เมื่อวันจันทร์ ตอนขี่กลับบ้านตอนเย็น ขณะกำลังขี่ข้ามสะพานพระราม 5 ผมวิ่งเข้าเลนแซง(เลนขวา) สายตาข้างหน้า เห็น เก๋งเปลี่ยนเลนเข้าเลนแซง เร็วและดูอันตราย

ผมวิ่งตา รถคันนั้นก็เร่งเครื่อง ผมดูแล้วไม่น่าอยู่ใกล้ หลังพ้นรถช้าก็เข้ามาอยู่เลนซ้ายสุด

ข้างหน้าเป็นทางแยก ที่มี Tesco พระราม 5 อยู่ข้างหน้า ..เจ้ารถคันนั้น ยังอยู่เลนแซงถัดจากผมไปสามเลน

ทันใดนั้นมันก็เปลี่ยนเลนทีเดียวสามช่องมาอยู่หน้ารถผม….

เอาล่ะซิ…

ผมขี่แซงขึ้นไป บีบแตรสองที และ ส่งสัญญาณให้จอด จากนั้นผมค่อยๆ ขึ้นหน้า แล้วชะลอรถ รถคันนั้นก็ชลอ พอผมจอด มันก็แซงขึ้นไป ไม่ยอมหยุด

ผมขึ้นไปเรียกอีก ก็ไม่ยอมจอด …รถเบี่ยงออกซ้าย ข้างหน้าเป็นแยก กำลังติดไฟแดง…

ผมคิดในใจว่า หนีไม่รอดแน่ แต่ก็มองไม่เห็นข้างใน เพราะฟืมล์ หนา ถ้าลงมาหน้าตาเหมือนดีเจ เก่ง จะทำไง

เอาวะ ลองดู

(ต่อ)
ผมขี่ตามรถไป เหลือบมองไป แต่ ไม่สามารถมองทะลุกระจกให้เห็นได้ ว่า คนขับเป็น ผู้ชายหรือผู้หญิง …
เพราะจากที่ขี่ในกรุงฯ มา และ เจอเรื่องขับรถไม่สุภาพแบบนี้ บางที พบว่า คนขับ ที่เปรี้ยวๆ นี่ กลายเป็นผู้หญิง ซะนี่ ..

เจอผู้หญิงนี่ผมเอง ก็ไม่ค่อยอยากจะคุยด้วยครับ เพราะ ส่วนใหญ่ คนขับมารยาทไม่ดี มักจะไม่ค่อยจะมีเหตุผลดีๆ อยู่แล้ว ถ้ายิ่งเป็นผู้หญิง เวลาคุยกัน จะกลายเป็นผมไปยืนเถียงกับผู้หญิงเปล่าๆ ..

ผมว่ามันเสียเวลา แต่ ถ้าเป็นผู้ชายนี่ ผมว่าคุยกันได้เต็มที่ เพราะ ดูแล้ว ถ้ามีเรื่องมีราว ต้องออกกำลัง ก็ ยังดูว่า ไม่ได้เป็นการ “เอาเปรียบ”

ส่วน “ทอม” นี่ที่เคยเจอ ผมก็จัดให้ อยู่ในข่าย ผู้หญิง น่ะครับ เพราะ ไม่อยากจะไปเสียเวลาด้วยเหมือนกัน .. ต่อให้เป็น ทอมแกร่ง ขนาดไหน ผมก็คงไม่อยากยุ่งด้วย

เจ้ารถคันนั้นคงเห็นสัญญาณไฟแดง อย่างที่ผมเห็น มันเลยค่อยๆ ขับ และ พยายามที่จะไม่หยุดรถ ตรงที่ผมจอดรอ .. คงถ่วงเวลาให้ ไฟเขียว .. (ผมเอา)

ผมรอแต่รถไม่จอด ผมเลยปล่อยให้แซง และ รอจนรถจอดสนิท แล้ว ไปจอดข้างคนขับ ให้สัญญาณว่า ให้เปิดกระจกคุยหน่อย .. แบบสุภาพนะ

…เงียบ…

ผมกวักมือ ให้สัญญาณว่าเลื่อนกระจกลง อีก รอบ เขาคงเห็นแต่ลูกตา เพราะเวลาใส่หมวก ผมใส่โม่งด้วย

…เงียบ…

ไฟยังแดงอยู่ .. แต่ก็คงอีกไม่นาน คงเขียว ผมประเมินแล้ว ถ้า หลุดไฟ นี้ คงไม่ได้คุยกัน เพราะ พวกคงไม่จอดให้ผมคุยแบบนี้ เพราะเมื่่อกี้ เรียกหลายรอบแล้วไม่จอด

ผมตัดสินใจเอื้้อมมือที่ใส่ถุงมือ ไปเคาะกระจก .. บังเอิญวันนี้ เข้าๆอากาศเย็น เลยใส่ถุงมือหนังมา แล้วเจ้าถุงคู่นี้ ตรง สันมือ เป็นการ์ด ชุบสีแบบโลหะมันวาว .. เคาะไปที เสียงดัง เป๊กๆ

…นิ่ง .. ไม่มีอะไรเกิด

ผมดูอีกสักพัก ก็เคาะด้วยน้ำหนักมือเท่าเดิม ทั้งๆ ที่ ใจอาจเริ่มมีขุ่น จากการไม่ตอบสนอง ..

“เป๊กๆ”…. สองทีพอ

ทีนี้ได้ผล กระจกค่อยๆ เลื่อนลงมา .. ผมก้มไปดู .. มีคนนั่งอยู่เต็มเบาะ นับแล้ว ได้ 4 คน ..

เอาไงต่อดี…

ต่อ…
ผมมองเข้าไป เห็นวัยรุ่นสี่คน ชายสาม หญิงหนึ่ง .. ใจนึงก็ไม่อยากยุ่ง รู้สึกว่า พูดไป เผื่อน้องไม่เข้าใจก็เสียเวลาเปล่า

ใจนึงก็อยากบอกกล่าว เพราะ บางที คนในครอบครัวบอก อาจไม่พอ…

“น้องขับรถอันตรายมากครับ .. ” ผมบอก คนขับ
“ก็ผมจะเลี้ยวเข้านี่..” น้องคนขับ ตัดผมเกรียนๆ บอก
“เปลี่ยนเลน ไม่ให้สัญญาณ และ เปลี่ยนไวมาก เมื่อกี้ ก็ เปลี่ยนเลนจากขวามาตัดหน้าผมอีก” ผมบอก
“ก็ผมจะเลี้ยวเข้าตรงนี้..” น้องบอก .. ผมเห็นว่านี่มันกลางถนน มาจอดคุยกันแบบนี้ จะทำให้ รถด้านหลังติด เลยบอก

ผมมองดูหน้าแต่ละคน แล้ว หลุดปากออกมา .. “ยังเด็กอยู่เลยนี่หว่า..”
เสียงสวนขึ้นมาจากเจ้าคนขับ . “อายุผมถึงแล้วนะ..” เด็กมันคงคิดว่า อายุถึงทำใบขับขี่ได้แล้ว ทำอะไรก็ได้มัง

“จอดคุยกับหน่อย .. ” ผมบอก
“พวกหนูกำลังรีบ …” น้องผู้หญิง ที่นั่งหน้า พูดขึ้นบ้าง
“รีบก็ต้องจอด จอดตรงนี้” ผมชี้ไปตรงจุดกลับรถข้างหน้า เพราะ มีพื้นที่จอด
“ไปจอดตรงโน้นได้มั๊ย ” น้องคนขับ บอก ชี้ไป ตรงพื้นที่ เลยไฟแดงไปแล้ว
“ไม่ได้ครับ .. จอดตรงนี้ล่ะ ..” ผมบอก ยืนยันจุดเดิม เพราะ ดูจากเมื่อกี้แล้ว ผ่านไฟแดงนี้ได้ คงเปิดแน่บ ..

หลังจอดรถเสร็จ น้องคนขับ เดินจ๋อยๆ ลงมา เด็กสมัยนี้ตัวสูงครับ สูงพอๆ กับผม เพื่อนมันเดินมาด้วยหนึ่งคน เป็นผู้ชาย ส่วนอีกสองอยู่ที่รถ

“ผมขออยู่เป็นเพื่อน เพื่อนผมนะ .. ” น้องหน้าขาว บอก ยืนอยู่ด้านขวา
“เมื่อกี้ขับรถ อันตรายมาก ทำไมคนองนัก… ตอนเย็นรถเยอะมาก อันตราย” ผมบอกเจ้าคนขับ สังเกตว่า ผมไม่ได้ เริ่มที่ปัญหาตัวเอง
“คืองี้พี่.. ” น้องหน้าขาว เริ่มพูด ” เมื่อกี้ มันมีรถ เพื่อนผมก็แซงออก มันต้องแซง ” น้องมันอธิบาย ผมไม่รู้หรอกว่า มันรู้หรือเปล่า ว่า เพื่อนมันเปลี่ยนเลนแซง ตอนรถผมกำลังมาพอดี .. แต่ ระยะไม่ได้กระชั้นชิดมาก ผมก็มองว่า มันอาจคิดว่าปลอดภัย แต่ ลีลาการโยกเปลี่ยนเลนมันซิ มันยั่วยวน.. ผมเอง ไม่ค่อยสนใจ น้องหน้าขาว นักเพราะมันไม่ได้ขับ .. ผมสนใจ คนขับมากกว่า

“แล้วเมื่่อกี้ ก็ เปลี่ยนเลน จากขวามาเลย ทีเดียวสามเลนรวด มาดัดหน้าผมนี่ มันแปลว่าอะไรกัน ” ผมถามคนขับต่อ ..
“พวกผมต้องเข้าช่องนี้ .. ช่องซ้ายก็ต้องมาแบบนี้ซะ” น้องหน้าขาวมันเถึยง ส่วนคนขับ ยืนหน้าจ๋อย
“เฮ้ย ผมกำลังพูดกับคนขับ .. คุณบอกอยู่เป็นเพื่อน ก็ฟังเฉยๆ ” ผมหันไปบอกเจ้าหน้าขาว

“ผมไม่มีเจตนานะพี่ รถมันขวาง มันก็ต้องหลบ แล้ว ต้องเลี้ยว มันก็ต้องเปลี่ยนเลน ” ไอ้หน้าขาวที่ ไม่ได้ ขับ อธิบาย ยังกับ มันขับซะเอง ผมทำทีไม่สนใจมัน เพราะ มันพูดต่อ ไม่หยุด มองไปที่คนขับ ยืนเงียบ..

“เมื่อกี้ ที่เรียกให้จอด ทำไมไม่จอด พื้นที่ คนเยอะ แบบนี้ จอดได้” ผมถามคนขับ

“คืองี้พี่.. เมื่อกี้ พวกผมก็คุยกัน .. และ กลัวว่าพี่จะมี .ของ.. เลยไม่กล้าจอด ” ไอ้หน้าขาว พยายามอธิบาย มันอธิบายได้ทุกเรื่องจริงๆ อยู่มหาลัย ผมว่า มันต้องเป็นพวกชมรมโต้วาที แน่ๆ .. แต่ ตอนนี้ ไม่ใช่ช่วงมาโต้วาที

“เอ็งช่วยยืนฟังเงียบๆ ได้มั๊ย … ” ผมบอก “บอกมายืนเป็นเพื่อน ก็เป็นเพื่อนซิ .. กูกำลังอบรมเพื่อนมึงอยู่.. ช่วยกันเถียงไม่ลืมหูลืมตาแบบนี้ เพื่อนมันถึงได้คนองขับรถอันตราย .. คนเขากำลังกลับบ้าน ชนอะไรขึ้นมา .. มีปัญญาแก้ปัญหากันมั๊ย หรือ เอะอะ ก็โทรหาพ่อ หาแม่ เรียกประกันมาเคลียร์… ” ผมเร่งเสียงดัง พร้อมปรับวาทะ ให้เหมาะกับ ไอ้หน้าขาว เพราะเตือนแล้วไม่เงียบ…

ดูเหมือนจะได้ผล ตอนนี้ เงียบกริบ

ผมหันไปที่คนชับ ดูท่าที มัน จ๋อย และ เหมือนจะคิดได้

“ที่พี่เรียกให้ลงมาคุยน่ะ เพราะต้องการเตือน พวกเรา ขับรถในช่วงรถเยอะๆ แบบนี้ ไม่ควรขับเร็ว เปลี่ยนเลนเร็ว มันอันตราย เห็นผู้ใหญ่บางคนทำ ก็ไม่ต้องไปเอาอย่าง เพราะเรื่องแบบนี้มันเป็นเรื่องไม่ดี .. ” ผมพูดมองหน้ามันไป ปรับสรรพนามเสียหน่อย ..

“เรายังไม่โตเป็นผู้ใหญ่ ยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องเจอ ถ้ามีอุบัติเหตุร้ายแรงขึ้นมา ปัญหาก็จะเกิด คนรอบตัวเราก็ต้องเดือดร้อน .. ” ผมบอก ดูเจ้าคนขับ มันฟัง ส่วนเจ้าหน้าขาว พอบอกให้เงียบ มันก็คงเลิกคิดหาคำเถียง และ มาฟังตาม

“พี่ไม่ได้มาหาเรื่อง ที่มาบอกเพราะห่วง ห่วงแทนพ่อแม่ของเรา เขาไม่รู้หรอก ว่า ให้รถลูกมาแล้วจะมาขับกันแบบนี้ .. เราเองเมื่อขับรถแล้ว ก็ต้องรับผิดชอบชีวิตคนที่อยู่ในรถ และ คนที่ใช้ถนนร่วมกับเรา พี่เห็นเราขับ ก็รู้แล้ว ว่า ยังไม่มีใครบอก ว่าควรขับแบบไหนอย่างไร เราจะเลี้ยวซ้าย แต่ เปลี่ยนเลนไปขวาสุด เพื่อตบมาสามเลน แบบนี้ ถือว่า ประสบการณ์ การขับรถไม่ดี เพราะ ถ้ามีรถเร็ววิ่งอยู่เลนซ้าย ก็คงชน หรือไม่ก็เบรคเสียหลัก ” ผมเทศน์ต่อ

“ไม่ต้องมอเตอร์ไซต์หรอกที่ล้ม รถเก๋ง บ้าพลัง วิ่งเร็ว และ เบรค เสียหลัก แทบตกสะพาน พี่ก็เห็นมาแล้ว ดังนั้น เชื่อพี่ ต่อไป ขับรถมีสติ กว่านี้ ถ้าทางโล่ง ไม่มีแยก เอ็งอยากวิ่งเร็ว และ คิดว่า ทักษะดีพอ ก็ ขับไป แต่ ในเขตชุมชนแบบนี้ .. ห้าม.. เข้าใจมั๊ย .. ” ผมบอก คิดว่าน่าจะพอแล้ว

น้องสองคน พยักหน้า ยกมือไหว้ผม
“พี่ครับผมขอโทษ .. ขอบคุณพี่มากครับที่เตือนสติ” เจ้าคนขับ พูดออกมาบ้าง .. ผมมองดู ก็ไม่เห็นดอกพิกุลร่วงลงมา ส่วนเจ้าหน้าขาว ไม่ได้พูดอะไร ได้แต่ ยกมือไหว้ตามเพื่อน

“ไปได้แล้ว จำไว้ ขับรถดีๆ แปลว่า ขับปลอดภัย” .. ผมบอก แล้วก็ขึ้นรถออกตัวไป

นึกว่าเป็นลูกเป็นหลานละกัน ..

ขอบคุณที่ ติดตาม มาทั้งสามตอนครับ
โปรดอ่านโดยใช้วิจารณญาณนะครับ ตรงไหน ดีก็เอาไป ตรงไหนไม่ดี ก็ทิ้งไว้ตรงนี้ครับ

ขอค่าเขียนเป็น ขาน slogan สัปดาห์นี้ ดังๆ ด้วยครับ .. วันสุดท้ายแล้ว

ป๋อง

อ่านแล้วอย่าลืมขาน slogan กันครับ

‪#‎เข้าเขตชาวบ้านถึงชำนาญก็ห้าสิบ‬

Advertisements