Posts from the ‘หนังสือ’ Category

2014 in review ปีนี้เขียนเรื่องต่างๆ ไปพอควร


The WordPress.com stats helper monkeys prepared a 2014 annual report for this blog.

คัดมาให้ดู:

เค้าบอกว่า Opera house ที่ Sydney  สามารถจุคนได้ 2,700 คน ปีนี้ Blog ผมมีคนเข้ามาดู 47,000 ครั้ง ถ้าเปรียบว่า ถ้าเราไปจัด Concert ที่ Opera house นั่นหมายถึง เราจะขายบัตรได้ถึง 17 รอบ ..
อุต๊ะ ถ้าอย่างนี้ ก็รวยเละซิเนี่ย…

อยากดูรายละเอียด ก็ click link นี้ครับ 

Here’s an excerpt:

The concert hall at the Sydney Opera House holds 2,700 people. This blog was viewed about 47,000 times in 2014. If it were a concert at Sydney Opera House, it would take about 17 sold-out performances for that many people to see it.

Click here to see the complete report.

พล นิกร กิมหงวน


สมียเด็กๆ อ่าน พล นิกร กิมหงวน ครับ

ต้องบอกว่า เป็นหนังสือ ที่มีส่วนที่ทำให้พี่ป๋องรักการอ่าน ในสมัยเด็กมาก

เพราะอ่านทีไร นั่งหัวเราะคนเดียวเหมือนเป็นบ้า เอามากๆ

ใครเคยอ่าน คงจะเข้าใจได้ดี…

พลนิกรกิมห

เนื่อเรื่อง ก็ แสน จะ Classic เพราะเขียนไว้สมัย ก๋วยเตี๋ยวชามละบาทน่ะครับ แบ๊งค์ ยี่สิบ เนี่ย ประมาณแบ็งค์ ห้าร้อยสมัยนี้เลย

แต่เนื้อหามีหลายอารมณ์ รวมถีงจินตนาการทางวิทยาศาสตร์ด้วย

หลังๆ ไม่ค่อยเจอ “หัสนิยาย” ประเภทนี้ เลย หรือว่ามีแต่ หาไม่เจอไม่รู้ครับ

เรื่อง พล นิกร กิมหงวนนี่ ถือว่า อ่านเยอะ สุดแล้วครับ เพราะ อ่าน หลายตอนมาก มีทั้งเล่มเล็ก เล่มใหญ่

จำได้ว่า ปิดเทอมที ก็ ไปกวาดมาอ่านหมดร้านน่ะครับ วันๆ ไม่ต้องทำอะไร

ใครสนใจเรื่องนี้ ลองไปอ่าน ใน Wiki เรื่องของ สามเกลอ  ดูก็ได้ครับ รายละเอียดดีทีเดียว

นึกว่าเรื่องนี้ จะหายไปแล้วเสียอีก แต่ มีคนที่ “ชอบ” (บางคนว่า”คลั่งไคล้”) เรื่องนี้แบบจริงจัง ถึงขนาดทำ website ไว้เลย

…คุณ อภินันท์ วัฒนชีวโกศล เจ้าของเว็บไซต์ "ชมรมนักอ่านสามเกลอ" (www.samgler.org) ครับ ลองไปอ่าน บทสัมภาษณ์ ดูก็ได้ครับ

แล้วจะรู้ว่า “แฟนพันธ์แท้” ตัวจริง

 

ส่วนใครจะรำลึกความหลัง ก็ เข้าไปเยี่ยมเยียน website สามเกลอ นะครับ …

ขอชื่นชม คนทำ อย่างใจจริง ครับ

 samgler_10 samgler_09 samgler_06 samgler_07samgler_08   

 

=========================================================

จริงแล้วจะเขียน เรื่อง หัว…กับ…นม แต่ไปนึกถึง ศีรษะ เจ้าคุณฯ ซะ เลย เขียนถึงซะหน่อย…เขียนแล้ว รู้สึกดีครับ

Summa Cum Laude สูงกว่านี้มีอีกมั๊ย


ได้เมล์มาเรื่อง เกียรตินิยม เป็นความรู้เรื่องภาษา อังกฤษ อยู่ใน web นี้

เลยเอามาตัดทอน และ แปะไว้ใน space ตัวเองหน่อย ครับ กันลืม

….

เกียรตินิยม-ภาษาอังกฤษเค้าใช้คำว่าอะไรครับ?

หากเทียบกับ GPA แล้ว เท่าไรจึงจะเท่ากับ Cum Laude, Magna Cum Laude หรือ Summa Cum Laude?

มีอะไรที่สูงกว่า Summa Cum Laude ไหมครับ?

Q: อาจารย์สิระครับ/คะ เกียรตินิยม-ภาษาอังกฤษเค้าใช้คำว่าอะไรครับ ?

ครับเป็นคำถามที่ดีมากครับ และผมต้องใคร่ขอแสดงความยินดีด้วยกับความตั้งใจเรียนและผลลัพธ์ที่ได้รับจาก การทุ่มเท หากแต่อยากใคร่แนะนำว่าการเรียนรู้นั้นไม่ได้จบเพียงแต่ในห้องเรียนนะ

นอกจากการศึกษาที่ดีแล้ว ความสามารถในการเข้ากับผู้อื่นซึ่งรวมทั้ง ผู้ร่วมงาน, ผู้บังคับบัญชา และ ลูกน้อง ก็มีความจำเป็นสำหรับความก้าวหน้า, ความสุข, และความสำเร็จครับ

เกียรตินิยมนี้หากแปลแบบตรงตัวก็น่าจะใช้ คำว่า “honor” หากแต่ว่าคำดังกล่าวอาจจะมีความหมายที่หลากหลายในหลายประเทศ เช่นในประเทศอังกฤษคำว่า honor อาจจะหมายความว่าเป็นโปรแกรมตรีควบโท หรือโปรแกรมซึ่งยากกว่าปกติแต่ก็ไม่สามารถเทียบเท่ากับการจบด้วยเกียรตินิยม ที่เราอยากจะสื่อสาร

ดังนั้นคำที่นำมาจากภาษาละตินใช้เพื่อเรียก “เกียรตินิยม” มีดังนี้ครับ

Cum Laude แปลว่า “with honor”
Magna Cum Laude แปลว่า “with great honor”
Summa Cum Laude แปลว่า “with highest honor”

Q: หากเทียบกับ GPA แล้ว เท่าไรจึงจะเท่ากับ Cum Ladde, Magna หรือ Summa?
ไม่มีเกณฑ์มาตราฐานเพื่อเทียบ GPA กับ Cum Laude ครับ จะแตกต่างกันไปตามมหาวิทยาลัยนะครับ หากแต่จากความรู้สึกของผม Summa Cum Laude เป็นของพิเศษมากน่าจะเท่ากับ top 1% ของ class และ Cum Laude น่าจะเท่ากับ top 10%

หากเป็นที่ประเทศไทย Summa Cum Laude ก็น่าจะเท่ากับเกียรตินิยมเหรียญทอง และ Cum Laude น่าจะเป็นเกียรตินิยมอันดับ 2 นะครับ (Magna Cum Laude ไม่น่านิยมใช้ในประเทศไทย)

Q: มีอะไรที่สูงกว่า Summa Cum Laude ไหมครับ?
555 แค่ Summa ยังไม่ดีพอหรือครับ?

แต่ปรากฎว่ามันมีนะครับ เราจะเรียกว่า Egregia Cum Laude เกียรตินิยมประเภทนี้จะให้กับผู้ซึ่งมีผลการเรียนยอดเยี่ยมแบบเดียวกับ Summa หากแต่ course ที่เรียนจะยากกว่า

Egregia Cum Laude ไม่ได้เป็นที่นิยมจึงไม่ได้มีทุกมหาวิทยาลัย

สำหรับชาว EnglishThailand ที่ยังเป็นนักเรียนหรือนักศึกษาอยู่ ผมก็ขอให้ตั้งใจในเรื่องการเรียนหากสามารถ “พิชิต” หนึ่งในเกียรติประวัติทางการศึกษานี้ได้ก็จะดีมากครับเพราะสิ่งเหล่านี้จะ ติดตัวเราไปจนถึงชีวิตครับ

 

=======================================

ขอขอบคุณ ดร.สิระ สุทธิคำ สำหรับ ความรู้ และ บทความดีๆ นะครั บ

โทอิก อีกแล้ว


สัปดาห์นี้ทั้งสัปดาห์ เป็นสัปดาห์แห่งการอ่านหนังสือครับ

มีสถานการณ์บีบบังคับให้ต้องอ่านภาษาอังกฤษเพื่อไปสอบ Toeic

ที่ย่อมาจาก Test of English for International Communication น่านล่ะครับ

….

toeic 3

สามปีที่แล้ว ที่บริษัทผมเค้า เริ่มเตรียมตัวคนเพื่อการ Go Regional หรือ การขยายงานไปต่างประเทศ ไว้แต่เนิ่นๆ โดยการ พัฒนาความรู้ภาษาอังกฤษ ให้กับ พนักงาน

เรียกว่า Support กันเต็มที่ทีเดียง เริ่มจาก จัดให้มีการสอบ Toeic ทุกปี

พนักงานตั้งแต่หัวหน้าหมวดขึ้นไป ต้องไปสอบกันหมด

(ที่นี่เริ่มเป็นหัวหน้าตั้งแต่ หัวหน้าหมวด หัวหน้างาน หัวหน้าแผนก หัวหน้าส่วน ผู้อำนวยการผ่าย จน กระทั้ง กรรมการผู้จัดการ ตอนหลัง เปลียนหัวหน้าแผนก กับหัวหน้าส่วน เป็น ผู้จัดการแผนก กับ ผู้จัดการส่วน ซะ)

จากนั้น พนักงานใหม่ ก็คัดเลือกเอาที่สอบ Toeic เกิน 550 เรียก ว่าน้องๆ ที่เข้ามานี่ พูดอังกฤษกันคล่อง

เล่นเอา รุ่นพี่ มีความกดดันกัน พอสมควร

ใครอยากเพิ่มความรู้ ไปลงเรียนข้างนอก บริษัทออกตังส์ให้หมด เรียกว่า สนับสนุนกันเต็มที่

อัดฉีดสุดท้ายคือ แจกตังส์กันเลยครับ ใครได้ คะแนน มากกว่า 600 นี่ก็มีเงิน "พิเศษ" เข้าไปในเงินเดือนทุกเดือน ทั้งปี เริ่มตั้งแต่ 6,000 บาท ไปถึง 24,000 กันเลยทีเดียว

toeic 1 สถานที่สอบ Toeic มีศูนย์ อยู่ที่ อโศก โน่นน่ะครับ ผมเคยไปสอบที่ศูนย์ทีนึง จะเป็นห้องไม่ใหญ่ครับ เสียงจากเทปก็ชัดดี

แล้วก็เคยสอบที่ปูนฯ นี่ก็เคย เพราะ คนสอบเยอะ เลยจัดกันที่นี่เลย มักจะจัดที่ห้อง "ท่าหลวง" ซึ่งเป็นห้องใหญ่ ครับ แต่ เสียงก็ชัดดี เช่นกัน

สอบครั้งนี้ก็ที่ "ท่าหลวง" นี่เหมือนกันครับ

toeic 2

ที่ผมต้องมาสอบคราวนี้ จะเป็นอีกกรณีครับ คือ บริษัทเค้ามี course ต้องไปเรียนหนังสือ ที่เอาอาจารย์ฝรั่งมาสอน

ดังนั้นนักเรียนที่จะไปเรียน Course นี้ก็ต้องมีความรู้ภาษาอังกฤษดีหน่อย โดย ตัดกันที่ 700 คะแนน งานนี้ เลยอยู่เฉยไม่ได้แล้ว ต้องไปฟื้นซะหน่อย

….

ผมเคยสอบมาสองครั้งแล้วครับ เจ้า Toeic นี่ คะแนน ก็พอไปวัดไปวา

งานนี้ เอา 700 เลยต้องซ้อมให้ดี

Toeic มีสอง ภาคครับ คือ Listening กับ Reading

สอบกันทั้งหมดสองชั่วโมง โดยเริ่ม Listening ก่อน

Listening มี สามแบบครับ คือ แบบแรก ดูภาพ แล้ว Tape จะมีเสียงพูด สี่ประโยคที่จะ ใกล้เคียงกับภาพ หนึ่งประโยค เรา เลือกข้อที่ถูกที่สุด  มัจะเอาศัพท์ที่ออกเสียงคล้ายกันมาหลอกให้เราเขว

แบบที่สอง จะเป้น เสียงล้วนๆ ครับ มีบทสนทนา คนคุยกัน และ ถาม เราต้องฟังเสียงคำตอบ อันนี้ ใครพูดบ่อยๆ ก็ ได้เปรียบ เพราะ คำตอบบางทีตอบอ้อมๆ

แบบที่สาม จะเป็น เสียงอธิบาย แล้ว เราต้องตอบคำถาม ที่เรียงมา สอง ถึงสามข้อ ใครฝังไม่รู้เรื่อง หรือ จำได้ไม่หมด ก็ เสร็จครับ

ส่วนที่เป็น Listening นี่ฟังเทปกัน 45 นาที ครับ ฝึกสมาธิไว้ดีๆ ช่วยได้ครับ

….

ส่วน Reading อันนี้ มีเวลาให้ 75 นาที

ข้อสอบมีสามส่วนเช่นกัน ครับ แบบแรก คือ พวก Vocab อันที่สอง ก็ดู เรื่อง Gramma ส่วนอันที่สามเป็น อ่านบทความ ไปตอบคำถาม

ส่วนอ่านนี่ต้องเร็ว ครับ ส่วนใหญ่ทำข้อสอบกันไม่ค่อยทัน

….

เมื่อวานสอบเสร็จออกจากห้องด้วยความมึนงง เพราะ ทำไม่ค่อยได้

รุ้สึก สมาธิสั้น อายุเยอะ หูไม่ดี คิดช้า ตอบมั่ว ฝนซ้ำ ปัจจัยลบเกิดขึ้นมากมาย จนอยากจะเขกกระบานตัวเอง

นึกๆ แล้ว คงต้องกลับมาอ่นาหนังสือเยอะๆ กันอีกสักที โดยเฉพาะ ภาษาอังกฤษ เพราะ เข้าใจว่า "Toeic" นี้ สงสัยต้อง กลับมา "สอบอีก" แน่ๆ

ก็มันไม่ผ่านนี่ครับ….ทำไงได้

ใครอยากรู้เรื่องการสอบ Toeic ผมเห็นมีน้องเขียนไว้ ละเอียดดี ลองเข้าไปอ่านดูได้ที่นี่ครับhttp://otherside.exteen.com/20061128/0-1-3-t-o-e-i-c