“คิดว่าขี่บิ๊กไบค์ แล้วใหญ่หรือไงวะ”

เสียงเด็กวัยรุ่นโวยใส่หน้าผม…พร้อมกับสีหน้าเหมือนพร้อมจะฆ่าใครได้สักคน

เหตุการณ์ มันเกิดขึ้นไม่ถึงนาทีนึงก่อนหน้า.
..
ปกติผมไม่เคยปล่อยรถมีระดับน้ำมันน้อยเหมือนวันนี้
สัญญาณกระพริบบอกว่าต้องเติมน้ำมันแล้ว ติดขึ้น ผมจำได้ว่าข้างหน้ามีปั๊มน้ำมัน ขณะกำลังคิดจะเปลี่ยนเลนไปทางซ้าย ผู้ชายขี่มอเตอร์ไซต์ มีคนซ้อนใส่เสื้อแขนยาวสีขาว เหมือนนักเรียนก็ขี่ขึ้นมาขนาน อยู่ทางซ้ายของผม

ผมเร่งเครื่อง พวกก็ตีคู่ พอผ่อนพวกก็ผ่อนตาม …
เอ๊ะ จะเอายังไง จะถึงปั๊มอยู่แล้ว ผมยังอยู่ขวา เข้าไม่ได้ ถ้าเข้าก็เดี๋ยวเกี่ยวกันล้ม เลยเร่งเครื่องหนีออกไป และเปิดไฟเลี้ยวเปลี่ยนเลน

======

(ต่อนะครับ)
ผมดูกระจกหลังทันทีที่เร่งเครื่องเห็นว่าทิ้งช่วงแล่วก็เปลี่ยนเลนมาซ้าย ชลอรถ

ดูเหมือนรถน้องสองคนนั้นจะไม่ชลอเลย ปั๊มอยู่ข้างหน้า ผมเปลี่ยนมาอยู่ line ด้านซ้ายของน้อง ทันใดก็ เห็นน้องเปลี่ยน line มา อยู่หลังผม…

ยุ่งละซิ… เราต้องเลี้ยวเข้าปั๊มแล้ว ผมแตะเบรคลดความเร็ว เปลี่ยน line ไปทางซ้าย (เปลี่ยน line ไม่เปลี่ยนเลน) เพื่อหลีกเลี่ยงการชนจากด้านหล้ง…ไฟเลี้ยวยังเปิดอยู่

คว#@$…! และคำหยาบหลุดออกมาเป็นประโยค คนซ้อนยกมือชี้หน้าพร้อมด่า แบบเอาเรื่อง

ผมยกมือขวาชี้ให้จอดข้างทาง คนซ้อนมองเห็นสะกิดคนขี่ เก็นยังลังเล ผมยักคอ ส่งสัญญาณให้จอด เสร็จแล้ว ผมเลี้ยวเข้าไปจอดตรงทางเข้าปั๊ม รถน้องจอดบนฟุตบาทด้านนอก มีแค่ซุ้มต้นไม้ระดับเอว กั้นไว้ระหว่างเรา..

คนขี่และคนซ้อนรีบลงจากรถ คนขี่ถอดหมวกกันน๊อค และเปิดฉาก

“ขับรถอย่างงี้ได้ไง…ปาดกูทำไม …กูทำผิดอะไร” เสียงคนขี่ตะโกนตะคอกเสียงดัง
คนซ้อน อาการแบบของขึ้นมาก ชี้หน้าตะคอกพูดไม่หยุด “มึงแน่มากเหรอ”

ผมลงจากรถ และยืนประจันหน้ากับคนขี่ พอคนขี่พูดจบ ผมเริ่มพูดด้วยเสียงราบเรียบ…นุ่มๆ แต่ได้ยินชัด

“…ไม่ได้ทำผิดอะไรหรอก พี่จะเข้ามาเติมน้ำมัน ตีคู่มาเร็วแบบนั้น เดี๋ยวจะพาเกี่ยวกันล้ม …”
“ที่บีบแตรเพราะจะได้รู้ว่าอยู่ข้างๆ พี่เห็นเราไม่เบาเลยต้องเร่งแซงขึ้นมา…” ผมบอกตาจ้องหน้าคนฟัง

” ทำไมต้องมาปาดด้วย” คนขี่ยังตะคอกอยู่ คงคาใจ

” ไม่ได้ปาด ให้สัญญาณแล้ว เร่งแซงไปไกลแล้ว แต่น้องยังเร็วอยู่ ดีแล้วที่ไม่เกี่ยวกันล้ม”
ผมพูดไม่ทันจบ คนซ้อนวิ่งไปถีบป้ายทางเข้าปั๊มดังโครม…

========

(เล่าต่อ)
ท่าทางน้องมันคงโมโหมาก ถีบป้ายดังโครม กระฟัดกระเฟียด หัวเหวี่ยง เหมือนอยากปล่อยพลังเข้าใส่ใครสักคน…

ผมเดินอ้อมแนวกั้นไปหาทั้งสองคน ใจไม่ได้คิดร้ายกับใคร

คนขี่เดินเข้ามาประชิดผม พูดเสียงเบาแต่ได้ยินชัด
“ผมไม่รู้พี่ใหญ่ขนาดไหนนะ แต่อย่ามารังแกกันแบบนี้”

ผมเข้าใจละว่า สองคนนี้มีทัศนคติไม่สู้ดีนักกับบิ๊กไบค์ เลยคิดว่าการที่ผมเปลี่ยนเลนจะเลี้ยวเข้าปั๊มเป็นการปาด

“พี่ไม่มีอะไรนะ ก็แค่จะเลี้ยวเข้าปั๊ม น้องเองมาเร็ว เห็นรถจะเปลี่บนเลน ไม่ชลอ มันก็หวาดเสียวจะชนกันแบบนี้แหล่ะ” ผมพูดเสียงเบาพอกัน ไม่จำเป็นต้องคำราม

ผมเดินผ่านคนขับเช้าไปหาเด็กคนซ้อนที่ยังโวยวาย สบทด่าทอและพร้อมจะปล่อยหมัด

ใจคิดว่าถ้าเด็กมันพลังเยอะจริงๆ จะปล่อบให้ต่อยก่อนทีนึง ^^

“น้อง ..เอ็งหัดใจเย็นๆ หน่อยซิวะ” ผมพูดเสียงดังฟังชัด

น้องมันไม่ฟัง ยังคง พูดเสียงตวาดออกมา
“คิดว่าขี่บิ๊กไบค์แล่วใหญ่หรือไงวะ” …

ผมไม่ได้ตอบ เพราะ สิ่งที่น้องเห็นน่าจะเป็นคำตอบอยู่แล้วว่าใหญ่หรือไม่ใหญ่…ขนาดตัวของผม คงทำให้น้องลดอาการโมโหลงได้บ้าง

“หัดใจเย็นๆ หน่อย เดี๋ยวก็ไม่ได้อยู่ทันโต”…ผมบอกกับน้องด้วยความหวังดี

ดูเหมือนคนขับคงจะเข้าใจ และ ไม่คิดจะทำอะไรต่อละ เพราะการมากันสองคนและตะโกนโวยวาย อาจทำให้คนกลัวและไม่อยากยุ่ง หากแต่ไม่ได้ผลในกรณีนี้

ทั้งสองคนขึ่นรถขี่ออกไป ผมยังได้ยินไอ้น้องคนซ้อน สบทคำหยาบหลุดจากปากออกมา…

ในใจนึกสงสารพ่อแม่มันจัง…

นำเรื่องนี้มาเล่า เพราะ อยากให้รับรู้ว่าคนประเภทนี้เริ่มเยอะขึ่นเรื่อยๆ ไม่อยากโทษใคร แต่อยากให้พวกเราในกลุ่ม พยายามมีสติทำแต่เรื่องดีๆ อย่างน้อยก็ยังถือว่า Big Bike นิสัยดีๆ ก็ยังมีอยู่จริงครับ

ขอบคุณที่ตามอ่านมาถึงสามวัน

=จบบริบูรณ์=

‪#‎นิสัยดีมีไว้ประจำใจ‬

#นิสัยดีมีไว้ประจำใจ

ขานกันนะ #นิสัยดีมีไว้ประจำใจ

Advertisements