Posts from the ‘งานอดิเรก’ Category

ภูติสองตน


ผมมีภูติอยู่สองตน
ภูติขาว – จะคอยเตือน ให้ระวัง
ภูติแดง – คอยให้กำลังใจ ผลักดัน

สองตนนี้อยู่กับผมเสมอตั้งแต่เด็ก สองตนนี้ไม่เคยคิดเหมือนกัน เถึยงกันประจำ เมื่อเช้าเถึยงกันอีกละ…

ขาว : จะรีบตื่นไปไหนล่ะ ตีสี่ครึ่งเอง อากาศน่านอน
แดง: ลุกได้แล้ว ตั้งใจวิ่งให้ได้ 100 โล เดือนนี้ไม่ใช่เหรอ
ขาว : นอนต่อเหอะ นอนไม่พอเดี๋ยวก็ไม่สบาย อาทิตย์นี้ลุยงานเยอะ นอนน้อยไม่ใช่เหรอ…
แดง: เบี้ยวไม่วิ่ง มาสามวันแล้วนะ.. เรื่องแค่นี้ยังตั้งใจทำไม่ได้ แล้วจะมีปัญญาทำอะไรสำเร็จ…!

ประโยคสุดท้ายทำให้ผมได้คิด การเอาชนะใจตนเป็นเรื่องท้าทาย

บังคับตัวเอง เรียก มีวินัย
บังคับคนอื่น เรียก เผด็จการ

เงยหน้าขึ้นมาอีกที…ผมวิ่งจบ 10 km ไปเรียบร้อยแล้ว…^^

พรุ่งนี้วันเสาร์ ตื่นมาออกกำลังกันนะครับ

Share ต่อ ถ้าอยากให้เพื่อนแข็งแรง

ป๋อง
‪#‎แข็งแรงดี‬
‪#‎pingpongrun‬

Review Nikon AW 130 กล้องกันน้ำ 30 เมตร


หลังเจ้า Cannon A110 ของผมจากไปอย่างสงบ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เนื่องมาจากเอามาถ่ายภาพ ตอนไปเที่ยวน้ำตก แล้วฝนดันกระหน่ำลงมา จนซุกยังไงก็เปียก .. ทำให้เจ้า shutter มันวิ่งแบบมีชีวิตทุกครั้งที่เปิดกล้องทำงาน..
อาการ shutter รวนคราวนี้ ทางศูนย์ บอกว่าค่าเยียวยา สูงถึง 6,000 กว่าบาท เทียบค่าตัวแกะกล่องแล้วต่างกันไม่มาก ผมเลยต้องตัดใจกลายร่างกล้องเป็นที่ทับกระดาษไป

คราวนี้เลยระบุ spec แบบว่า เอาให้ sure เรื่องน้ำไปเลย โดยไปโพสถามใน facebook ได้ข้อมูลมาหลายรุ่น แต่สะดุดตาเอารุ่นนี้คือ Nikon AW 130 กล้อง compact หน้าตาสี่เหลี่ยม ที่ผมมองแว๊บแรกก็รู้สึกเหมือนอุปกรณ์ที่ใช้ใต้น้ำในทันที เพราะ รูปแบบของปุ่มต่างๆ ออกแบบมาให้กันน้ำได้ เพราะ ชีวิตหลังๆ ของผมจะโลดโผนเยอะ
Nikon Coolpix AW130 Specification

  • เซนเซอร์ CMOS ขนาด 1/2.3″ ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล
  • ISO 125-6400
  • เลนส์ซูมออฟติคอล 5x ระยะ 24-120mm f/2.8-4.9
  • ถ่ายภาพต่อเนื่อง 7 ภาพต่อวินาที
  • จอแสดงผล OLED ขนาด 3.0″ ความละเอียด 921,000 พิกเซล
  • ถ่ายวิดีโอ Full HD 1920×1080 ที่ 60i, 50i, 30p, 25p
  • มี Wi-Fi และ NFC ในตัว
  • มี GPS ในตัว พร้อมแผนที่ในตัวและฟังก์ชั่น Point of Interest(POI)
  • กันน้ำลึก 30 เมตร ทนอุณหภูมิได้ -10 องศาเซลเซียส ทนการตกจากที่สูงได้ 2.1 เมตร
  • หน่วยความจำในตัว 473MB
  • ใช้แบตเตอรี่ EN-EL12
  • น้ำหนัก 221 กรัม

สารภาพตามตรงเลยว่านี่เป็นกล้อง Nikon ตัวแรกของผม หลังจากใช้ Cannon ท้้งกล้องเล็กกล้องใหญ่มาหลายตัว ่ลุยไปทุกๆ ที่ ก็ต้องบอกว่า ทนใช้ได้ จนกระทั่งมาเจอเรื่องน้ำนี่แหล่ะ ที่ทำให้ ต้องมองหาสิ่งใหม่ที่ตอบโจทย์ ดังนั้น สิ่งที่มองหาก็ต้องเน้นทนทาน ทั้งเรื่องกระแทก และ กันน้ำ เพราะไม่มีปัญหาจะซื้อกล้องใหม่บ่อยๆ  ทีนี้เวลาซื้อกล้อง สิ่งที่จะทำการเปรียบเทียบก่อนก็คงจะเป็นพวก function ต่างๆ ดูเร็วๆ ก็พบว่า ตัวกล้องรุ่นนี้ มี mode ในการถ่าย และ แต่งภาพ build in เอาไว้ พอสมควร เดี๋ยวตอนใช้งาน คงจะดูกันละเอียดต่อไป

กล้องตัวใหม่สำหรับการผจญภัยของผม

กล้องตัวใหม่สำหรับการผจญภัยของผม

ก่อนอื่น มาทำความเข้าใจในเรื่องของความทนทาน ต่อการใช้งาน ที่เป็นสิ่งที่ผมต้องการเป็นอันดับแรกดูก่อน

เรื่องของการกันน้ำ มีการบอกไว้ว่า สามารถกันน้ำได้ลึก 30 m

เรื่องของการทนต่อการหล่น บอกไว้ว่า สามารถทนต่อการหล่นจากที่สูงได้ 2 m

มาทำความเข้าใจกันทีละเรื่องก่อน

เรื่องกันน้ำ ตัวกล้องออกแบบด้วยค่า IP68 แสดงว่า กันน้ำระดับ 8 และ กันฝุ่น ระดับ 6 ทำให้ถ่ายใต้น้ำได้ลึก 30 m เป็นเวลา 60 นาที ถ้าลึกหรือนานกว่านั้นที่ความลึก 30 m โอกาสน้ำเข้าจะมี

เท่าที่ดำมา 30 m นาหนึ่งชั่วโมง ก็ไม่ใช่การดำน้ำธรรมดาแล้วล่ะครับ เพราะถ้า open water ปกติก็ดำกัน ไม่เกิน 18 m

ถ่ายภาพใต้น้ำสวยๆ

ถ่ายภาพใต้น้ำสวยๆ

แต่การใช้งานไม่ได้บอกว่า จะรับประกันทุกกรณีการใช้นะครับ เพราะ ต้องทำความเข้าใจด้วยว่า

1. ห้ามดำลึกกว่า 30 m

2. ห้ามใช้งานต่อเนื่องใต้น้ำนานกว่า 60 นาที

3. ช่วงอุณหภูมิใช้งาน 0-40 C

4. ห้ามใช้งานที่น้ำพุร้อน

5. ห้ามเปิดฝาขณะอยู่ใต้น้ำ (อันนี้ควรรู้อยู่แล้ว)

6. ห้ามให้กล้องรับแรงกระแทกขณะใช้งาน  อย่ากระโดดลงน้ำพร้อมกับกล้อง หรือ ให้กล้องอยู่ในสภาวะที่น้ำมีแรงดันสูง ดังนั้น ค่อยๆ หย่อนลงหรือ กันกล้องดีๆ ตอนโดดลงน้ำ (Giant strike)

7. กล้องไม่ลอยน้ำ เมื่อเทียบกับ กล้องที่ใส่ housing แล้ว กล้องจะจมเร็วกว่า ดังนั้น ระวังด้วย

เรื่องการกันกระแทก การกันกระแทกนี้ ทำการทดสอบใน lab ของ Nikon เอง โดยให้ตกจากความสูง 210 cm บนไม้อัดหนา 5 cm อันนี้ Nikon ไม่ได้คิดเอง แต่ เป็นไปตาม มาตรฐาน MIL-STD 810F Method 516.5-Shock ซึ่งเป็นมาตรฐานการทดสอบของกระทรวงกลาโหมของ USA
โดยการทดสอบนี้ จะเป็นการปล่อยกล้อง 5 ตัวลงมาด้วยทิศทางต่างๆ 26 ท่า (ขอบ 8 มุม 12 และ ด้าน 6 ท่า) จากความสูง 122 cm โดยดูว่า กล้อง 1-5 ตัวต้องผ่าน ถ้ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น กล้องอีกห้าตัวจะถูกส่งมาทดสอบ เพื่อให้มั่นใจว่า 1-5 ตัว ผ่านการทดสอบ

ขนาดและการจับ เรื่องนี้ จำเป็นสำหรับผมมาก เพราะว่า ผมใช้งานทั้งขี่มอเตอร์ไซต์ และ ดำน้ำ ซึ่งใส่ถุงมือทั้งคู่ ชนาดกล้องประมาณ 110.4, x66.0, x26.8 มม. (4.4, x2.6, x1.1 นิ้ว)  ตัวเครื่องมี หูสำหรับ ร้อยเชือกห้อยคอ ซึ่งใช้งานจริง ผมคงต้องใส่ เชือกที่เป็นห่วงคล้องมือด้วย เพราะ ใช้บ่อยกว่า

เทียบขนาดเมื่อถือด้วยมิอข้างเดียว เพราะหลาย shot ผมต้องถ่ายตอนขี่มอเตอร์ไซต์

เทียบขนาดเมื่อถือด้วยมิอข้างเดียว เพราะหลาย shot ผมต้องถ่ายตอนขี่มอเตอร์ไซต์

ตัวกล้องลื่นๆ แต่มี Grip สำหรับ จับด้วยมือขวา แน่นหนาทะมัดทแมง ปุ่มกดแต่ละปุ่มต้องออกแรงกด โดยทำปุ่มที่ใช้งานบ่อย มาให้ที่ด้านซ้ายของกล้อง ที่เป็นปุ่มใหญ่สามปุ่ม
สามปุ่มนั้น มีหน้าที่ดังนี้
ปุ่มบนสุด เป็นการเข้าสู่ แผนที่ Digital ที่ติตตั้งไว้ในเครื่อง และ สามารถแสง เข็มทิศ ได้ด้วย เรียกได้ว่า ไม่ต้องกลัวหลง
ปุ่มกลาง เป็นการจัดการเกียวกับ เรื่องการเชื่อมต่อ WiFi ไว้ ใช้งานแล้วจะมาเล่าให้ฟังครับ
ปุ่มล่าง เป็นการสลับโหมดการทำงานจากการกดปุ่มเป็นแบบสั่งการด้วยการเคลื่อนไหว เช่น สั่น หรือ เอียงเครื่อง ซึ่ง ในแง่ของ Adventure คิดว่า mode นี้ จำเป็นครับ แต่ สั่งด้วยการเคลื่อนไหวแบบนี้ จะได้เป็นบางอันที่ใช้บ่อยนะครับ ไม่ใช่ทุก function

ตัวปุ่มกันน้ำ สามปุ่มใหญ่ด้านข้าง

ตัวปุ่มกันน้ำ สามปุ่มใหญ่ด้านข้าง

การเชื่อมต่อกับไร้สาย

หลังจากกล้องตัวที่แล้วของ Cannon ซึ่งมี Wifi เชื่อมต่อ ทำให้ สามารถโอนภาพจากกล้องเข้า smartphone ได้ ทำให้สามารถ นำไปอวดกันใน โลก Social ทันที ผมเลยคิดว่า Function นี้ เป็น Function จำเป็นของผมไปแล้ว
ทางเลือกนึงสำหรับคนที่ใช้กล้องแบบไม่มี Wifi ก็คือ ใช้ SD Card แบบที่มี Wifi ในตัว เท่าที่สอบถาม 16 GB ก็ราคาอยู่ที่ พันกว่าบาทครับ
สำหรับ Nikon AW130 ตัวนี้ ให้ wifi มาเลย แถมให้ NFC มาด้วย (อ่านเพิ่ม NFC คืออะไร)

เชื่อมต่อไร้สายแล้วได้อะไร ถามผมก็ตอบง่ายๆ ดังนี้ครับ

1. ดูภาพในกล้อง (ปกติดูจากกล้องก็ได้ แต่ ถ้าจอใหญ่ไม่สะใจ ก็เอามาดูใน tablet หรือ มือถือแทน)
2. โอนภาพที่ต้องการ เข้ามา smartphone หรือ tablet โดยดูแล้วเลือกไว้ หรือ จะโอนมาหมดเลยก็ยังได้
3. สั่งการกล้องจากโทรศัพท์ อันนี้ ถ้ามี ขา selfie ก็ใช้มือถือเป็น remote ได้เลยครับ

การเชื่อมต่อ  วิธีการไม่ยากครับ

1. ทำการ load App ชื่อว่า Wireless Mobile Utility ซึ่งมีทั้งบน Android และ iOS ลงใน smart phone ก่อน

2. กดปุ่มเชื่อมต่อไร้สาย (ปุ่มกลางที่อยู่ด้านซ้าย) ของกล้อง หน้าจอที่กล้องจะแสดง ชื่อ ID ของ กล้องขึ้นมา

3. กดปุ่ม wifi บน smartphone และ ทำการ pair โดยทำการ pair ให้ตรงกับ ชื่อ ID ของกล้อง

4. เปิด App ตัว wireless mobile utility บน smartphone โดย ให้ โปรแกรมนี้ อยู่บนจอนะครับ ไม่ใช่ เปิดแล้ว ไปเล่น facebook หรือ app อื่น การอยู่หน้าจอ จะเป็นการ active ตัว app ให้ทำการเชื่อมต่อกับกล้องอย่างสมบูรณ์

5. บนหน้าจอ smartphone จะมีคำสั่งให้เลือกสองอันคือ เป็น remote กับ การ View ภาพ

6. บนหน้าจอ กล้อง จะมีคำสั่งในการ ส่งภาพ หรือ ให้เลือก แล้ว mark เพื่อทำส่งทีละหลายๆ ภาพ

ผมจะเน้น Function ที่ผมมองว่า แปลก และ น่าสนใจก่อนนะครับ ส่วนเรื่องพื้นฐาน ก็จะเล่าหลังๆ เดี๋ยวจะมาเล่าต่อ ถึงการสั่งการด้วยการเคลื่อนไหว ซึ่งผมมองว่า เป็น Function ที่ออกแบบมาสำหรับ การผจญภัยครับ
(ยังไม่จบครับ จะมา reivew ต่อเรื่อยๆ)  เข้ามาอ่านแล้ว ลงชื่อให้ความเห็นไว้นะครับ

2014 in review ปีนี้เขียนเรื่องต่างๆ ไปพอควร


The WordPress.com stats helper monkeys prepared a 2014 annual report for this blog.

คัดมาให้ดู:

เค้าบอกว่า Opera house ที่ Sydney  สามารถจุคนได้ 2,700 คน ปีนี้ Blog ผมมีคนเข้ามาดู 47,000 ครั้ง ถ้าเปรียบว่า ถ้าเราไปจัด Concert ที่ Opera house นั่นหมายถึง เราจะขายบัตรได้ถึง 17 รอบ ..
อุต๊ะ ถ้าอย่างนี้ ก็รวยเละซิเนี่ย…

อยากดูรายละเอียด ก็ click link นี้ครับ 

Here’s an excerpt:

The concert hall at the Sydney Opera House holds 2,700 people. This blog was viewed about 47,000 times in 2014. If it were a concert at Sydney Opera House, it would take about 17 sold-out performances for that many people to see it.

Click here to see the complete report.

โผผิน เพชรชิงชัย


เป็นคำถามที่วนเวียน หาคำตอบ … เมื่อผมได้เจอเหตุการณ์เช่นนี้ ที่เกิดขึ้นเมื่อวาน …

เย็นวันอาทิตย์ …ขณะที่ผมมาเดินเล่นอยู่ในสวนป่าเฉลิมพระเกียรติ สวนสาธร ที่นี่เป็นสวนเล็กๆ ที่อยู่ใต้สะพานตากสิน ด้านฝั่ง คลองสาน

ใครเคยมา คงจะทราบว่า เย็นๆ อย่างนี้ ข้างในจะมีคนมาออกกำลังกัน เยอะครับ เพราะมีการจัดทำอุปกรณ์ การออกกำลังหลากหลาย รวมทั้ง มีลู่ ให้ ทั้งวิ่ง ทั้งเดิน …

ที่นี่ ..อาจจะไม่กว้างขวางเหมือนสวนที่อื่น แต่ ก็ถือว่าสะดวกสำหรับคนแถวนี้

“เฮ้ย ต่อยอย่างนี้ ต่อยหมามันยังไม่ร้องเลย…” เสียงดังแว่วมาจากด้านริมน้ำ

ผมมองออกไป เห็น ชายอายุสักเจ็ดสิบ กำลัง สอนท่ามวยให้กับ พี่คนหนึ่ง ..

“ต่อยออกมาแรงๆ ไม่ต้องง้าง …ง้างทำไม… เอ้อ …มันต้องต่อยอย่างนี้….” ครูมวยรุ่นใหญ่ ท่านสอนต่อ สีหน้าดูจริงจัง

ผมยืนดูอยู่พักนึง รุ้สึกถึงศิลปมวยไทยอันสวยงาม ศิลปที่จำได้ว่าตอนเด็กๆ จะพบเห็นบ่อย เพราะ แถวบ้านมีค่ายมวย และ ตามงานวัด ก็จะมี การต่อยมวย ให้ชาวบ้านได้ดูได้เชียร์ 
คนที่ได้ดู การต่อยมวยไทย จะทราบว่า มวยไทย เป็นศิลปที่ สอนให้รู้จักใช้อวัยวะของร่างกาย มาเป็นอาวุธป้องกันตัวได้เป็นอย่างดี … ไม่ว่า มุมไหน เหลี่ยมไหน ครู พลิกแพลงมาเป็น อาวุธได้หมด

“ท่านเป็น ครูมวย และ นักมวยรุ่นเก่า นะครับ ..” พี่คนข้างๆ มือสวม เป้าซ้อมต่อย เดินมาทักผม … “โผผิน น่ะ พี่เคยได้ยินมั๊ย…” 

โผผิน … ชื่อนี้ ผมคุ้นครับ เพราะไม่ได้ยินชื่อนานแล้ว … นักมวยที่ชื่อ โผผิน เพชรชิงชัย เป็นนักมวยรุ่นเก่า ตั้งแต่สมัย รุน พุฒ ล้อเหล็ก หรือ แสนศักดิ์ เมืองสุรินทร์ โน่น ..
ที่คุ้นชื่อ เพราะ ตอนที่อยู่นางเลิ้ง เพื่อนบ้านเป็นหัวหน้าค่ายมวยครับ … เลยได้ยิน ได้เห็นการซ้อมมวย แถม บางวัน ตอนเช้าๆ ยังได้ออกไป วิ่งกับนักมวยในค่ายด้วย เป็นประสบการณ์ ชีวิต

“อ้อ …โผผิน เพชรชิงชัย .. ผมรู้จักครับ …” ผมลองนับปีดู … “.. โอ้ว ท่านยัง มาสอนมวยอยู่เหรอเนี่ย…” เพราะนับๆ ไปแล้วท่านต่อยตั้งแต่ผมยังไม่เกิด …ยิ่งคิด ผมยิ่งดีใจที่ได้เจอ อดีตนักมวยไทย ที่เป็นผู้ใหญ่ ที่ยังแข็งแรง

ผมมองออกไป เห็น ครูมวย อายุประมาณเจ็ดสิบ แต่ว่า ยังแข็งแรง และ ยังสายตาดี… อย่างกับ หนุ่มๆ  สอนลูกศิษย์ ต่อยมวย อยู่ข้างหน้า …

ครูโผผิน ซ้อมลูกศิษย์ อยู่พักใหญ่ จน ดูแล้ว ลูกศิษย์ จะเริ่มหมดแรง เลยสั่งให้หยุดซ้อม แล้วหันมาทางผม…

“ลองซะหน่อย มั๊ย ล่ะ …ใส่นวมลงมาเลย… ” ครู กวักมือ ชวน …

โอกาส อย่างนี้ .. ไม่พลาดอยู่แล้วครับ ….

“แก๊ง….” เหมือน เสียงระฆัง ดังขึ้น ในใจ ในขณะที่ผม ก็ ปรี่ลงไป หาครู…

Trip 2013/14 ขี่รถไปมาเลย์ (ช่วงที่เจ็ด ตะกั่วป่า – นนทบุรี)


ความเดิมตอนที่แล้ว วันที่หก

วันนี้เป็นเข้าวันที่เจ็ดของการเดินทางครับ
ผมไม่เคยหยุดมาขี่รถนานๆ ขนาดนี้มาก่อน ..ต้องถือเป็น การพักผ่อน อีกแบบที่อยากทำมาตลอดชีวิตครับ
อากาศที่ อ.ตะกั่วป่าวันนี้ดีมาก รู้สึกเหมือนกับเมื่อคืนมีฝนตกลงมา ที่ต้องบอกว่ารู้สึกเพราะผมหลับไม่รู้เรื่องเลย คงจะหลับสนิทมาก
เมื่อคืนพี่เนาว์นัดผมแปดโมงมารับ ผมเหลือบมองนาฬิกาพอเข็มวินาทีตี แปดโมง รถพี่เนาว์ ก็วิ่งเข้ามาพอดี … ตรงเวลาเป๊ะ

พี่เนาว์ พาผมไปทานติ่มซำ ที่ร้าน ไก่โต้ง ร้านนี้คนแน่นร้านเลยครับ โดย มีครอบครัวของพี่เนาว์ ครบทุกสมาชิก ออกมาทานกัน …
ผมรู้สึกเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวพี่เนาว์ ในชั่วเวลาหนึ่งคืน … ซึ่งจริงๆ แล้ว พี่เนาว์เคยเจอผมตอนที่ไปทริป แม่สอด เมื่อ มกรา ปี 2555 ครั้งนั้น ผมออก ทริปกับกลุ่ม CVT เป็นครั้งแรก แล้วมีอุบัติเหตุ จนคนจำได้ พี่เนาว์ โทรหาผมวันที่ 20 มกรา ปีเดียวกัน นั้น สอบถามอาการ แล้วก็ ออกปากชวนผมขี่รถมาเที่ยวทางใต้ ซึ่ง จากวันนั้น ถึงวันนี้ วันที่ 11 เมษา 2556 ปีกับอีก สามเดือน ผมก็ได้มาตามคำชวน
ผมว่า เราคงต้องมีอะไรผูกพันกันมา แต่ชาติก่อนน่ะครับ ชาตินี้ เลยได้มีกิจกรรมร่วมกันดีๆ อย่างนี้

พี่เนาว์ ขี่รถออกมาส่งผมจนถึงปากทาง ตะกั่วป่า จากนั้น ผมก็มุ่งหน้าสู่ระนอง …ท้องฟ้าข้างหน้าดูครึ้มๆ มีลุ้น กับสายฝนข้างหน้า ระยะทาง 188 km ผมใช้เวลาสองชั่วโมงก็มาถึงระนองเอาตอนก่อนเที่ยงพอดี
ตามแผนเดิมกะว่าจะมานอนระนองนี่แหล่ะครับ วันสุดท้ายจะได้ วิ่งไม่ยาว แต่ เปลี่ยนแผนนอนตะกั่วป่า วันนี้ เลย ยาวที่สุด เพราะต้องวิ่งเกือบพันโล และ มาแวะทานอาหารที่ร้านถอดรองเท้า


น้องแมน สมาชิกในคลับ ทักผมใน Facebook และเชื้อเชิญให้แวะครับ จะได้ รู้จักกัน น้องแมนเลยเป็น โต้โผ นัดหมายในวันนี้ โดยมีน้องทศเข้ามาร่วมทานข้าวด้วยอีกคน จากเดิมที่กะว่าคงจะเจอพี่หนุ่มเพียงคนเดียว
พอเจอกัน ก็มีเรื่องคุยกันสนุกครับ แผนเดิมตั้งใจว่าจะออกจากระนอง ประมาณเที่ยง เลย ยืดออกไปเป็น บ่ายโมง เพราะคุยกันเพลิน
ทานข้าวเสร็จ ฝนที่เพิ่งตกมาก็หยุดพอดี ผมเลยออกเดินทางต่อ ซึ่งเส้นทางหลังจากนี้ ทางเจ้าถิ่น แนะนำว่า ประมาณ 20-30 Km แรกให้ไปเรื่อยๆ ไม่ต้องเร่ง เพราะ ถนน โค้งเยอะ มีการก่อสร้าง และ หลังฝนตก มันจะ ลื่นมาก
ผมปฏิบัติตามคำแนะนำ ครับ และ ระหว่างทางฝนก็ตกลงมาอีก ทำให้ต้องหลบฝน และ ใช้ความเร็วน้อยลงไปอีก เพราะ ถนน เป็นฟองขาว และ ลื่นมากๆ


ผมพ้นตรงเส้นทางนั้นออกมา ก็ทำความเร็วจนมาเย็นที่ปราณบุรีครับ ซึ่งที่ปราณบุรี ตอนขามาผมโทรหา พี่ไมค์ ที่นี่มาทีนึงแล้ว ว่า ขากลับ อาจจะมีแวะมาทักทายตอนนี้ เกือบหกโมงเย็น ยังไง ผมก็ ต้องกลับถึงกรุงเทพฯหลังมืดอยู่ดี ตอนนี้ ความเร่งรีบ ในการกลับ ก็ลดลงไป เพราะ ยังไง ก็มืด

ผมเลยตัดสินใจเข้าไปทักพี่ไมค์ ซึ่งวิ่งเข้าไปอีก เกือบยี่สิบกิโล ไปยัง Taskana resort สวย ของพี่ไมค์
ผมเอง เจอพี่ไมค์เป็นครั้งแรกครับ หลังจากคุยกันอยู่พักใหญ่ เพราะ พี่ไมค์ ก็ใช้ Versys อยู่แถบนี้เหมือนกัน เราเลยพูดคุยทำความรู้จักกันพักใหญ่ จากนั้น พี่ไมค์ กับแฟน ก็พาผมเข้าตลาดไปทานของอร่อยทานกัน
ผมอยู่กับพี่ไมค์ จนถึงประมาณ สองทุ่มครึ่ง ก็ขอตัวลากลับ …

ระยะทางที่เหลืออยู่อีกสองร้อยกว่าโล มขี่ท่ามกลางความมืด และ ถึงกรุงเทพฯ โดยปลอดภัย ในสองชั่วโมงต่อมา
ทริปนี้ สนุก และ มีความสุขมาก ทั้งเส้นทาง การขี่รถ สิ่งที่ได้เจอตลอดทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้คนที่ล้วนแต่น่ารัก
รถ Versys วิ่งดีครับ ไม่มีปัญหา งอแง หลังจากผมใช้งานมา สามหมื่นสามพันโล ในระยะปีสามเดือน ที่ผ่านมา ต้องบอกว่า นำมาใช้งานได้เต็มที่ ไม่มีเรื่องกังวลใจ
ต้องขอขอบคุณพี่ๆ ทุกคนที่ ให้การดูแล อย่างดี ตลอดทางเลยครับ
พี่จิ้ว น้องออม ที่ทำให้ผมมองสายใต้ด้วยมุมมองใหม่

น้องเจมส์ น้องกาน ที่แวะเวียนมาทักทาย

พี่โอ๊ด ความเร็วของพี่ ทำให้ผมอยากเปลี่ยนรถไปขี่จรวดแทน

พี่โหน่ง น้องนุก สละเวลามาเจอผม ประทับใจมาก

พี่เบียร์ ขอบคุณที่ช่วยยกรถ กล้ามของพี่แข็งแรงน้อยกว่าหัวใจพี่อีก

พี่ธิ ขอบคุณสำหรับเสียงหัวเราะ และ บักกุ๊ดเต๋ อันโอชะ

พี่วันชัย สำหรับ มื้อใหญ่ที่ The one ผมอยากไปอีก ติดใจนักร้อง

พี่บูล สำหรับการนำทางไปเที่ยวมาเลย์ อันตื่นเต้น

พี่เขียว เพื่อนร่วมทางที่ดี ไม่มีขัดใจ

โกสุ่น น่ารักและยิ่งใหญ่สมคำร่ำลือ

พี่อู๊ด Ducati ที่ขี่มาให้พบ

พี่เนาว์ ประธานสายใต้ และครอบครัว อบอุ่นจนไม่อยากกลับ

โกศักดิ์ และ ซ้อ ที่แวะมาเลี้ยงกาแฟอร่อย

โกสุ่น Mini Stand สำหรับอาหารอร่อย และ Stand ดีๆ

พี่หนุ่ม น้องป่อง ระนอง อยากไปเยี่ยมบ้านพี่มานาน สมใจซะที

พี่แมน น้องออย ที่นัดในวันสุดท้ายทำให้เราได้เจอกัน

พี่ทศ ที่แวะเวียนมาเจอ

พี่ไมค์ ปราณบุรี ที่เลี้ยงเย็นตาโฟ

รวมระยะทางวันนี้ 926 km สะสม 7 วัน ระยะทางทั้งหมด 3470 km มากที่สุดเท่าที่ผมขี่รถในหนึ่งทริปมาแล้วครับ
ผมเชื่อว่า ผมคงต้องลงไปเยือนทางใต้อีกแน่ๆ ครับ …รับรอง

ขอบคุณที่ติดตามมาโดยตลอดครับ
กด Follow ผมได้ โดยการ ใส่ e mail ที่ ช่องด้านข้างนี่ครับ
หรือ แวะไปเยือน Facebook ผมได้ครับ ที่ https://www.facebook.com/narong.wonggasem
แล้วเจอกันใหม่ ทริปหน้าครับ

Trip 2013/14 ขี่รถไปมาเลย์ (ช่วงที่ห้า Cameron Highland – ตรัง)


ความเดิมตอนที่แล้ว วันที่สี่ 

เป็นการเดินทางขากลับ จาก Cameron กลับมายังไทย ซึ่งตอนแรก สองจิตสองใจที่จะวิ่งมานอนที่หาดใหญ่ หรือ วิ่งตามพี่บูล ไปนราธิวาส ตามคำชวนของพี่บูลดี
ถ้าวิ่งมาหาดใหญ่ ก็ 416 km
วิ่งไปนราธิวาส ก็ 642 km (เข้า สะเดา ผ่านหาดใหญ่) ซึ่งตอนแรกผมกะว่าจะไป เพราะ วิ่งเข้าทาง อ.แว้ง จะใกล้มาก แค่ 295 km เอง แต่ พี่บูล กับพี่เขียว บอกว่า อันตราย
นึกถึงโกสุ่นขึ้นมา และ อยากเจอ เพราะ มาใกล้บ้านโก แล้ว นั่นคือ จังหวัดตรัง ก็ 565 km
ยังไม่รู้ดูสถานการณ์อีกที เพราะไม่อยากขี่รถกลางคืนครับ ไม่ชินทาง และ สายตาไม่คม อันตราย


เราเช็คเอาท์ ออกจากโรงแรม Country lodge ตอนเช้า โรงแรมที่นี่ เมื่อคืนก็มีการย้ายห้องกันเพราะ ว่า ห้องที่เป็นแบบ connecting room วิวจะดีกว่าห้องแบบ แยกๆ กัน ที่ตอนแรกได้มา
ราคาก็เท่าเดิมครับ แต่ผมลองเข้าไปเช็คราคา ที่ Booking.com ชึ่ง ราคาจะถูกกว่า Walk in นิดหน่อย เป็นหลักร้อยครับ
ที่นี่ไม่มีตู้เย็นนะครับ ส่วน internet ก็ มีจุดที่ lobby โชคดีที่ห้องที่ชั้นสาม ยังได้รับสัญญาณ เลย เล่นได้นิดหน่อย

ก่อนออกจากโรงแรม ก็เช็คสภาพรถดูครับ งานเข้าเลย เพราะรถผมพบว่า ตัวบังโคลนหลังที่ซื้อมาจากน้องต้น แตก เสียแล้ว เป็นการแตกตรงตัวยึดครับ … เลยถอดทิ้งไว้ตรงนั้นเลยครับ กลัวแตกแล้วหลุดเข้าไปขัดในล้อ เดี๋ยวจะเดือดร้อนกว่านี้
เรามาหากาแฟทานที่ ไร่ Strawberry ครับ ซึ่งแถวนี้ มีหลายไร่ เราเลือกเอาที่นึงชื่อว่า Big Red Strawberry เข้าๆ คนยังไม่มาก แล้วก็เจอ กลุ่มคนไทยที่มาเที่ยวที่นี่กันด้วย


ทานกาแฟเสร็จก็เดินทางกันต่อ เพราะระยะวันนี้ไม่น้อยครับ อีกอย่างสมาชิกในทีม ไม่เน้นความเร็วมาก ผมว่าต้องเผื่อเวลาเพิ่มอีกหน่อย
ผมลงมารอที่ทางออกด้านล่าง เพราะ ทางข้างบนชันมาก ไม่อยากยืนเขย่งนาน เลยลงไปรอก่อน รอ สักพัก ไม่เห็นมีใครลงมาสักคัน เลย เอะใจว่าคงจะคลาดกันแน่ๆ เพราะ อีกสองคนคงจะไปลงตรง “ทางเข้า” ซึ่งเป็นทาง วันเวย์ ให้รถวิ่งขึ้น แต่เช้าๆ อาจจะไม่มีรถ เลยลงมาทางนั้นกันหมด
แล้วก็จริงๆ ครับ เพราะไม่มีวี่แวว ผมเลยขี่เข้ามาในเมืองวนหาอีกรอบ ก็ไม่เจอ คิดว่า คงมีการคิดกันเอาเอง ว่าผมวิ่งไปก่อนแล้ว …ซึ่งก็เป็นอย่างนั้น จริงๆ ผมเลยต้องทำใจ ขี่รถกลับ ลำเดียว (อีกแล้ว)

ผมวิ่งกลับมาทางเดิม ออกนอกเมืองมาสักระยะนึง เห็น สวนชาด้านหน้า ซ้ายมือ อยู่บนเนิน เลยขี่ขึ้นไปแวะดูสวนชา ปรากฏว่า พี่บูล กับ พี่เขียว ก็ แวะที่นี่เหมือนกัน เลยได้เจอกันอีกที โดยบังเอิญ


ผมบ่นกระปอดกระแปด อยู่นิดหน่อย เพราะ ไม่อยากให้หลงกัน ผมเองก็ผิดที่ลงมาก่อน ไม่รู้จักเขย่งรอ …เลยตั้งใจว่าจะแต่งตัวเป็นคนสุดท้ายดีกว่า…ฮ่า ฮ่า จะได้ไม่ต้องรอ (ให้เพื่อนรอแทน)

เราขี่รถกันตาม highway กลับมาครับ วิ่งไปสักพัก ก็หายกันอีก คราวนี้ผมผิดเต็มๆ เพราะ วิ่งเร็วกว่ากลุ่ม แต่คราวนี้ ผมใช้วิธี วิ่งเร็วมา แล้ว มาจอดรอ ตามจุดพักรถ พอ สองลำนี้มา ก็ วิ่งตามครับ
แหม ก็ถนนดีขนาดนี้ มาขี่กัน ร้อยยี่สิบ ก็น่าเสียดายนิ… อีกอย่างรู้จุดหมายอยู่แล้ว ว่าไปที่ไหน อันนี้ ไม่กลัวหลงแล้วครับ ไม่ออกนอกเส้นทางแน่นอน

ผมมาถึงด่านก่อน ครับ โดยแวะ แลกเงินคืน แล้วก็เติมน้ำมันให้เต็มถัง ก่อน จะเข้าสู่ประเทศที่น้ำมันแพง … ^^

ค่าใช้จ่ายเที่ยวนี้ จ่ายเงินผ่าน บัตรเครดิตไปเยอะครับ เงินริงกิต เลยใช้ไม่มากเท่าไหร่

ผมวิ่งออกมา แวะถ่ายรูปที่วัดๆ หนึ่ง พอวิ่งไปสักพัก ก็เจอ พี่เขียว กับ พี่บูล เราเลย นัดไปทานกาแฟกัน ก่อนเข้าหาดใหญ่

กาแฟ ร้านขนมโกไข่ อร่อยดีครับ บริการ ก็ดีมากๆ บรรยากาศก็ดี ครับ ดีหมด เลย แถมพี่เขียว เลี้ยงกาแฟ แก้วนี้อีก เป็นการ คารวะ “อาจารย์” ที่พี่เขียว เรียกขึ้นมา หลังจาก แนะนำการเข้าโค้งให้
จริงๆ ผมเช้าโค้งไม่เก่งหรอกครับ แต่ รู้ว่าพี่เขียว เค้ากังวลใจอะไร เลยเอาประสบการณ์ ที่ตัวเอง เจอ มาบอก ก็เท่านั้นเอง ..พี่เขียว หัวไว get เร็ว ก็ เลยปรับปรุง ตัวได้ทันที …ผมก็ได้กินกาแฟฟรีพร้อมกับ มิตรภาพที่ดีเป็นของแถม
เริ่มจะมืดแล้ว …ผมเลือกจุดหมาย ต่อไปของผมได้แล้วครับ ผมจะไปหา โกสุ่น ที่ตรัง

โทรศัพท์ ผม battery หมด เลยเอา iPad มา post บอกพี่จิ้ว ว่ามาถึงไทยแล้วและจะเข้า ตรัง ไปเจอโกสุ่น เลยรบกวน ขอเบอร์ โกสุ่น กับ ให้พี่จิ้ว ช่วยแนะนำโรงแรมให้หน่อย
สักพัก พี่จิ้ว โทรเข้ามาเลยครับ บอกว่า ตัวพี่จิ้ว กับ พี่โอ๊ด เอง ก็อยู่ตรังอยู่แล้ว และ อยู่กับ โกสุ่นด้วย อะไร จะบังเอิญ ขนาดนี้ …
“มาร้าน ซูชิ เลยพี่ป๋อง อยู่ใกล้ๆ โรบินสัน “ พี่ จิ้วบอก สักพัก พี่โอ๊ด โทรมาบอกทางอีกคน .. ผมกดปรื้ดเดียว ถึงตรังเลยครับ ร้อยกว่าโลเนี่ย

ถึงตรัง ประมาณสองทุ่มครับ ได้ขี่รถตอนกลางคืน ที่ไม่อยากขี่เอาเลย ซะงั้น วันนี้ เจอทั้ง ฝน เจอทั้งมืด แต่ก็เดินทางปลอดภัย

รวมระยะทางวันนี้ 565 km รวม วิ่งมา ห้าวัน สะสม ได้ 2165 km ไปแล้ว

Album ใน Facebook

https://www.facebook.com/media/set/?set=a.10151528229829326.1073741840.566784325&type=3

อ่านตอนต่อไป วันที่หก

Trip 2013/14 ขี่รถไปมาเลย์ (ช่วงที่สี่ Penang – Cameron Highland)


ความเดิมตอนที่แล้ว วันที่สี่  

วันนี้ผมตื่นสายครับ สงสัยจะเพลียสะสม บวกกับ เวลาของมาเลย์ ซึ่งจะเร็วกว่าเราหนึ่งชั่วโมง

เรียกได้ว่าถึงนอนตื่นเวลาเดิม ก็จะนอนน้อยไปชั่วโมง พอมานอนเท่าเดิม มันเลยสายไปชั่วโมง….
อาบน้ำแต่งตัวเสร็จลงมาทานข้าวที่ ด้านล่างของโรงแรม พบว่าพี่บูล กับ พี่เขียว ทานเสร็จเรียบร้อยไปแล้ว ผมเจอพี่บูลนั่งยิ้มแฉ่งอยู่

“ไม่ต้องรีบนะครับพี่ป๋อง สบายๆ ” พี่บูลบอก “อยากให้ พี่ป๋อง พักผ่อนสบายๆครับ” แหม น่ารักชะมัดพี่บูล ดูเป็นคนขี้เกรงใจ และ ให้เกียรติคนดีครับ
แผนวันนี้ต้องออกเร็ว เพราะกะว่าจะแวะดูร้าน Givi หาซื้อของซะหน่อย เพราะ เมืองไทยไม่มีร้านแบบนี้ และ ต้องเดินทางอีก 224 KM ไป Cameron

พี่บูล บอกว่าที่ปีนัง มีที่สวยๆ ที่จะพาไปถ่ายรูปครับ งานนี้กะว่าสบายละ เพราะ พี่บูล เคยเข้ามา และ สามารถพูดภาษามาเลย์ได้

พวกเราวิ่งออกมาได้สักพัก รู้สึกเหมือนว่าจะหลง เพราะทางใน ปีนัง เป็น วันเวย์ เยอะ เลี้ยวผิดที ต้องวิ่งแทบจะรอบเมือง ใช้เวลาตรงนี้พอควร พี่บูลเลยเปลี่ยนใจพาไป GIVI เลย เพราะ เห็นว่าตั้งใจไปซื้อ รองเท้า สักคู่
ร้าน GIVI ที่นี่ ไม่มีใน Garmin ครับ แต่เมื่อวานเราผ่านมา เลยแวะมาทำ mark ไว้ทีนึงแล้ว วันนี้ เลยมาง่ายหน่อย

ดังนั้นมี Navigator เห็นอะไรน่าสนใจก็ โรยถั่ว save พิกัดไว้ก่อนครับ คิดจะกลับมาก็ง่าย


ของที่ร้านมีหลากหลาย ทั้ง กล่อง กระเป๋า เสื้อผ้า พี่บูลอยากได้รองเท้า อต่ ไม่ได้ของตามที่ตั้งใจ เพราะ ไม่มีรองเท้าเลย เห็นว่าที่ร้านรอของปีใหม่อยู่ ส่วนผมจัดมาซะเยอะแยะเลย ทั้งไฟท้ายกล่องหลัง กระเป๋าติดถัง เพราะ ของบางอย่างเมืองไทยไม่มี บางอย่างมี ก็ราคาถูกกว่ามาก สรุปแล้ว shop ของหมดไปเป็นหมื่นเหมือนกันครับ

Shop คนเดียวไม่ shop เปล่า ยุพี่บูล ถอยกระเป๋าติดถังมาด้วย สรุปได้มาคนละใบ…
หลังจากนั้น เป็นการเดินทางล้วนๆ ซึ่ง เส้นทางน่าประทับใจมาก …เพราะสามารถทำความเร็วได้ดี

วิ่งไปผมสังเดตว่า GPS มันเอียงแปลกๆ เลยจับดู อ้าวมีปัญหาซะแล้ว

ผมให้สัญญาณให้พวกเราจอดเพราะรถผมมีปัญหา ตัว U Bar ที่ยึด GPS หัก คงจะเป็นเพราะ สั่นมาก และ ล้มมาวันก่อน เลยต้องจอดถอดเก็บเอาไว้

เราสามคนช่วยกัน ถอดออก …อากาศตอนนั้นเย็นๆ ครับ

ใช้เวลาจัดการกับรถแป๊บเดียว เพราะ เครื่องมือ ติดรถ ก็ไขได้แล้ว จากนั้นก็วิ่งต่อ …ตอนวิ่งลอดอุโมงค์ ทะลุเขานี่ อากาศเปลี่ยน เหมือนเข้าห้องแอร์เลยครับ เย็นสบาย

เราวิ่งผ่านโค้ง ทางเข้า Cameron มาอย่างมีความสุขครับ ระหว่างทาง มีร้านขาย ช๊อคโกแล๊ตอร่อย ด้วย …ทริปนี้ น้ำหนักผมคงขึ้นหลายกิโล

สุดท้ายมาถึงจุดหมาย ปลายทาง Cameron โดยปลอดภัย ที่นี่ อากาศเย็นสบาย น่าอยุ่มากๆครับ
วันนี้วิ่งไปทั้งสิ้น 230 km โดยประมาณ สะสมรวม สามวัน 1600 km

Album ใน Facebook

https://www.facebook.com/media/set/?set=a.10151527444899326.1073741839.566784325&type=3

อ่านตอนต่อไป วันที่ห้า