Posts from the ‘การวิ่งของ Pingpong’ Category

‪#‎แข็งแรงดี‬


‪#‎แข็งแรงดี‬

ปีนี้ผมอยากแข็งแรง และ เชื่อว่า “อยาก” อย่างเดียวคงไม่พอ

อีกเดือนนึงผมก็จะครบอายุ 48 และ เคยคิดอยู่เสมอว่า สำหรับผมกิจกรรมสนุกๆ อะไรที่ไม่เคยทำก่อนอายุ 50 ก็อย่าหวังว่าจะได้ทำ ตอนหลัง 50 เลย

ปีที่แล้ว ผมตั้งใจวิ่งลงรายการ เดือนละรายการ กะว่าสิ้นปี จะได้ 12 เหรียญ ครบแ เอาเข้าจริงๆ ได้มา 13 เหรียญ ได้ bonus มาเหรียญนึง

ผมตั้งเป้า ปีนี้ เรื่องสุขภาพหลายอย่าง หลักๆ เป็นการสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง แผนที่ต้องทำเดือนนี้คือ 100+100

ดูแล้วน่าจะต้องประมาณนี้

วิ่ง 100 โล/เดือน = วิ่ง 10 โล/วัน x 10 วีน = วิ่ง 5 โล/วัน x 20 วัน

ปั่น 100 โล/เดือน = ปั่น 30 โล/วันx4 วัน = ปั่น 25 โล/วัน x 4 วัน

เดือนนี้มีตั้ง 31 วัน ทำได้สบายมาก

วิ่ง 100 โล ปั่นจักรยาน 100 โล ครับ

มาดู มาเชียร์ มาเป็นกำลังใจ กันครับ ว่าจะทำได้หรือเปล่า….

ขอบคุณครับ

ป๋อง

jan fit

ผูกมิตรกับหมา


เวลาที่เราวิ่งไปสู่เป้าหมาย…
หมามักจะเห่า…
บางตัวก็จะกัด…และมักจะลอบกัด

ดังนั้นต้องหัดผูกมิตรกับหมาเอาไว้….

วิ่ง


วิ่ง
==
เพื่อนใน Facebook inbox ถามผมบ่อยๆ ว่าช่วงหลังๆ เห็นพี่ป๋องวิ่งบ่อย…

ปกติเห็นขี่แต่มอเตอร์ไซต์… เบื่อขี่รถแล้วเหรอ

บอกตรงนี้เลยครับว่าไม่เบื่อ ..แต่แค่สนใจเรื่องวิ่งมากกว่า

ปกติผมเป็นคน “เกลียด” การวิ่ง มากครับ ร้อนก็ร้อน เหนื่อยก็เหนื่อย วิ่งไปก็ไม่ได้แข่งอะไรกับใคร ขา แข้ง ก็ไม่ค่อยดี หลังก็เคยผ่า มีเหตุผลสารพัดที่จะบอกว่า ทำไมผมไม่ควรวิ่ง

แต่เมื่อต้น มกรา ปี 2015 ที่ผ่านมา มีคนชวนผมไปลงวิ่ง …วิ่ง 12 โล..

ผมเริ่มซ้อม และพบว่า ร่างกายเราอ่อนแอมาก…สิ่งที่กังวลทั้งหมด มันเกิดขึ้นจริง … ในขณะที่ตัวเองก็คิด ว่า แล้วคนอื่นทำไมมันทำได้วะ…

การเดิน การวิ่ง มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์แท้ๆ ถ้ายังขืนเป็นแบบนี้ ผมเองคงเป็นหนึ่งมนุษยชาติ ที่ทำให้มนุษย์วิวัฒนาการลงจนถึงขั้นวิ่งไม่เป็น (ดูหนัง Wall-e ซิ ชัดมาก เพราะ คนอยู่แต่หน้าจอทั้งวัน อย่าว่าแต่วิ่ง เดินยังยาก)

หลังวิ่งครั้งนั้น ผมบอกตัวเองเลยว่า ผมจะวิ่ง…วิ่งให้มันเป็นธรรมชาติของผม

จากวันนั้นถึงวันนี้ ครบปีพอดี รูปปีที่แล้ว เด้งขึ้นมา ผมเห็นพัฒนาการของตัวผม ไม่ว่าจะเป็นร่างกายที่แข็งแรงขึ้น ความคิดที่โลดแล่น ไม่มีอาการปวดหัวตัวร้อน อาการเจ็บปวดตามข้อหายไป กล้ามเนื้อหลายส่วนขึ้นชัดเจน… ไม่ใช่แค่ใหญ่ แต่ อึดด้วย (พูดถึงกล้ามเนื้อ) หน้าตาที่ผ่องใส และ ทัศนคติในการคิดที่ดีขึ้น

เกิดการออกกำลังอย่างสม่ำเสมอ แค่นั้นเอง

12415654_10153755367514326_1594138135_o

ผมเลยอยากโพสบอกเพื่อนๆ ที่รักทุกท่านให้สนใจ และ ลงมือออกกำลัง กีฬาชนิดไหนก็ได้ที่เราชอบ

ถ้าเรื่องราวเหล่านี้มีประโยชน์ และทำให้พวกเราหันมาดูแลสุขภาพด้วยการออกกำลัง ผมจะดีใจมากเลยครับ

Share ให้คนที่คนรักและห่วงใยครับ ถือเป็นของขวัญปีใหม่ที่ดี

ป๋อง Pongroofman

#ขี่บิ๊กไบค์แบบนิสัยดี
#แข็งแรงดี
#รอบรู้ดี

444.4


ผมเองถึงกับผงะ เมื่อเห็นตัวเลขบนหน้าจอโทรศัพท์..

ตัวเลขที่บอกถึงจำนวนกิโลเมตรที่เราวิ่งมาทั้งหมด…ตั้งแต่เริ่มหัดวิ่ง

image

444.4 km!

ตัวเลขเรียงสวยงาม หากแต่เมื่อผมหารจำนวนเดือนตั้งแต่เริ่มบันทึก นั่นหมายถึงว่าผมวิ่งอยู่เดือนละ  40 km  เท่านั้นเอง

ปีหน้าผมตั้งใจจะเตรียมตัว เพื่อ ให้ร่างกายพร้อมสำหรับ Half Marathon หลังจากเริ่มคุ้นเคยกับ Mini มา 13 สนาม

หลังจากนี้ตัวเลขการวิ่งเฉลี่ยต่อเดือนผมต้องเกิน 100 km ครับ..!

สัญญากับตัวเองครับ

ปลายปี


เหรียญนี้สุดท้ายของปี
ได้ทำกิจกรรมดีให้เกิดผล
ตั้งใจเอาไว้ฝึกหัดตน
จักได้เป็นคนมีวินัย

หนึ่งปีผ่านไปอย่างเหลือเชื่อ
ไม่รู้เบื่อออกวิ่งไม่เที่ยวไหน
บิ๊กไบค์จอดทิ้งกลัวน้อยใจ
เวลาส่วนใหญ่”นิสัยดี”

วิ่งเพิ่อเรา เพื่อคน ที่เรารัก
นานไปจะมีชีวิตที่สุขี
โรคภัยไข้เจ็บจะไม่มี
สุขภาพ #แข็งแรงดี ตลอดไป

======

ขอบคุณทุกคนที่ติดตามการวิ่งของผมมาตลอดทั้งปีนะครับ
ผมทำได้เกิน 12 เหรียญ ตามตั้งใจครับ พบกันใหม่ #pingpongrun season2 กับเรื่องราวการวิ่งสู่ Full Marathon ของผมครับ…

…ถ้าแค่อยากวิ่ง วิ่งแค่กิโลเดียวก็ได้ แต่ถ้าอยากมีชีวิตใหม่ ต้องไปวิ่งมาราธอน 42.195 …

Vertical run @ Sathorn Square


หลังจากผิดหวังจากการจัดงานวิ่ง ของ กรุงเทพฯมาราธอน สัปดาห์ก่อน สัปดาห์นี้ เลยหวั่นๆ ว่าจะเจอเรื่อง fail ของ งานวิ่งแปลกๆ อย่างงานนี้

ผมเองปีนี้เริ่มมาสนใจการวิ่งครับ .. เหตุผลอาจจะไม่เหมือนคนอื่นๆ เพราะ จับพลัดจับผลูไปวิ่ง 12 km กับเขาเมื่อเดือนมกรา ทำให้รู้ตัวเองว่า ร่างกายตัวเองต้องได้รับการฝึกฝน

ผมไม่ชอบการวิ่ง เข้าขั้นเกลียดเอาเลยก่อนหน้านี้.. เลยหา เหตุผลสารพัด ที่จะเข้าข้างตัวเอง โดยเอาเวลาไปทำอย่างอื่น.. และไม่มีเรื่องของการวิ่งอยู่ในหัว

หลังการวิ่งเดือนมกรา.. ผมเลยบอกตัวเองให้มีการวิ่งสักเดือนละหนึ่งรายการ ทำให้ได้สักปี .. มาถือเดือนนี้ ผมวิ่งมาแล้ว 11 งาน และ งาน Vertical run เป็นงานที่ 12

11 เดือนที่ผ่านมา ผมวิ่งแบบเรียนรู้ เลยได้รู้มาว่า วิ่งมันมีหลายแบบ วิ่งพื้นเรียบธรรมดา นี่ เรียก วิ่ง Track ถ้าไปวิ่งตามป่าเขาำเนาไพร เขาก็มีวิ่งอีกแบบ เรียกว่า วิ่ง Trail วิ่งสองอย่างนี้ มันก็ใช้ขาเหมือนกัน แต่ อารมณ์ มันคนละแบบ

ถ้าเป็นนักวิ่งประเภท เน้นอุปกรณ์ ก็ต้องบอกว่า รองเท้าก็ต้องคนละแบบด้วย .. ไม่งั้นไม่เหมาะ .. นั่นไง . เหตุผลทำให้ต้องซื้อรองเท้ามากกว่าหนึ่งคู่ละ

วิ่งอีกแบบที่ผมได้ไปลองคือ Obstacle Run เป็นการวิ่งผ่านสิ่งกีดขวาง ผมว่า วิ่งแบบนี้ ใช้ทั้งตัวครับ ไม่ใช่ขาอย่างเดียว กลับมานี่ กล้ามเนื้อทุกส่วนได้ใช้งานหมด ระบบแขนกันเลยทีเดียว งานนั้น sponsor เป็น สิงห์ จัดโดย AMA เจ้านี้เป็นฝรั่ง

มางานนี้ Vertical run แปลตรงตัวว่าวิ่งแนวดิ่ง .. ผมมาอ๋อ ตอนน้องที่มาชวนบอกวิ่งขึ้นตึก

“40 ชั้นครับพี่.. ” น้องบอก ผมกลืนน้ำลาย เต็มที่ที่ผมเคยขึ้น คือ 21 ชั้น condo เพื่อน

“จะสนุกเหรอ หัวเข่าพังหมด” ผมบอกน้อง

“ปีทีแล้วผมก็ไปวิ่งมาพี่ .. ผมวิ่งมาแล้ว ” ไอ้น้องที่ชวนน้ำหนักมัน 90 กว่า ตอนที่ชวนผม น้ำหนักผมก็เท่าๆ กัน 93 แต่คิดว่า มีเวลาเดี๋ยวลดน้ำหนักไปสู้ … เรื่องสำคัญสุดคือ …ไม่อยากเสียฟอร์ม.. ว่าไม่สู้ .. 555

“งั้นจัดไปครับ..จองให้พี่ป๋องด้วย.. ” ผมบอกน้องใหม่ .. น้องที่ยังไม่เคยเจอกันเลย แล้ว อยู่ๆ มาชวนวิ่ง…

นั่นเป็นเหตุให้ผมมายืนอยู่ตรงนี้วันนี้ครับ

สาธรสแควร์ ผมเคยมาครับ เอากล้อง มาซ่อม ที่นี่ ที่จอดรถแพง ถ้าจอดข้างล่าง ต้องวนรถทุก 15 นาที ไม่งั้น จะเจอ rate ที่แพงกว่า ..

วันนี้ผมขี่มอเตอร์ไซต์มาครับ มาถึงเอาตอนหกโมงเช้า ก่อนเวลาปล่อยตัว ครึ่งชั่วโมง

======
ที่จอดรถ
======
ชอบครับ กว้างขวาง เพราะยังไม่มีใครมา โดยเฉพาะ มอเตอร์ไซต์ มี bike lane นำไปสู่ที่จอดเลย . ยังไม่เคยเห็นใครทำ.. ขอชมครับ

ขาออกมีด่านเดียว ออกพร้อมกัน รถติดกันนานเหมือนกันครับ (ของรถยนต์)

======
การ warm up
======
เป็นงานแรกที่ผมมาทัน . ปกติ ลงจากรถนี่ ก็ปล่อยตัวเลย.. 55 ที่เป็นเช่นนี้ เพราะ นัดกับพี่ที่เอาเสื้อมาให้ครับ พี่ต่อ แกเล่นนัดหกโมงเช้า จากเดิมที่นัดตีห้าครึ่ง ..

พี่ต่อ นี่ผมก็ไม่รู้จัก แต่ น้องที่ชวนผมมาวิ่ง ดันเจ็บซะก่อน เลยเบี้ยวไม่มา ผมเลยต้องมาเจอพี่่ต่อ .. ผมถามพี่ต่อ ว่า เป็น staff เหรอ มาเช้ามาก .. พี่ต่อบอกว่า เปล่ามาวิ่งเหมือนกัน .. ผมบ่นพึมพัม แล้วมาทำอะไรก่อนปล่อยตัวตั้งชั่วโมง ..

พอได้มาเร็ว ก็เลยได้เห็นการ warm และ สร้างความคึกคัก ก็จัดได้ดีครับ .. เหมือน คนมาเล่าแอรโรบิค ตามสวนสาธารณะเลย

=======
ปล่อยตัวและการจัดการทางวิ่ง
=======
รักษาเวลาได้ดีครับ .. แบบนี้ ดูเป็น inter พอปล่อยตัว ก็ต้องหลบๆ fun run (คนที่มาวิ่งๆ เดินๆ ) หน่อย เพราะรู้สึกว่ามีเยอะพอสมควร วิ่งไปสักพัก ก็รู้สึกได้ว่า ส่วนใหญ่เป็นชาว office ที่ ทำงานในห้อง มากกว่า สนาม พอดีกิจกรรมประจำตำบล แบบงานวิ่งขึ้นตึก ก็มาเข้าร่วมครับ เพราะเห็นหลายคนเริ่มเดินตั้งแต่ สามร้อยเมตรแรกแล้ว .. แต่ไม่เยอะนะครับ

ระยะทาง วิ่งแรก 2 km ให้วิ่งเป็นสี่เหลี่ยมทาง ถ.นราธิวาศ วนซ้ายเข้าสีลม จนกลับมาที่ตึก ตลอดทางมีการวางกรวยเอาไว้ กว้างพอเหมาะกับจำนวนคนวิ่งดีครับ

แต่ก็มีนักวิ่งส่วนน้อย ออกไปวิ่งนอกกรวย .. พวกนี้ น่าจัดตีขา .. เพราะ ว่า มันนอกเขตปลอดภัย .. ใครเจอ คราวหน้า ตะโกนบอกด้วยครับ น้องเขาไม่รู้ว่า รถชนมันเจ็บ

เช้าๆ รถไม่เยอะครับ แต่ก็มีคนงานที่ทำงานวันอาทิตย์แต่เช้า มายืนดู ให้กำลังใจด้วยสายตา .. อาจจะนึกว่า .. ทำไมคนเมืองหลวง ต้องเสียเงิน แล้วต้องมาเหนื่อยด้วย .. คนบ้านเขา ถ้าเหนื่อย แล้วต้องได้เงิน .. อันนี้ เป็นสิ่งที่ พี่ๆ คนก่อสร้าง คนงานเหล่านั้น อาจไม่เข้าใจ .. และ ผมเองก็ไม่เข้าใจด้วยเหมือนกัน .. เหอ เหอ

ระยะทางวิ่ง กับจำนวนวิ่ง และ ความกว้างทางวิ่ง perfect ครับ มี Staff คอยส่งข่าวกันเป็นระยะ .. ยังกับใช้โทรจิต

======
น้ำ ยาดม กับช่องตึก
======

หลายงานพลาดและโดนด่า เรื่องเหล่านี้ .. น้ำส่วนใหญ่งานอื่นจะมีทุก 2 Km แต่ งาน Vertical จุดแจกน้ำ มีถี่ครับ แต่ผมไม่ได้แวะ ปกติ หิวน้ำ ตอน 5 km ดังนั้น 2 Km แรกตั้งใจไม่แวะ .. แต่มีซุ้มก่อนเข้าตึก แวะซะหน่อย เพราะน้ำลายเหนียว เอามากลั่วปาก กลั่วคอ และ กลืนเข้าไปหน่อย

พยาบาล เห็นเป็นระยะ ครับ เช้าๆ มองไม่ชัดว่าสวย เลยไม่ได้แวะสักจุด .. จะว่าหยิ่งก็ได้ครับ อะไรกัน วิ่งสองโล ขอยาดมซะแล้ว ไม่ใช่ผมซะล่ะ ..

ถึงจะ 47 แต่ ก็ ยังแข็งแรงดีนะเฟ้ย

พอวิ่งเข้าตึก บรรยากาศเปลี่ยนเลย วูบแรกที่วิ่งไปชั้นสอง อากาศร้อนครับ ร้อนวูบเลยทีเดียว

ผมเริ่มปรับการหายใจใหม่ ผมว่าอากาศมันเปลี่ยนเร็วไปหน่อย .. แนะนำทีมงาน ปีหน้า ชั้นแรกๆ เปิดประตู แต่ละชั้น เอาพัดลม เป่า หรือ ดูด (แนะนำเป่า จะช่วยเรื่อง wind shield effect ดีกว่า – แปลว่าอะไรไป ถามพวกวิศวกรเครื่องกล) มันจะช่วยให้ วิ่ง และ หายใจสบายขึ้นครับ

เห็นพัดลมเหมือนกัน แต่ชั้นบนๆ อันนั้น เป่าจากมุม ให้คนวิ่ง ..ที่กำลังเหนื่อย คนละวัตถุประสงค์กัน ..อย่างง

ทางวิ่ง ไม่ถือว่าแคบ ทำดีครับ มี ราวทั้งสองข้าง ส่วนหน้ากับหลังผม เหมือน จะมี ลาว ด้วย อิ อิ AEC ผมวิ่งจับราว ตลอด (อ่านดีๆ นะครับ ว่าผมใช้คำว่าวิ่ง) ส่วนตลอดนั้น .. หมายถึงตลอดไม่ถึงสิบชั้น .. เพราะหลังจากนั้น .. รูจมูก และ รูปปาก ที่มีอยู่สามรูนั้น ไม่เพียงพอ ต่อการหายใจของผมแล้ว จนอยากจะใช้ รูอื่นที่เหลืออยู่ สูด Oxygen เข้าไปเสียเหลือเกิน .. เหนื่อยครับ เหนื่อย . วิ่งขึ้นเหนื่อยมาก .. ผมเริ่มตีไฟเลี้ยว ชิดซ้าย สับเกียร์ลง เปลี่ยนเป็นเดิน ..

งานนี้กะเอาให้ถึงครับ .. ไม่อยากให้หามออก และ กะว่าจะไม่หยุดพักด้วย .. เพราะ พอหยุดปั๊บ เลือดที่กำลังฉีด มันไม่รู้จะไปไหน วิ่งไปวูบวาบไปหมด ผมเลย ค่อยๆ เดิน ไปเรื่อยๆ

สักพัก มีคนวิ่งแซง แต่ก็ติด คนที่เริ่มเดิน เหมือนผม เดินกันเต็มบันได ตามประสาคนนิสัยดี ผมเลยตะโกน บอก เพื่อนๆ อดีตนักวิ่ง ที่ตอนนี้ เปลี่ยนมาเป็นนักเดิน ให้ชิดซ้าย แทน .. มองไป เห็นมีฝรั่ง เลยฟุตฟิต บอกเป็นภาษาอังกฤษไปด้วย.. หันไปอีกที เห็นมีแขก มาวิ่ง … ผมก็บอกไปเป็นภาษาอินเดีย…

“อีนี่..นายจ๋า.. ถ้าจะเดินชิดซ้ายนะจ๊ะนาย… ” พูดไป ทำคอเอียงไปเอียงมา… แขกหันมาพยักหน้า ..แสดงว่า ภาษาอินเดียผมดีมาก…

วิ่งไปเรื่อย ไปตายเอาแถวๆ ชั้น 36 ไม่ไหว ขอ เยี่ยวอูฐ มาดม โชคดี พยาบาล ยังมีเยี่ยวอูฐ หรือ อัมโมเนีย เหลือ .. ผมกลัวแกสับเอา เยี่ยวอื่นมาให้ ..

สุดท้ายผ่านป้าย ชั้น 40 …
จะบอกให้ทำไมวิ่งถึง .. เคล็ดลับผมอยู่ที่ การเข้าไปถ่ายรูปกับ น้อง pretty ที่ยืนอยู่แต่ละชั้น .. ทำให้ อาการจะเป็นลมของผม ละลายกลายเป็นความรัก ..

รักคือพลัง .. พลัง.. วิ่งได้จนจบครับ

=====
รับเหรียญ
=====
ตอนแรกผมนึกว่า บน ดาดฟ้า มีกิจกรรม ไม่มีครับ วิ่งขึ้นไป ผ่าน check point ก็รับเหรียญ แล้ว ก็ ลงลิฟ แค่นั้น ..

ผมเดินชมวิวอยู่พักนึงก็ลงมา .. ยังเหนื่อย อยู่ไม่มีอารมณ์ชมวิวนัก

=======
อาหารการกิน
=======

Booth งานที่มาวันนี้ มากันเยอะครับ มีครบถ้วน แต่ที่เห็นต่างจากงานอื่นๆ คือ ของกิน ค่อนข้างดี ร้านดีน ก็มา ตาบั๊ก ก็มา แจกให้ทานฟรี ยังกับน้ำเปล่า.. มางานนี้ กินดี ครับ

ของกินแบบแห้ง เยอะแยะ จนอยากกลับไปเอากระเป๋าที่บ้านมาขน ของสด ก็อร่อย มี โจ๊ก มีข้าวมันไก่ มีขนมจีบ มีข้าวเหนียวหมูปิ้ง แต่ละที่ร้านมี ชื่อครับ รสชาต ที่เอามาออกงานก็ดี สมชื่อ

เป็นงานที่อาหารการกินดี เกินมาตรฐาน ดีกว่าหลายๆ งานที่ผมได้ไปมา ถ้ามากสุด ต้อง Bitec มาราธอน อันนั้น เยอะ จนเลือกกินไม่หมด ถือว่า ผมให้ Bitec อันดับหนึ่ง และ Vertical อันดับสองเรื่องอาหาร การกิน

แต่ถ้าคัดเอา คุณภาพร้านที่มา ผมให้ Vertical อันดับหนึ่งเลยครับ ดู ไฮโซครับ

เกลี่ยกับค่าตั๋วเข้างานวิ่ง 500 บาทที่จัดว่าสูง ผม ถือว่า ไม่เอาเปรียบกัน

=====
เสื้อ และ เหรียญรางวัล
=====

เสื้อเนื้อผ้าดีครับ ออกแบบสวยพอใช้ได้
ตัวเหรียญสวยงามครับ

=======
ค่าจอดรถ
========

.. ไม่ต้องเสียค่าจอดรถครับ .. สามารถ stamp ได้ ตอนแรก ผมไม่รู้ ไปเอามอเตอร์ไซต์ จอดไป พักเดียว คิด 120 บาทเลย .. เลยต้องรีบวิ่งไป stamp

สรุป : จัดงานได้ดีมากครับ ผมเห็นกุศโลบายที่อยากให้ คน office ออกมาใช้บันไดในการขึ้นลงกัน แฝงอยู่ในการวิ่งนี้ครับ ..
งานสนุก ของรางวัลดีครับ ผมยืนลุ้น จนเหม็นเหงื่อ แดดส่องตูด ..ปรากฏว่าอด

ตอนแรกว่าจะเพ้นท์ตัวไปแข่งแฟนซีด้วย .. แต่ ความขี้เกียจมีมาก เห็นเจ้า Huck ได้รางวัล ยังนึกว่า ถ้าจัดมาตามที่คิด Huck ก็ Huck เหอะ มีอกหักกลับบ้านได้เหมือนกัน

ขอชมผู้จัดงานนะครับ .. ผมยังไม่รู้เลยว่าบริษัทอะไร .. จัดได้ดีครับ ใครไม่เคยลอง ปีหน้า ก็แนะนำให้มาลองได้ครับ .. จะได้รู้ว่า .. มันไม่ได้ยากอย่างที่คิดหรอก

review นี้ เป็น CR: Cost review นะครับ ผมออกเงินเอง ไม่มีใคร sponsor ให้ และ เขียนให้กับ เพจ แข็งแรงดี เท่านั้น

ขอสงวนลิขสิทธิ์ แชร์ได้ไม่ว่า และ อยากให้แชร์ แต่ อย่า copy ไปครับ .. ผมไปเจอเข้า จะเลิกเขียนซะเปล่าๆ อยากอ่าน review แบบนี้ อีก ก็ช่วยๆ กัน share ครับ

ขอบคุณครับ

ป๋อง Pongroofman

เขียนให้

#แข็งแรงดี

เพจเพื่อคนที่อยากมีชีวิตอย่างแข็งแรง

วิ่งตาม Trend ==========


พี่หน่อย John Seal พี่ชายใจดี ที่ผมรู้จักตอนทำงานอยู่ Cambodia วันนี้ ส่งข้อมูลเรื่องวิ่งมาให้ผมใหญ่เลย ..

คงเห็นว่าผมสนใจเรื่องวิ่ง เลยสนับสนุนเต็มที่ .. สุดท้าย ถามผมบอกว่า “ขอถามคำนึงนะ ทำไมถึงอยากมาวิ่งออกกำลังกายตอนนี้ครับ..” พี่หน่อยถามผมทาง messenger

เลยถือโอกาสตอบ และ เล่าให้เพื่อนๆ ฟังเลยละกันครับ ..

#ผมเป็นเด็กขี้โรค

คนที่เป็นเพื่อนผมตอนโต คงไม่เชื่อว่า ตอนเด็กๆ ผมผอมแห้งแรงน้อย หัวโต ขาเล็ก แว่นหนาเตอะ ซุ่มซ่าม ตามประสาเด็ก Nerd เป็นแน่ ..

แต่เพื่อนสมัยเรียน ยืนยันได้ดี ..

ตอนเรียนหนังสือ ผมเรียนถือว่าใช้ได้ครับ .. (เพื่อนบอกว่าเรียนเก่ง) แต่ผมวิชาที่ทำผมเซ็งคือ วิชาพละ ..
ส่วนนึงคือเพื่อนๆ รอบตัวผมเล่นกีฬาเก่ง บวกกับ ร่างกายผอมแห้งแรงน้อย ทำให้ผมเล่นอะไรก็เอาดีไม่ค่อยได้ ยกเว้นกีฬาที่ใช้มือเยอะๆ .. (อย่าคิดลึก) เช่น ปิงปอง บาสเกตบอลล์ หรือ เล่นไพ่ อย่างนี้ พอไหวครับ

การใส่แว่นหนา (สั้น 600 ) ก็เป็นอีกอย่างที่ไม่ค่อยอยากเล่นกีฬา เคยเล่นแล้วแว่นแตก สมัยนั้น ตัดแว่นที นั่งรถข้ามจังหวัดกันเลยทีเดียว .. เพราะอยู่สุดขอบประเทศ

#จุดเปลี่ยน

สิบกว่าปีก่อนผมได้รับมอบหมายจากที่ทำงาน ให้ไปทำงานที่ Cambodia หรือ กัมพูชา นี่ล่ะครับ ตอนนั้น ผมเอาหนังเกี่ยวกับกัมพูชามาดูและนึกภาพว่า ถ้ามีเรื่องมีราวอะไรกัน ผมแย่แน่ๆ เพราะ แว่นหนาขนาดนั้น แว่นหลุด คงไปไม่เป็น เลยตัดสินใจ ทำ Rasik (สมัยนั้น ยังไม่ค่อยมีคนทำเยอะเท่าไหร่) ทำเสร็จปุ๊บเหมือนโลกใหม่เลย ทุกอย่างสดใสชัดเจน โดยไม่ต้องผ่านเลนส์

ช่วงไปอยู่ Cambodia ไม่มีกิจกรรมอะไรให้ทำเยอะ หลังเลิกงานและวันหยุด เพราะ ช่วงนั้น บ้านเมืองเขายังไม่เจริญ โรงหนังไม่มี บันไดเลื่อนไม่รู้จัก สิ่งบันเทิงน้อยมาก เลยใช้เวลากับ ห้อง Gym และ สระว่ายน้ำ .. ผลที่ได้ คือ ร่างกายใหญ่บึกบึน ทิ้งคราบ กุ้งแห้งไปเลย

ผมเลยรู้สึกว่า ตัวใหญ่มันดีเนอะ

#เปิดโลก

หลังกลับมาเมืองไทย มีหลายๆ Activity ทำให้ผมเกิดความรู้สึกอยากลอง ไม่ว่าจะเป็น Scuba diving, ถีบจักรยาน, ขี่มอเตอร์ไซต์ แล้วล่าสุดที่ทำให้ผมกลายเป็นนักเดินทางคือ การ ขี่ Big bike

เมื่อต้นปี 2015 น้องหน่อย Noi Tibby ชวนผมไปวิ่งงาน Run for life ที่จัดโดย Amways ผมลง ระยะ 12 Km ไปโดยไม่เคยวิ่งมาก่อน โดย มีเวลาเตรียมตัว 2 เดือน .. ผมลงเพราะอยากไปร่วมกิจกรรม แต่ไม่ได้คิดชอบเรื่องวิ่งมาก่อนเลย รู้สึกว่ามันไม่ถูกกับผม

วันแรกที่ผมซ้อม หมาในซอยออกมาเห่าผม ผมไล่หมาไป ก่อนออกวิ่ง สักพัก ผมหอบเป็นหมา ที่ระยะ 400 เมตร เท่านั้นเอง .. ความกังวลใจ เริ่มบังเกิด เพราะ 400 เมตร กับ 12,000 เมตร มันไม่ใกล้กันเท่าไหร่

หลังจากนั้น ผมก็กลับมาวิเคราะห์ตัวเอง ว่าทำไม .. ผลสรุปสั้นๆ ก็คือ ก็เอ็งไม่ซ้อม .. แล้วจะวิ่งได้ยังไง

หลังจากนั้น ผมก็กำหนดตัวเองให้ซ้อมโดยยึดสนาม golf ในหมู่บ้านเป็นรอบการวิ่ง .. รอบนึงก็ 5 Km ผมวิ่งวันแรกๆ ได้แค่สองโล เหงื่อไหลเป็นปี๊บ ปวดขาไปหมด

ใจนึงก็หาข้ออ้าง ว่าร่างกายเราไม่พร้อม เพราะผมเคยขี่รถล้ม เอ็นเข่าทั้งสองข้างก็เคยฉีกขาด และไม่ได้ทำการผ่าตัดอะไร ตอนนั้นหมอถามว่าเล่นกีฬาอาชีพหรือเปล่า ผมบอกว่าไม่ หมอบอก ถ้าไม่ก็ไม่ต้องผ่า สร้างกล้ามเนื้อเอา เพราะ ขาใช้ เอ็นแค่ 20 % อีก 80% เป็นกล้ามเนื้อ.. ผมเชื่อหมอ พอๆ กับไม่อยากผ่าเพราะเคยอ่าน case ว่าผ่าแล้ว บางคน เดินไม่ได้เหมือนเดิม เลย ไม่เอา
หลังก็เคยผ่าเอาหมอนรองกระดูกที่ทับเส้นประสาทออก แบกของหนักก็ไม่ได้ วิ่งๆ กระแทกแรงๆ ก็คงไม่ไหว คิดแบบนี้ เพื่อจะได้หาเหตุเลิกการวิ่ง

แต่ดูเหมือน เทพสีขาวของผม จะบอกผมว่า .. วิ่งแค่นี้ ถ้าทำไม่ได้ จะทำอะไรไหว .. แค่นั้น ผมก็เริ่มซ้อม โดย ตั้งใจจะต้องวิ่งให้ถึงป้าย .. ก็พอ

ผ่านไปสองเดือน ผมวิ่งได้มากสุด ก็ 8 km วิ่งจนขาลาก .. ไม่เคย วิ่งได้ถึง 12 km เลย .. แต่การพัฒนาเรื่องของ ระยะวิ่ง เทียบกับระยะเดินนั้นดีขึ้น

ถึงวันวิ่ง Run for life เมื่อเดือน มกรา ปี 2015 ผมลงรายการ จุดปล่อยอยู่สวนลุม วิ่งกัน ตีห้า วิ่งอ้อมเป็นวงกลม ไปประตูน้ำ ออกไปสีลม วนกลับมาสุวนลุม ู้ 12 โล… วันนั้น ผมวิ่งเหยาะ ไปเรื่อยๆ และ หยุดเดินที่ 6 km แรก .. ไม่รู้เอาแรงมาจากไหน ตอนซ้อม สองโลก็เดินแล้ว .. มีกำลังใจ กัดฟันวิ่งจนถึงป้าย ชั่วโมงกว่าๆ .. เวลาอย่างห่วย แต่ ผมโคตรดีใจ .. น้ำตาซึม .. ทำได้แล้ว ขอบคุณน้องหน่อย ขอบคุณเพื่อนๆ ที่ช่วยให้กำลังใจเชียร์ ขอบคุณตัวเอง ที่เลือกที่จะวิ่ง …

หลังวันนั้นผมบอกตัวเองว่า นี่คือจุดเริ่มต้น ผมจะวิ่งต่อ และ ตั้งใจว่าจะวิ่งทุกเดือน แล้ว กระตุ้นตัวเอง ให้วิ่งด้วยการลงรายการเดือนละหนึ่งรายการ จนครบ 12 รายการในปีนี้ …

แต่ละรายการผมลองวิ่งไปเรื่อย ทั้ง Track และ Trail หรือ แม้ แต่ Obstacle เพื่อรับรู้รสชาตของการวิ่งแบบต่างๆ .. เป็นประสบการณ์ ไม่ได้มีเป้าหมายอะไรมากไปกว่านั้น

ชีวิตปีนี้ผมเปลี่ยนจากการขี่ big bike เที่ยว (เดิมเที่ยวปีละ 50 Trip ว่างเป็นออก) เป็น วิ่งไป เที่ยวไป แทน …
มอเตอร์ไซต์ ผมคงน้อยใจ แต่ ก็คงเข้าใจ …

ตอนนี้สิ้นเดือนที่ 9 และ ผมมีเหรียญที่ได้จากการวิ่งรายการต่างๆ 9 เหรียญตามที่ตั้งใจ .. ผมเริ่มคิดว่า วิ่งแค่ไหนถึงจะพอ..

ต้องขอบคุณพี่ เต้ย Kidakorn Angkanarak พี่ชายใจดี เป็นแรงบันดาลใจ ดีๆ เรื่องสุขภาพดี ให้หนังสือผมมาอ่านเล่มนึง … พูดถึงชายที่เริ่มวิ่งตอนอายุประมาณผม และ สามารถวิ่งมาราธอนได้เป็นผลสำเร็จ เมื่อครู่พี่เต้ย ก็พูดอีกประโยคนึงของคุณหมอ กฤษดา ว่า .. “ถ้าคุณเดินได้ คุณก็วิ่งมาราธอนได้ ..” และ เพื่อนนัท Nuttapol Sangesorasit ที่บอกว่า ถ้าป๋องจะวิ่งเราจะโคชให้

ผมตั้งใจจะวิ่ง(Full) มาราธอน ในปีหน้าครับ .. ปีที่ผมอายุย่าง 49 ปี ..

มันกลายเป็นหนึ่งอย่างที่ผมต้องทำให้ได้ก่อนอายุ 50 ครับผม

ขอบคุณทุกแรงบันดาลใจ และ กำลังใจที่ให้มาครับ

ป๋อง วิ่งเตาะแตะ แต่จะไป Marathon ให้ได้

#pingpongrun
#sixpackfordad
#ขี่บิ๊กไบค์แบบนิสัยดี