ต้องการอะไร?
==========
อ่านแล้ว share ด้วยครับ
==========

12465131_10153781289809326_2071317296_o.jpg

เหตุการณ์ เกิดขึ้นระหว่างการออกทริป ของผม.. ในช่วงขากลับ

เมื่อครู่ออกมาจากกำแพงเพชร ข้างหน้าเป็นแยกไฟแดง รถติดยาว …
Pick up คันหน้าอยู่ในแถวดีๆ ก็ตบออกมาไหล่ทาง ซึ่งเขาไม่ได้ให้วิ่ง คงกะจะลักไก่ไฟเขียว เพราะออดมาก็วิ่งช้าๆ

ผมให้สัญญาณแตร เพื่อให้รู้และ แซงขวา พวกเบียดเข้ามาเสียชิด… คิดแง่ดี คงไม่ทันเห็น (ไฟรถผม เยอะมาก ถ้ามองรับรองว่ายังไงก็เห็น)

ผมจอดรอไฟแดง หันไปดู เอ๊ะ .นี่มันดมตูดกันเลย .. เหมือนเขาจะสื่อสารอะไรกับผมนะ… ตั้งใจมาจอดซะชิดขนาดนี้

ผมตั้งขาตั้ง…ลงจากรถตาม style นิสัยดี

ทักทาย
======
ผมลงจากมอเตอร์ไซต์ …นี่เป็นครั้งที่สามแล้วที่เกิดเหตุการณ์คล้ายๆกันนี้ ตั้งแต่ขี่รถมาสี่ปี

สองครั้งแรกเกิดในกรุงเทพฯ ครั้งแรกมนุษย์ป้า ครั้งสอง วัยรุ่นตอนปลาย… ทั้งสองเคส จอดเสียบเข้ามาแบบนี้ และมาโดย “อวัยวะ” หรือ ชิ้นส่วนบางส่วนของน้องซีดส์ผม ซึ่งท้งสองเคส ดูเหมือนเจ้าของรถยนต์จะไม่ Happy กับตอน ending นัก… เพราะต้องโดน”บอกกล่าว” ไปพอสมควร

นี่เป็นครั้งที่สามที่รถยนต์มาจอด สอดเข้ามาจนเสียวตูด ที่แปลกใจ เพราะเป็นครั้งแรกที่เกิดในต่างจังหวัด…! เพราะผมเชื่อ ว่า อารมณ์ กวนๆ แบบนี้ ผมนึกว่าจะเกิดแต่ในกรุงเทพฯ ซะอีก

ผมเดินเข้าไปหา..เดินไป ก็ กระตุ้นกล้ามเนื้อไป .. เพราะผู้รู้ท่านบอกว่า ก่อนออกกำลังกาย ต้อง warm up ดังนี้ กล้ามเนื้อใช้งานทุกส่วน เลยโดนกระตุ้นให้ทำงาน จะออกกำลังท่าไหนไม่รู้หรอก แต่ วิทยาศาสตร์การกีฬาสอนไว้ว่าให้วอร์มร่างกายก่อนเพื่อป้องกันการบาดเจ็บ

“จอดเข้ามาจนชนรถผมแล้วนี่….” ผมพูดเสียงดังฟังชัด เจ้าของรถใส่แว่นเรย์แบนสีดำไว้หนวด ผมประเมินดูคร่าวๆ อายุน่าจะ พอสมควร แต่ไม่น่าจะมากกว่าผม

“ชนด้วยเหรอ” เจ้าของรถพูดออกมา ผมเดาสีหน้าไม่ได้เพราะพี่เขาใส่แว่น

“ลงมาดู…” พูดจากห้วนๆ ไม่ใช่ ปกติของผม แต่ กรณีนี้ ถือว่าตั้งใจ พูดไม่ทันจบ ผมเปิดประตูรถออก เป็นการ เชิญ “เดี๋ยวนี้เลย” ประโยคหลัง บอกห้วนๆ ห้วนกว่า ตอนแรก อีก

คนขับลังเล… ผมกำชับด้วยเสียงอีกที เขาเอามือดึงเบรคมือ แล้วลงจากรถ คนเต็มรถ ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงมีอายุ คงจะกลับบ้าน ตามเทศกาลกัน

ผมชี้ให้ดู “นี่จอดใกล้ขนาดนี้…ต้องการอะไรเหรอ” ผมถาม เขาคงเดาอารมณ์ ผมจากน้ำเสียง เพราะ อย่างอื่นคงเห็นแต่ลูกตา เพราะ ผมยังไม่ได้ถอดหมวก

“ไม่ชนนี่” คนขับบอก เหมือน นึกมาแล้ว เพราะพวกไม่ได้ ตั้งใจให้ชน แต่ แค่ตั้งใจให้ชิด . เรื่องแบบนี้ ตำรวจบอกว่า “เหตุยังไม่เกิด เอาเรื่องไม่ได้”

“ไม่ต้องรอชนหรอก แค่นี้ก็มีเรื่องได้แล้ว จอดชิดขนาดนี้ ต้องการอะไรเหรอ” ผมถาม ที่ถามเพราะต้องการคำตอบ ถึงแม้สถานการณ์ จะเหมือนถามหาเรื่องก็ตาม

“ผมไม่ได้มีอะไรนะ” คนขับรถบอก “ผมไม่คิดว่าพี่จะจอดตรงนี้” พี่เรย์แบน พูดต่อมาหน้าตาเฉย

“ผมจอดอยู่คุณก็เห็น…” ผมเริ่มรู้สึกวูบวาบ อาจเป็นพราะ กระตุ้นกล้ามเนื้อมากเกินไป หรือ ไม่ก็ คำพูดพี่เรย์แบน มันกระตุ้นบางอย่างในตัวผมมากเกินไป ก็ไม่ทราบ ความรู้สึกเหมือน มันมีพลัง ที่อยากปล่อยออกมาซะเหลือเกิน

ผมมองหน้า พยายามจ้องตา ทะลุผ่านแว่น .. แล้วพูดเสียงเนิบๆ ช้าๆ

“ถอดแว่นออกก่อนมั๊ย…. จะได้ไม่เสียของ” ผมบอก เตือนจากประสบการณ์ เสียดายเของ ออกกำลังกายที ของประดับ เสียหายหลักหมื่น … เขาเชื่อถอดแว่นออก ผมอยากดูตาชัดๆ

” เมื่อกี้ตอนแซงมา ก็เบียด และเร่งเครื่องตีคู่ เกือบจะโดนกัน” ผมบอก วันนี้ เป็นอะไรไม่รู้ พูดจาไม่มีหางเสียงเลย พ่อรู้ พ่อคงด่า เพราะ สอนมาให้เป็นคนพูดเพราะๆ

“พี่คนกรุงเทพฯ หรือเปล่า…” คนขับรถถาม
“ถามทำไม?” ผมสงสัย
“ผมคิดว่าพี่จะไปกรุงเทพฯ ต้องตรงไป” ผมรู้สึกว่า เขาเริ่มตอบเลอะเลือนละ มันเกี่ยวอะไรตรงไหน มาคิดแทนผมได้ไง ว่าจะไปไหน ต้องเข้าเลนไหน .. พี่เขามี ญาติเป็น GPS หรือไง .. ?

“ทำไมชอบคิดแทนผม วะ …ขับรถก็ต้องเว้นระยะห่าง เห็นบอกเป็นคนทำมาหากิน ขับรถทั้งวัน เรื่องแบบนี้ไมารู้หรือไง” ผมถาม

ทหารสามคน เดินมายังเราสองคน ตอนนี้ไฟเขียวแล้ว รถเริ่มเคลื่อนตัว ….ระฆังยังไม่เคาะ .. หลายคนอาจเสียดาย ไม่ได้ดูมวย

ผมไม่ได้สนใจทหาร ยังคงอบรม คนขับรถต่อ

“เลนนี้เป็นไหล่ทาง เอาไว้ให้รถเสียจอด ไม่มีใครเขามาวิ่งเลยเห็นมั๊ย ” ผมดุ เพราะ มีเขาคนเดียวจริงๆ คันอื่น จอดในแถวรอไฟกันหมด ไม่มีล้ำ ลงเลนซ้าย

“เมื่อกี้ตอนพี่แซงผมไม่เห็น” คนรถบอก

“ไม่เห็น เพราะไม่ดูซิ มาดูนี่” ผมเรียกมาดูไฟหน้า ใครเคยเจอผม ต้องบอกว่า รถพี่ไฟแสบดาก มาก เพราะ มันเยอะ แต่ ไม่ได้เยอะ แบบแยงตา ผมเน้น ส่งพื้น ตอนขับกลางคืน ที่มือดๆ

“ไฟขนาดนี้ถ้าไม่เห็น แสดงว่าไม่ดูกระจกเลย …” ผมหยุดหายใจเข้าปอด แล้วพูดต่อ “…แล้วเปลี่ยนเลนมาซ้าย ไม่ดูกระจกเลยนี่มันอันตรายขนาดไหนรู้มั๊ย” โดนเยอะ ฐานเถียง ถ้าเงียบๆ คงพูดไม่กี่คำ

“ท่าทางเหมือนเมา…ดื่มมาหรือเปล่า” ทหารถาม…

“เปล่าครับ”… คนขับรีบตอบ สีหน้ากระวนกระวาย

“จับตรวจแอลกอฮอล์ หน่อยซิครับ สภาพแบบนี้” ผมบอกทหาร ทหารพยักหน้า…

…. ชักยาว เดี่ยวมาต่อ ….

================
ต่อ…
================
ทหารมองหน้าคนขับสักพัก แล้วถาม ท่าทางเราเมานี่ นี่เขารณรงค์ ห้ามเมาแล้วขับโดนเฉพาะ ช่วงเทศกาลนะ ดื่มมาหรือเปล่า” ทหารถามอีก

“ผมไม่ได้ดื่ม”.. คนขับบอก ผมก็ดูไม่ออกว่า ตาแกปรือๆ แบบนั้นปกติหรือด่วยฤทธิ์ แอลกอฮอล์

“ถ้าจะตรวจ ต้องตรวจทั้งสองคน” คนขับบอก… ดูมัน เถียงเป็นเด็กเลย .. ประมาณ ว่า ไม่ยอมนะ ตรวจเค้าคนเดียวไม่ได้นะ .. ทำเป็นเด็ก

“ผมขี่รถ ผมไม่ดื่มอยู่แล้ว” ผมบอกสบายใจได้ เรื่องดื่ม แล้วมาคร่อมรถ นี่ เป็นข้อห้ามผมเลย .. แต่สังเกต คนขับ ทีท่าเริ่มเปลี่ยน คงไม่นึกว่าจะมีเจ้าหน้าที่มาเกี่ยว

ผมเล่าให้เจ้าหน้าที่ฟังถึงสิ่งที่เกิดขึ้นน หลักฐาน รถที่แทบมาแตะกันตรงหน้า ช่วยอธิบายเจตนาของเจ้าของรถเป็นอย่างดี ทหารเลยให้การอนุเคราะผม เทียบเท่าคนที่กำลังโดนเอาเปรียบ

“เดี๋ยวตรวจแอลกอฮอล์ ซะหน่อย ไม่มีก็ไม่ต้องกลัว” ทหารบอก

มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ เข้ามาอีกหนึ่งคน หลังฟังผมเล่าเร็วๆ พร้อมให้ความเห็นว่า คนขับรถเหมือนพยายามหาเรื่องผม ด้วยการจอดซะจี้แบบนี้ ตำรวจรับฟัง

จากที่ผมคิดว่าจะแก้ปัญหาเอง จัดการหมอนี่ซะเอง กลายเป็นมีคนมาช่วยอีก 4 คน ทหารสาม ตำรวจ หนึ่ง… เราทำดี ย่อมมีคนคุ้มครอง

คนขับรถดูเหมือนต้องการกำลังเสริม พูดขึ้นมา
“ผมก็คนที่นี่แหล่ะ เพื่อนผมก็มี” พูดแล้วหยิบโทรศัพท์ ขึ้นมาทำท่าจะโทร

“คนทำผิดเพื่อนไม่ช่วยหรอก” ผมพูดเบาๆ

คนรถมองหน้าผม คงอีดอัดที่เห็นแต่ลูกตา เลยบอกว่า “พี่คุยกับผม ถอดหมวกมาคุยก็ได้” ผมไม่รู้ว่า ตอนน้้น พี่เขาคงจะอยากเห็น หรือ อยากต่อยหน้าผมแม่นๆๆ ละมัง …ผมนึกในใจ ใส่ไว้ก็ดี แต่ ..ถอดก็ดีเหมือนกัน …เผื่อเห็นหน้าแล้ว อะไรจะดีขึ้น

ผมถอดหมวก …คนขับมองมากสักพักอุทานว่า นี่มันพี่ป๋องนิสัยดี นี่…

เปล่าครับ อันนี้ มุข ผมคิดไปเองขำๆ เขาไม่ได้อุทานหรอก เขาไม่รู้จักผมด้วยซ้ำ เขาขับ รถ pick up แต่ไม่แน่นะ ถ้าขี่ Big bike ก็ว่าไปอย่างอาจรู้จักผมก็ได้ เขามองไม่พูดว่าอะไร คงเริ่มรู้สึกว่าผมไม่ใช่เด็กแล้ว

และก็ไม่ใช่คนที่น่าจะมาแกล้งกันบนถนนด้วย ….

“พี่น่ะ ขับรถรอไฟแดง ไม่ควรออกมาไหล่ทางซ้าย เพราะ มันไม่ใช่ทางวิ่ง รถเล็กกว่าเขาจะได้ไปได้ อีกอย่าง ออกมาก็ต้องไปเบียดเข้าข้างหน้า ทำรถติดอยู่ดี และ เป็นการเห็นแก่ตัว…” ผมพูด ดูสีหน้า สังเกตว่าเริ่มฟัง

“…แล้วขับรถต้องรักษาระยะ อะไรก็เกิดขึ้นได้ จะได้ไม่ไม่เกิดเหตุเวลาเบรคกระทันหัน ….จอดรถ ห้ามมาจอดใกล้แบบนี้เด็ดขาด มุมอับมองไม่เห็นกะพลาด ชนชิ้นส่วนผมแตกหักไป แล้วทำไง …มาพูดขอโทษ …มันคงไม่ง่ายแบบนั้นหรอกระ… รถใครใครก็รัก …เขาคงไม่คุยดีด้วย…” ผมจัดต่อ ทุกคนเงียบ

“ขับรถถ้าไม่อยากมีเรื่อง อย่าหาเรื่อง เพราะ เราไม่รู้หรอกว่าจะเจอกับอะไรบ้าง …” ผมบอก

คนชับ .. เงียบ…

“รู้ไหมว่าตัวเองทำไม่ถูก…” ผมถาม
คนขับรถมองหน้าผม … แล้วพูดขึ้น ” ครับ ผมทำไม่ถูก ”

“ทำไม่ถูก แล้วทำไง” ผมถามต่อ .. ดุจริงๆ ตอนนั้น

“พี่ครับ ผมขอโทษ” คนรถบอก พูดลอยๆ
“ไหว้เป็นมั๊ย” ผมถามต่อ คนบางคนก็แค่ๆ พูดขอโทษให้จบๆ แต่เรื่องไหว้ นี่เป็นตัวบอกความจริงใจในการสำนึก คนเรามี ศักดิ์ศรี ไม่ไหว้กันง่ายๆ ในเรื่องแบบนี้

“ผมขอโทษพี่จริงๆ ครับ” คนขับยกมือไหว้

“เอางี้นะครับ ผมจะออกใบสั่ง ฐานจอดรถกระชั้นชิดให้คนขับ …” ตำรวจพูดขึ้นมา

“ไม่ต้องออกหรอกครับ” ผมบอก

“ทางพี่จะได้สบายใจด้วย” ตำรวจบอก

“ไม่ต้องหรอกคุณตำรวจ พี่เขาคงอยู่กรุงเทพฯนาน มันเครียด และใจร้อน ผมแค่อยากให้เขาสำนึกสิ่งที่ทำ อาจจะไม่มีใครเคยบอก จึงต้องบอกเขา และ ให้เห็นผลร้าย ตอนนี้ผมว่าพี่เขาก็สำนึกแล้วล่ะ ก็น่าจะพอแล้ว…ไม่ต้องรบกวนคุณตำรวจด้วยครับ แค่นี้ก็เหนื่อยกับช่วงวันหยุดแล้ว” ผมบอกพี่ตำรวจ เห็นใจพี่ๆ เขา ต้องมาทำงาน ช่วงเทศกาล แถมเจอเรื่องบ้าๆ แบบนี้ อีก

ผมหันไปมองทางคนขับ จู่ๆ ก็พูดขึ้นมา
“ผมต้องขอโทษพี่ และ ขอบคุณที่ช่วยสอนเตือนสติผมนะครับ” คนขับพูดกับผมแบบนั้น ท่าทีก่อนหน้านี้เปลี่ยนไปหมด

“ไม่เป็นไร ขับรถก็ใจเย็นๆ หน่อย ที่สำคัญ อย่าไปหาเรื่องกับมอเตอร์ไซต์ เจอคราวหน้า ถ้าคนขี่อารมณ์ร้าย อาจไม่ได้ยืนคุยกันแบบนี้….”ผมบอก ก่อนจะยกมือไหว้ ทหาร และ ตำรวจ ที่มาช่วย

ผมขับรถแล่นออกไป คิดว่าเรื่องนี้ อาจได้ช่วยอีกหลายเคส จากพฤติกรรมขับรถแบบนี้ ถ้าพี่เรย์แบน แกสำนึกแล้วเข้าใจ ก็คงไม่มีเรื่องแบบนี้ เกิดขึ้นอีก คนเราไม่มีใครอยากมีเรื่องหรอกครับ แต่ชอบทำอะไรให้เรื่องมันเข้ามาหาทุกที….

ขอบคุณที่ตามอ่านจนจบครับ
พิมพ์ไม่เมื่อย แต่จะหายเหนื่อย ถ้ามา comment กัน

ขอวิจารณ์ ขานรุ่น และ คติเตือนใจ กันด้วยครับ

อันใหม่ออกมาพอดี

‪#‎วิ่งไวเช็คให้แน่ใจค่อยเปลี่ยนเลน‬
‪#‎goodbiker‬
‪#‎tipbiker‬
‪#‎casebiker‬