Posts from the ‘ประสบการณ์การทำงาน’ Category

จากประหยัด มาสู่ เศรษฐกิจหมุนเวียน


ถ้าพูดถึงความประหยัดและก็ต้องยกให้พ่อผมเลยครับ

คุณพ่อชนะ วงษ์เกษม คุณพ่อที่แสนดีของผมนี่แหละ

งก กับ ประหยัดไม่เหมือนกัน ต่างกันที่ใครใช้ ถ้าเราจะเรียกประหยัด แต่ เพิ่อนจะเรียก งก 555 เพราะไม่แบ่งเพิ่อน เพิ่อนเลยว่าเอา

ดังนั้นใครไม่มีเพิ่อน สบายใจได้ ไม่มีใครว่างกแน่นอน

พ่อไม่ได้งก เพราะ แบ่งปันของมห้คนอื่นเสมอ (แต่ก็เลือกคนให้นะ) พ่อเด็นคนช่างเลือก เลือกตั้งแต่ที่มาของวัตุดิบเลยว่า
ทนไหม
ใช้ได้นานไหม
ดูแลง่ายไหม

เวลาจะใช้ท่านจะดูแลรักษาเป็นอย่างดี สงสัยเพราะวินัยทหาร เลยจัดการรักษาสภาพให้พร้อมตลอดเวลา อย่างรองเท้านี่มันแผล่บขนาดแมลงวันมาเกาะยังลื่น ก้นกระแทกตกลงมาหลายตัว เสื้อผ้าพีอ ใช้ทนมาก เลยชอบเห็นพ่อในเสื้อตัวเดิม ไม่ค่อยเปลี่ยน ซื้อใหม่ก็ไม่เอา เห็นตัวไหนผมไม่ค่อยใส่ พ่อจะแฮฟเลย สมัยนั้น เราใส่ size เดียวกัน ถึงพ่อจะตัวเล็กกว่า แต่พ่อมีพุงโต เลยใส่ได้

เริ่องใช้ของเวลาใช้เสร็จแล้วท่านจะรักษาความสะอาดเก็บไว้อย่างมีระเบียบ อันนี้ติดมาที่ผมบ้าง เพราะผมจะหงุดหงิดเวลาที่เห็นอะไรรกๆ ของอะไรที่ใช้เสร็จหมดสภาพก็จะเอามาดัดแปลง

เริ่องความประหยัดไม่ได้เป็นเฉพาะพ่อ แต่เป็นมาเหมือนกันหมดตั้งแต่ป้า จำได้ว่าบ้านป้า พี่ๆ ที่ทำงานจะเดี่ยวข้องกับข่าวหนังสือพิมพ์ กลับมาบ้านก็เอาหนังสือพิมพ์ พับเป็นถุงกระดาษ นั่งดู TV ไป พับถุงไป ได้ค่ากับข้าวกันเลยนะนั่น

ของในบ้านที่จะทิ้ง นี่น้อยมากเพราะพ่อเก็บหทด ตั้งแต่หนังสติํ๊ก น๊อต ตะปู สายไฟ หลอดไฟ ขวด กระป๋อง กระดาษ ตอนทิ้งขยะไม่ต้องห่วง โดนจับแยกหมดอะไรขายได้จับแยกหมดเพราะของที่ขายได้คือของที่เอากลับไปใช้ได้

พ่อสอนเรื่องนี้ผมตั้งแต่เด็ก แต่ผมไม่เคยรู้เลยว่า มาวันนี้มันจะเรียกว่า Circular Economy หรือ เศรษฐกิจหมุนเวียน ได้ยินครั้งแรกงงอนู่ตั้งนาน ว่าเริ่องอะไร เริ่องแบบนี้เดี๋ยวนี้ต้องมารณรงค์กันแล้วเหรอ ผมนึกว่าเป็นกันทุกบ้านแล้วซะอีก….

อนาคตจะมีเริ้องอะไรอีกน้าาาา ที่ต้องรณรงค์ อย่างเช่น เวลาข้ามถนนให้เงยหน้าทาดูรถบ้าง เพราะ มองแต่โทรศัพท์ หรือ เวลาขึ้นรถโดยสารให้ลุกให้คนชรานั่ง เพราะมนรถมีแต่คนชรา อะไรแบบนี้หรือเปล่า ยิ่งนานวันก็ดูเหมือนเราเวียนวน อยู่กับเริ่องเก่าแต่มุมมองใหม่ และทีทางออกใหม่ๆ ได้ทุกวัน

ในวาระสุดท้ายของพ่อ บทเรียนสุดท้ายที่พ่อสอนผมไว้ ไม่ให้เหลือ Waste แบบใช้หมด คือการบริจาคดวงตาให้สภากาชาด ผมยืนดูเจ้าหน้าที่นำดวงตาออกจากร่างน้ำตาไหลพราก ส่วนร่างก็บริจาคศิริราช ไปเป็นอาจารย์ใหญ่ที่ ม.รังสิต

แบบนี้เรียก Circular Economy ตัวพ่อที่แท้รู…

กราบ

คิดถึงพ่อ นะครับ

#mydad

เรียนหนังสือ


เมื่อวานไปเรียนหนังสือมาครับ ..
ตามแผนปรับปรุงรอยหยักในสมอง ในช่วง 9 ปี ของผม.. 555

จะว่าไปสองเดือนนี้ ไปหาความรู้มาสามวิชาละ

– Low code – Thunkable
– Visualization – Power BI
– Design Thinking

สองเรื่องนั้นเป็นความสนใจ+ภาวะจำเป็นที่ต้องรู้ ไม่รู้ก็เอามาทำงานไม่ได้ ส่วนอันที่สามนี่ที่เรียนเมื่่อวาน

เป็นเรื่องที่ต้องรู้เหมือนกัน เพราะไม่แน่ใจว่า ที่รู้ๆมา มันมีจุดทีเราเข้าใจไม่ถูกอยู่ตรงไหนบ้าง

ทั้งสามเรื่องมีความคล้ายกันสองอย่าง
1. ไม่ได้เรียนเล่นๆ ประดับสมองละ แต่ถือว่าเรียนแล้วก็ต้องเอามาใช้งานเลย ..
2. ทั้งสามคอร์สเรียนฟรี หมดเลย .. เจ้านายใจดี ขอไปแล้วไม่ห้าม

หลังจากนี้กะว่าจะหาอะไรเรียนเดือนละเรื่องครับ ..
หนังสือหากจัดเวลาได้ก็ต้องอ่านให้เยอะขึ้น…

สมองยิ่งเก่า ยิ่งต้องใช้เยอะๆ ละครับ .. ไม่งั้นมันละลายหมด ^^

หลักสูตร Design Thinking อาจารย์ลูกหมี ไปเรียนมาตอนแรกก็ไม่รุ้ว่าเป็นแนวไหน แถมน้องที่ไปเรียนด้วยยังถามว่า พี่ป๋องยังต้องมาเรียนอีกเหรอ

เรียนซิครับ เรียน .. ความรู้มีตลอดเวลา ยิ่งเรียน ยิ่งรู้ว่า เรารู้น้อยลงเรื่อยๆ

หลักสูตรนี้ จะพูดถึงการไปหา Requirement ของลูกค้า และ กลับมาคิดเป็น idea จนถึงเทคนิคการทำ ต้นแบบ เพื่อให้เกิดการ test to learn

รูปแบบการเรียน “แน่น” มากเลย เพราะ เป็นหลักสูตรทดลอง test and learn เหมือนกัน เพราะปกติเรียนสองวัน ก็มาเหลือวันเดียว และคิดว่า content หลักจะอยู่เหมือนเดิม ทึี่หายไปคือช่วง ฝึกฝน กับ ช่วงง่วง

ที่เหลือ ก็ฝึกฝน สะสมชั่วโมงบิน ออกไป test แล้วก็ learn อีกหลายๆ รอบ

สักวันก็คงจะเก่งเอง ….

ขอบคุณ อาจารย์ลูกหมี Sanit Phoobubpha นะครับ นำมาถ่ายทอด ได้แบบมีอรรถรส และได้ความรู้ไปพร้อมๆ กัน

Work every where…


ช่วงนี้ Office โดนปรับเปลี่ยน แนวความคิด Co working space ได้นำมาปรับใช้

เดือนนี้ทั้งเดือน ทำงานได้ทุกที่จริงๆ สัปดาห์หน้าก็จะย้ายกลับไปที่ Office ที่ปรับปรุงใหม่แล้ว

ในรูป เป็นที่ๆ มาใช้พื้นที่กับน้องๆ ในทีม คิดงาน ออกแบบ นวัตกรรมใหม่ๆ ในการผลิต ให้เหมาะกับยุค 4.0

สิ่งที่อยู่ในกระดาษในวันนี้เชื่อว่าจะถูกใช้ไปอีก 50 ปีเป็นอย่างน้อย ..งานวิศวกรรมก็แบบนี้ เมื่อเวลาผ่านไปหลายสิบปี เราจะยืนดูสิ่งที่เราสร้างมากับมือด้วยความภูมิใจ

สภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป แต่ คนรู้ใจยังเหมือนเดิม

Back to work


หยุดไปสี่วัน
เป็นสี่วันที่กะว่าจะไม่ทำอะไร ..แต่ก็ทำ To do list ไว้นิดหน่อย

เพราะตั้งใจจะ Reset ร่างกาย จะตอบแทนร่างนี้ที่ให้ใช้มา 50 ปี ด้วยการดูแลให้ดี

ตื่นเช้า(เช้ามาก ตีสาม) หลับๆ ตื่นๆ จนเช้า อากาศวันนี้ร้อนอบอ้าวมาก ผมเหงิ่อออกตั้งแต่เดินมายังไม่ถึงรถ

เช้ามาทานน้ำไปแล้วเกิอบลิตร นึกดีใจที่ติดเครื่องกรองน้ำไว้หลายเดือนก่อน ทำให้ไม่ต้องหิ้วน้ำไปมา บ้านโน้นบ้านนี้

กรุงเทพฯวันนี้ ถนนรถยังโล่งๆ ยังนึกเสียวๆ ว่าจะมาทำงานผิดวัน

ใครกลับมาทำงานแล้วบ้างก็โหวกเหวกหน่อย ที่เที่ยวอยู่ ก็ เอารูปมาอวดให้อิจฉาได้นะครับ

#pingponglife

หูฟัง ===


มีน้องท่านนึง บอกว่า เขาอาศัยฟังเพลงในรถขณะรถติด…
เหตุเพราะ เวลาทำงาน นั้น เขาไม่ชินกับการใส่หูฟัง ขณะทำงานไปด้วย ถึงแม้ว่า จะเห็นว่า น้องๆในที่ทำงานทำแบบนั้นก็ตาม ..

เขาบอกว่า เขาไม่ชิน ..

พูดเรื่องนี้ แล้วผมรู้สึกว่า มันเป็นเรื่องของ ยุคครับ
..
สมัยพี่ป๋องทำงานใหม่ๆ การใส่หูฟังแล้วนั่งทำงานไปด้วย (ในสายงานพี่) ถือว่า เป็นพฤติกรรมที่ไม่แสดงให้เห็นว่า ตั้งใจ ในการทำงานครับ ..

คนรุ่นพี่ จึงไม่ค่อยพบว่า มีใคร ใส่หูฟัง แล้ว ทำงานไปด้วย (แต่การอ่านหนังสือ แล้วฟังเพลงไปด้วย นั้น ก็เป็นเรื่องที่บางคนทำเป็นปกติ)

มาอีกยุคนึง ซึ่ง มือถือ มีการใช้มากขึ้น คนรุ่นพี่ก็รู้สึกว่า ไม่สุภาพนะ ที่นั่งคุยกัน แล้ว เอามือถือขึ้นมากดๆๆๆ เคยมีอยู่ครั้งต้องถามน้องที่กำลังนั่งคุยกันอยู่ว่า ถ้ามีธุระก็ไปทำให้เสร็จก่อน แต่ อย่าเอามาเล่นตรงหน้าเลย .. คำตอบของน้องคือ .. ผมกำลังจด note ที่พี่คุย .. (อันนี้ประมาณสิบปีก่อน)

วันนี้นั่งประชุมกัน คนเอามือถือ ขึ้นมากดเล่น ดูเป็นเรื่องที่ เราต้องเฉยๆ กัน หรือ แม้กระทั่งคนนั่งทำงานแล้วใส่หูฟัง (ฟังอะไรไม่รู้) ก็เป็นเรื่องที่ต้องเฉยๆ กัน .. เพราะน้องก็จะมีความคิดว่า .. เรื่องแบบนี้ ไม่ได้ทำให้ งานเสียหาย ….

พอๆ กับ เจาะหู สักลาย ทำตา ผ่าหน้า ทำนม แปลงเพศ ซึ่ง ไม่มีผลกับงานเช่นเดียวกัน ..

พูดเรื่องฟังเพลง ไปโยงเรื่องพวกนี้ได้ไงเนี่ย

Halloween ปี 2015


เมื่อคืนผมไม่เจอผีเลยสักตัว..ทั้งๆ ที่ตั้งใจจะเจอผีกันเต็มถนน

ก็ Halloween ปีนี้ .. แผนเปลี่ยนครับ มีเหตุให้ต้องเดินทาง มาทำธุระที่ ฝรั่งเศส ซึ่งเดาว่า ทีมงานไม่มีใครเทียวงาน halloween กันแน่ เลยนัดออกเดินทางเอาวันปล่อยผีของผมซะเต็มๆ

ยังจำได้เลยว่า ปีที่แล้วไปเดินดูดเลือดสาวๆ อยู่ที่ข้าวสาร.. เหอ เหอ

Flight ยุโรป นี่บินแถวเที่ยงคืนเช่นเคยครับ .. ผมลากสังขารมาสนามบินแบบสลึกสลือ .. ส่วนหนึ่งเกิดจาก การกลับไปวิ่งที่บ้าน 5 Km ก่อนขึ้นเครื่อง .. เพราะเวลามีเหลือเฟือ

Flight TG บินสิบชั่วโมงครึ่ง เที่ยวนี้ มาด้วย Airbus A380 ลำโต ผมบอกตัวเองเลยว่า คงดูหนังจบอย่างน้อยสามเรื่องในทริปนี้… ซึ่งก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ

เรามาเช้าตรู่ที่ ชาลล์ เดอ โก สนามบิน ของ นครปารีส เอาตอนเช้าตรู่ ขั้นตอนการผ่าน imigration และ custom ดูสบายๆ คนฝรั่งเศสเดินทางจากไทย เยอะมาก คงจะไปเที่ยวกัน ..

ส่วนคนไทย เดินทางมาฝรั่งเศส .. ผมสังเกตได้ว่ามีไม่มากนัก

วันนี้เป็นวันอาทิตย์ครับ หลังเดินทาง เราได้โอกาสนี้ แวะชมสถานที่ในเมือง และ ปรับเวลา ซึ่งบ้านเราจะเร็วกว่าที่นี่ หกชั่วโมง .. นั่นแปลว่า วันแรกเราจะ รู้สึกว่าเราง่วงเร็วกว่าปกติ .. เช่นหกโมงเย็นก็หาวแล้ว .. เพราะบ้านเรา คือ เที่ยงคืน .

แต่ ปารีส ไม่ใช่ หมอชิต ครับ ไม่ได้มากันบ่อยๆ มาแล้วก็ต้องหาชม สถานที่ ที่อยากไปกันหน่อย ..

เที่ยวนี้มีสนิทๆ มากันหลายคน .. รถที่จัดไว้มารับ ที่สนามบิน ่แล้วก็พาไปส่งที่โรงแรมเลย.. รับงานมาแค่นี้ แต่ คนขับ ที่เป็นคนลาว ก็ เอื้อเฟื้อ พาไปแวะจอดสถานที่สำคัญระหว่างทางให้ก่อน .. พร้อมทั้ง พร้อมที่จะพาไปโน่นนี่ ถ้าเราต้องการ .. หากแต่ ทีมงานต้องกลับไปรวมพลกันก่อน

พี่เหนี๋ยม พี่ท่านหนึ่งที่มาด้วย .. บอกผมว่า เขามาฝรั่งเศสหลายทีแล้ว แต่ ไม่เคยไปพระราชวังแวร์ซาย เลย .. ผมเอง เลยบอกว่า งั้นไปกันเลย .. ผมไปด้วย .. เพราะไม่เคยเหมือนกัน

รวมทีมได้ห้าคน ก็ จัดการวางแผนเดินทาง การเดินทาง ที่นี่ ไม่ยากครับ หากแต่ ต้องวางแผน การเดินทางให้ดี และ ที่สำคัญ .. “อย่าประมาท” เพราะ ที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องมิจฉาชีพ พอๆ กับ ที่ อิตาลี

พวกเราเดินข้ามถนนไปยังสถานีรถไฟ รู้จุดหมายแล้ว เพราะ ต้องนั่งไปสุดสาย เพื่อไปยัง แวร์ซาย แต่ทุกคนก็ไม่ชินกับการซื้อตั๋ว เลยไปต่อแถวเพื่อซื้อตั๋วจากพนักงาน .. (คนที่นี่ จะซื้อ จากตู้เป็นส่วนใหญ่ เห็นมีหลายตู้ แต่ ไม่เหมือนกัน)

คนขายมีสองคน แต่ คนซื้อเยอะมาก ระหว่างรอซื้อ ก็มีเจ้าหน้าที่.ใส่ฟอร์มสีน้ำเงิน มาถามว่า จะทำอะไร

“We want to buy the ticket” ผมบอกว่า เราจะซื้อตั๋ว ผู้ชายคนนั้นเลย โยกหัวและ ชี้นิ้วบอกว่า งั้น มานี่ ..

เขาพามาอยู่หน้าเครื่องขายตั๋ว เปลี่ยนภาษาเป็นภาษาอังกฤษ แล้วก็ถามว่า ไปไหน .. กี่คน จะซื้อ ตั๋ว แบบไหน … พูดง่ายๆ ว่ากดให้นั่นแหล่ะ โดยให้เราอ่านไปด้วย แต่ เขากดให้ ..

บอกข้อมูลไปเสร็จสรรพ เครื่องก็รวมเงินให้เสร็จ ทีนี้ยุ่งล่ะ เพราะเครื่อง มันรับแต่ card และ คนไทยอย่างเราก็ไม่อยากเอาบัตรเครดิตมารูดซะด้วย ..

พี่ตู๋ พี่อีกคนในทีมรีบบอกเลยว่า จ่ายแยกเป็นคนดีกว่า .. แกคง อยากแยกบิลด้วย . ผมบอก หมอนั้น เขาก็ดี้ดี เริ่มทำรายการให้ใหม่ ทีนี้ทำทีละคน
ตัวเลขก็ออกมา หารห้า ตกคนละ 23.5 Euro เพราะ นั่งไปสุดสายเป็นชั่วโมง และ ซื้อเป็นตั๋วแบบ day pass หมายถึงว่า นั่งสายอื่นๆ ตลอดทั้งวันนี้ได้ . คิดเป็นเงินก็แพงอยู่ เกือบพัน แต่ เทียบค่าครองชีพที่นี่ ก็ถือ ว่า ปานกลาง

แถวที่ผมยืน เริ่มมีคนมาต่อหลายคน .. ไอ้กลุ่มนี้ ก็ซื้อตั๋วไม่เสร็จกันสักที .. เจ้าหน้าที่เห็นว่าจะยาว ก็เลย กลับไปกด แบบทีเดียว 5 ใบ เหมือนเดิม ทีนี้ เขารู้แล้วว่า เราไม่รูดบัตร แต่จะจ่ายสด เขาเลย เอา card ของเขา รูด แล้ว ก็ออกจากแถว ให้คนที่รอได้ซื้อตั๋ว .. คงจะเกรงใจมาก

ทีนี้ค่อยง่ายหน่อย จ่ายใครจ่ายมันเลย ได้ตัวคนละใบ .. ผมดูตั๋วดูยากมาก เป็นกระดาษแข็งเล็กๆ พิมพ์อะไรไม่รู้เยอะแยะไปหมด แต่ไม่มี information ที่อยากรู้เลย

ซื้อตั๋วเสียเวลาไปพักใหญ่ เลยรีบเข้าไปรอรถเที่ยวต่อไป ที่จะมา เราดูคำว่า Versailles เป็นหลัก ดูทิศเรียบร้อย รถมาก็โดดขึ้นเลย..

ดูแล้ว คงวิ่งเป็นชั่วโมง งั้นนอนสักงีบดีกว่า .. กำลังว่าจะหลับ น้องกาน ที่นั่งมาด้วย พูดถามพี่เหนี๋ยม ..

“พี่ครับเหมือนเราจะมาผิดทาง…”

ผมหายง่วงทันที…

(ไว้มาเล่าต่อ)

Working on the last day


Working on last day
=================
บางทีเรามาทำงานที่เดิมนานๆ ขนาดผม คงเคยถามตัวเองบ้างล่ะว่า ตื่นเช้ามาเดินทางมาที่เดิม หลายๆปี ไม่เบื่อเหรอ….

ผมอยู่ที่นี่มา 25 ปี เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว…หลังทำงานอย่างหนักมานาน และแล้วผมก็มีวันนี้ครับ… วันที่มาทำงานเป็นวันสุดท้าย…

ถือโอกาสเล่าประวัติการทำงานผมที่นี่เลยละกัน…..

‪#‎ปี2526‬ ตอนมัธยม ผมนั่งรถเมล์ ผ่าน ตึก “ปูนซิเมนต์ไทย” ทุกวัน… นึกทุกครั้งว่า ถ้าเรียนจบ ได้ทำงานที่นี่คงจะดี

สมัยนั้น ปูนซิเมนต์ไทย เป็น sponsor รายการ 180 IQ รายการตอบคำถามของเด็กนักเรียน… ผมเองก็ มักเป็นตัวแทน โรงเรียน แข่งพวกนี้ประจำ จำได้ว่า สมัยเด็ก เหมือนความรู้เกินตัว…

…ไม่เหมือนตอนโต … ที่มีใบหน้าเกินวัย….

‪#‎ปี2528‬ สอบเทียบได้ แบบหวาดเสียวจริงๆ เพราะ ไม่เคยอ่านของ ม.6 เลย และ ขาดสอบ เลยตัดสินใจไม่ entrance ให้เปลืองตังส์
หิ้ว Transcript ย้ายมาเรียน ที่ ศ.จ. หนึ่งปี ได้เพื่อน ได้ประสบการณ์ โดนครูตี เป็นครั้งแรก จนขาแตก เกือบมีเรื่องมีราว …(สาเหตุไม่ได้แต่งชุด ร.ด. ไปในวันกืจกรรม เพราะ ซักไม่ทัน -เพิ่งใส่ฝึกวันศุกร์)

‪#‎ปี2529‬ จบมาเลือก วิศวะรวด 4 จาก6 อันดับ … ผลออกมา สอบติดที่เกษตร มหาลัยที่ใกล้บ้านที่สุด แต่ สารภาพเลย ไม่เคยมา… วันรู้ผล มาครั้งแรก อยากได้ ฟิลลิ่ง ตอนเปิดใบประกาศ..^^

ตอน Ent เลือกเรียน ตามความฝัน โดยมีพี่ตุ๋ย Anont Wonggasem เป็น Idol พี่ตุ๋ย เรียนเก่งตั้งแต่อยู่สวนกุหลาบ พอมาเรียนวิศวะจุฬา พ่อบอกเลยต้องให้ได้แบบพี่ตุ๋ย…

พ่อบอกพ่อเรียนน้อยเลยลำบาก เอ็งเรียนเก่งๆ ให้ได้แบบพี่ตุ๋ย โตขึ้นจะได้สบาย ได้มีโอกาสเป็นเจ้าคนนายคน… เชื่อพ่อ บวกกับไม่ชอบท่อง ชีวะ เลยไม่เรียนหมอ ตามที่แม่(เลี้ยง) อยากให้เป็น และสายตาสั้น 650 เลยหมดฝันเรื่องเป็นนักบิน … วิศวะนี่แหล่ะ ตอบโจทย์ เพราะชอบ Physic Match English เป็นทุน

ตอนผลเอ็นฯ ออกผมสอบที่ วิศวชลประทานด้วย ผลยังไม่ออก แต่ได้ที่เกษตร เลยไม่ดูอีกที่ละ กลัวโลเล … ผมยังไม่รู้ผลจนทุกวันนี้เลยว่าผมติดที่ชลประทานหรือไม่…?

‪#‎ปี2531‬ ตอนอยู่ ปี 3 ผมเลือกฝึกงานที่ เครือซิเมนต์ไทย ได้ไปฝึกงาน กับ บ.สยามคราฟ ใช้ชีวิตที่ บ้านโป่งราชบุรีอยู่สองเดือน มีเพิ่อนหลายคน คนที่ยังป้วนเปี้นอยู่ในนี้ คือ โจอี้ ไห่ Srankorn Vitayalertpanya

ได้สัมผัสกับ เครือฯนิดนึงละ

ก่อนจบมี HR มารับสมัครถึงคณะ ผมสมัครไป มีนัดสัมภาษณ์ จำได้ว่าพี่ท่านนึงคือ คุณอดุล อุดล คุณพ่อของรุ่นพี่ที่คณะ … สัมภาษณ์อะไรบ้างผมยังจำได้จนทุกวันนี้… ไม่ได้ถามตรงกับที่เตรียมมาเลย

ผลออกมาผมได้งานที่เครือฯ ..

‪#‎ปี2533‬ เข้ามาทำงานเครือซิเมนต์ไทย … งงๆ ให้ไปรายงานตัวที่ CPAC ตอนนั้น CPAC เป็น บริษัทที่มีสามกิจการ หลังคาเป็นหนึ่งในสามกิจการ ผมไปเริ่มที่นั่น เป็นวิศวกรผลิต
เข้าไปวันแรกไม่มีที่นั่ง พื้นที่แน่นมาก office เล็กนิดเดียว. อาคารสมัยเก่า พื้นฐานโรงงาน ทุกอย่างแคบเล็ก เจ้านายคนแรกคือ พี่ธาดา Tada Tearprasert ตอนนั้นพี่เขาเป็น ส่วนผลิต บอกผมว่าเดี๋ยวจัดโต๊ะพิเศษให้นั่ง ห้องใหญ่ๆ เลย …เราก็ดีใจ เพราะใหญ่จริงๆ ไปนั่งในโรงงาน

ช่วงนั้นขายดี…ทำงานกัน 7วัน ผมน่ะทำห้า แต่ในโรงงานเจ็ด ต้องจัดกะ าลับกันหยุด เข้าไปตอนนั้นพนักงานเขารียกผมว่า “นายช่าง” แต่ถึงเรียกแบบนี้ ช่วงเข้าไปก็โดน “ลองของ” บ่อยๆ …. ไม่มีความรู้ไปสอนอะไรพี่ๆ เขาหรอกจบใหม่ๆ ไปเรียนรู้จากเขาซะมากกว่า… แต่สิ่งที่ต้องทำบ่อยมากคือ การตัดสินใจ ซึ่ง ผมจำได้ว่า มักจะใช้ประสบการณ์ในการตัดสินใจที่มารู้เอาภายหลังว่า ไม่ใช่วิธีที่ถูกเลย…!

ผมทำผลิตได้ปีกว่า พี่วิบูลย์ คงพร้อมสุข ผู้จัดการแผนกตอนนั้น มาชวนผมว่าไปอยู่โรงงานต่างจังหวัดกันมั๊ย… ผมตอบ ok ทันที เพราะ งานที่ทำอยู่ทุกวัน มีเรื่องที่ต้องปรับภาพแวดล้อมมาก … ซึ่ง เงินเดือน 8,000 บาทที่ได้รับ บางทีก็รู้สึกไม่คุ้ม เพราะผมแพ้อากาศง่าย

ที่ทำงานต่างจังหวัดที่ว่านั้นไกลมากครับ อยู่พุทธมณฑลสาย 7 นี่เอง…^^

ย้ายมานี่เปลี่ยนจากผลิต มาดูซ่อมละ ตอนนั้น สนิทกับพี่โบ๋ ประยุทธ กลึงทอง (แกชอบล้อตีวเองว่า ลึงค์ทอง) พี่โบ๋ จิตใจงาม สอนอะไรผมเยอะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การทำความดี คิดดี ทำดี พี่โบ๋ ทำให้คนอื่นมาก ชีวิตบั้นปลายสบายและมีความสุข ผมเห็นกะตา ตอนนี้แกออกไปนานแล้ว ผมเจอล่าสุดยีงหนุ่ม สนุกเหมือนยี่สิบปีก่อน

‪#‎ปี2535‬ ผมเริ่มมาทำงานกับโรงงานเปิดใหม่ ทุกอย่างดูสับสนวุ่นวาย เครื่องจักรแบบใหม่ ทีมงานใหม่ สมัยนั้นทำงานกับฝรั่ง ที่มาจาก อังกฤษ และ ออสเตรเลีย ปัญหาหน้างาน ประสบการณ์ที่ไม่เท่ากัน บวกกับ “ความมั่นใจในตัวเองเกืนไป” ของคนไทย ทำให้ เห็นควาทงมขัดแย้งในการทำงานระหว่างเชื้อชาติ ผมว่า ความสามารถในการใช้ภาษาของเรามีผลมาก…. อยากฝากน้องๆให้ตั้งใจเรียนภาษาอังกฤษให้เยอะๆ

ทำงานโดเขึ้น โดดลง ตอนติดตั้งเครื่องจักร ทำให้ถึงกับเข้าโรงพยาบาล เพราะหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท!

เรื่องที่ shock ผมมากกว่านั้น คือพี่วิบูลย์ เจ้านายที่ชวนผมไปทำงานที่นครปฐม มาเยี่ยมผมหลังผมผ่าตัดหละง (ตอนนั้นอายุ 25 เอง) พร้อมกับบอกว่า..”ผมลาออกแล้วนะ!”

สมัยนั้นผมว่าธุรกิจขยายตัว กำลังพลเตรียมกันไม่ค่อยทัน โรงงานขึ้นกันแทบจะสองปีหนึ่งโรง จนผมรู้สึกว่า “คนขาด” เพราะรู้สึกว่าต้องย้ายไปช่วยแผรกโน้น แผนกนี้ จนเรียกได้ว่าย้าย ทุกสองปี ได้ทำงานทั้งงานผลิต งานซ่อมบำรุง และ งานโครงการ…

พี่อีกท่านที่อดกล่าวถึงไม่ได้ คือ พี่ธาดา Tada Tearprasert ตอนนั้นพี่ ธาดา เป็น MD ที่ต้องดูแล ส่วนวิศวกรรมอีกตำแหน่งหนึ่ง

มีวันนึงพี่เขาเข้ามาที่ office ผมแล้วตั้งคำถามว่า ถ้าโรงงานขยายขึ่นปีละโรงแบบนี้ ผมจะจัดระบบการบำรุงรักษาอย่างไร …คอนนั้นผมเป็นผู่จัดการแผนกบำรุงรักษา..

คำตอบที่ผมตอบคือเพิ่มคน…ให้รับกะบงาน แต่พี่เขาบอกว่า อย่างนี้ถ้าบริษัทใหญ่ไป ก็คงไร้ประโยชน์ เพราะไม่ได้ใช้ความใหญ่ให้เป็นพลังเลย … นั้นคือที่มาทำให้ผมเริ่มระบบการซ่อมเป็น Decentralize แล้ว มาเป็น TPM (Total preventive maintenance) ในที่สุด

วันเดียวกันนั้นเองที่พี่ธาดาสอนให้เห็นความแตกต่างระหว่าง Winner กับ Loser ให้ฟังด้วย …ผมใช้มากับชีวิตจนถึงทุกวันนี้

ช่วงนั้นได้เข้ามามีส่วนร่วมกับการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ … ต้องบอกว่า การแอกผลิตภัณฑ์ใหม่ช่วงนั้น ความรู้แปรผกผันกับความเครียด

เรื่องไหนรู้เยอะ ก็เครียดน้อย…

สินค้าที่ได้เป็นคนทำกับทีมคือ กระเบื้อง Neustile กระเบื้องหลังคาที่ตอนทำ.. เหนื่อยมาก

ทำตัวนี้อยู่ ก็ต้องย้ายไปถิ่นเก่า โรงงานนครปฐม เพราะทางนั้นต้องการคนช่วย มาเที่ยวนี้ได้มาร่วมงานกับพี่หลายๆคน รวมทั้งพี่ตี๋ Boonsak Huttpor

จนกระทั่งวันนึงพี่ทอง ธนศักดิ์ สาคริกานนท์ มาหาและถามว่า สนใจไปทำงานที่กัมพูชากันมั๊ย…. ภาพ กัมพูชาในหนัง Killing field ลอยมา… แล้วผมก็ตอบว่า…

“ไปครับ”

‪#‎ปี2001‬ ได้มาทำงานต่างประเทศ ฟังดูหรูดี แต่ เป็นประสบการณ์การทำงานที่ดีเยียมสำหรับผมเลย เพราะ มาที่ กัมพูชา ภาพต่างๆ ที่เคยจินตนาการ เปลี่ยนไปหมดเมื่อมาอยู่จริง ผู้คนที่นี่น่ารัก และ ผมก็รักพวกเขา เพื่อนๆ คนไทย ก็ ดี้ดีครับ บรรยาการ มิตรภาพ เหมือนสมัยเรียนหนังสือกลับมาก็ตอนนี้ . ผมซาบซึ้งคำว่าเพื่อนมากกว่าครั้งใดก็ที่นี่ ..

ระหว่างทำงานได้อยู่ในเหตุการณ์การเกิดจราจล เผาสถานฑูตด้วย เป็นจังหวะที่ไม่ดี แต่ ก็เป็นประสบการณ์ที่สอนให้ระมัดระวังและเตรียมพร้้อมต่อสภานการณ์ฉุกเฉินของผมเอง

‪#‎ปี2005‬ กลับมาทำงานที่เมืองไทย และ ได้เวียนไปดูแลงานที่กัมพูชาด้วย อยู่แปดเดือน เป็นประสบการณ์ที่หนักหน่วง เพราะ พ่อเจ็บหนักก็ตอนนั้น .. ตอนนั้นสอนให้รู้ว่า ปัญหาหนักขนาดไหน ถ้าเราผ่านมันไปได้ เราจะแข็งแกร่ง

ปัจจุบันมีความสุขมากกับการทำงาน และ เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ได้ตลอด ปีนี้ ทำงานมาครบ 25 ปีแล้วครับ เลยอยากรำลึกความหลังตั้งแต่ทำงานมา

วันนี้ทำงานถึงวันศุกร์ กะว่าจะ Vacation สักสัปดาห์ เลยมา โพสไว้ครับ สำหรับการทำงานวันสุดท้ายของ Brake นี้

ขอบคุณที่ติดตามครับผม

เขียนไว้ใน facebook เล่นเอาเพื่อนตกใจ