลังงานทดแทนของประเทศไทยในปัจจุบัน ให้พร้อมรับมือกับวิกฤตพลังงานในอนาคตโดยด้านในมีการฉายหนัง และ เครื่องสาธิต แหล่งกำเนิดพลังงานรูปแบบต่างๆ ให้ดู

ภายในมีนิทรรศการแสดงกระบวนการผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ อ.บางปะอิน จ.อยุธยาฯ แห่งนี้ ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงบ้านเรือน ปิดท้ายด้วย พลังงานกับโลกอนาคต’ปลุกจิตสำนึกให้ร่วมกันใช้พลังงานสะอาด เพื่อโลกที่น่าอยู่

ออกจากตึกไปยังตึกข้างๆ จะเป็น ห้องฉายหนัง ห้องฉายภาพยนตร์สื่อผสม ที่ถ่ายทอดเรื่องราวขององค์กรบางจากฯ ผู้นำพลังงานทดแทน ดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ผ่านตัวละครพนักงานของบางจากฯ ที่เดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ และได้ค้นพบว่าองค์กรบางจากฯ ได้ร่วมสร้างสังคมสีเขียว ผ่านกิจกรรมต่างๆ มากมาย


อีกตึกนึง เป็นตึก ห้องวิจัยสาหร่ายสำหรับผลิตน้ำมัน ของบางจากฯ ซึ่งได้ผสมผสานห้องทดลอง
วิจัยสาหร่ายจริงกับนิทรรศการที่ให้ความรู้ ผู้เข้าชมห้องนี้จะได้จำลองตัวเองเป็นนักวิทยาศาสตร์เข้าไปวิจัยด้วยตัวเอง ได้เรียนรู้กระบวนการผลิตน้ำมันไบโอดีเซลจากสาหร่าย จนได้ผลิตภัณฑ์ที่นำไปใช้ในอุตสาหกรรมและชีวิตประจำวัน

เท่าที่ทราบตอนนี้ ความคุ้มทุนในการเลี้ยงสาหร่าย ยังไม่คุ้มครับ แต่ ก็ยังมีการวิจัยกันต่อไป เพราะ เป็นพลังงานทางเลือก อีกอย่างที่น่าสนใจ

ส่วนสุดท้ายเป็นส่วน โซนนิทรรศการกลางแจ้ง แสดงการติดตั้ง เซลล์แสงอาทิตย์ 2 แบบ คือ
แบบติดตั้งอยู่กับที่ และแบบติดตั้งให้เคลื่อนที่ตามดวงอาทิตย์ รวมถึงเซลล์แสงอาทิตย์ ทั้ง 2 ชนิด คือ แบบผลึกซิลิคอน และแบบอะมอร์ฟัสซิลิคอน ซึ่งส่วนใหญ่จะให้พลังงานเท่ากัน ยกเว้นของ Suntech ที่ ทำออกมาได้พลังงานมากกว่าใครเค้า

จบงานนี้ ในเวลาประมาณสองชั่วโมงกว่าๆ ได้ความรู้ และประสบการณ์ที่ดี ต้องขอบคุณ เจ้าหน้าที่ ของ Sunny บางจาก ที่ต้อนรับเป็นอย่างดี และ SCG ที่ทำให้มีโอกาสไปดูครับ

ชม Album เต็ม

http://goo.gl/UJbjz8