​Working  on last day

=================

บางทีเรามาทำงานที่เดิมนานๆ ขนาดผม คงเคยถามตัวเองบ้างล่ะว่า ตื่นเช้ามาเดินทางมาที่เดิม หลายๆปี ไม่เบื่อเหรอ….
ผมอยู่ที่นี่มา 25 ปี เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว…หลังทำงานอย่างหนักมานาน และแล้วผมก็มีวันนี้ครับ… วันที่มาทำงานเป็นวันสุดท้าย…
ถือโอกาสเล่าประวัติการทำงานผมที่นี่เลยละกัน…..
… 
#ปี2526 ตอนมัธยม ผมนั่งรถเมล์ ผ่าน ตึก “ปูนซิเมนต์ไทย” ทุกวัน… นึกทุกครั้งว่า ถ้าเรียนจบ ได้ทำงานที่นี่คงจะดี
สมัยนั้น ปูนซิเมนต์ไทย เป็น sponsor รายการ 180 IQ รายการตอบคำถามของเด็กนักเรียน…  ผมเองก็ มักเป็นตัวแทน โรงเรียน แข่งพวกนี้ประจำ จำได้ว่า สมัยเด็ก เหมือนความรู้เกินตัว…
…ไม่เหมือนตอนโต … ที่มีใบหน้าเกินวัย….
#ปี2528 สอบเทียบได้ แบบหวาดเสียวจริงๆ เพราะ ไม่เคยอ่านของ ม.6 เลย และ ขาดสอบ เลยตัดสินใจไม่ entrance ให้เปลืองตังส์

หิ้ว Transcript ย้ายมาเรียน ที่ ศ.จ. หนึ่งปี ได้เพื่อน ได้ประสบการณ์ โดนครูตี เป็นครั้งแรก จนขาแตก เกือบมีเรื่องมีราว …(สาเหตุไม่ได้แต่งชุด ร.ด. ไปในวันกืจกรรม เพราะ ซักไม่ทัน -เพิ่งใส่ฝึกวันศุกร์) 
#ปี2529  จบมาเลือก วิศวะรวด 4 จาก6 อันดับ … ผลออกมา สอบติดที่เกษตร มหาลัยที่ใกล้บ้านที่สุด แต่ สารภาพเลย ไม่เคยมา… วันรู้ผล มาครั้งแรก อยากได้ ฟิลลิ่ง ตอนเปิดใบประกาศ..^^
ตอน Ent เลือกเรียน ตามความฝัน โดยมีพี่ตุ๋ย Anont Wonggasem เป็น Idol พี่ตุ๋ย เรียนเก่งตั้งแต่อยู่สวนกุหลาบ พอมาเรียนวิศวะจุฬา พ่อบอกเลยต้องให้ได้แบบพี่ตุ๋ย…
พ่อบอกพ่อเรียนน้อยเลยลำบาก เอ็งเรียนเก่งๆ ให้ได้แบบพี่ตุ๋ย โตขึ้นจะได้สบาย ได้มีโอกาสเป็นเจ้าคนนายคน… เชื่อพ่อ บวกกับไม่ชอบท่อง ชีวะ เลยไม่เรียนหมอ ตามที่แม่(เลี้ยง) อยากให้เป็น และสายตาสั้น 650 เลยหมดฝันเรื่องเป็นนักบิน … วิศวะนี่แหล่ะ ตอบโจทย์ เพราะชอบ Physic Match English เป็นทุน
ตอนผลเอ็นฯ ออกผมสอบที่ วิศวชลประทานด้วย ผลยังไม่ออก แต่ได้ที่เกษตร เลยไม่ดูอีกที่ละ กลัวโลเล … ผมยังไม่รู้ผลจนทุกวันนี้เลยว่าผมติดที่ชลประทานหรือไม่…?
#ปี2531 ตอนอยู่ ปี 3 ผมเลือกฝึกงานที่ เครือซิเมนต์ไทย ได้ไปฝึกงาน กับ บ.สยามคราฟ  ใช้ชีวิตที่ บ้านโป่งราชบุรีอยู่สองเดือน มีเพิ่อนหลายคน คนที่ยังป้วนเปี้นอยู่ในนี้ คือ โจอี้ ไห่ Srankorn Vitayalertpanya
ได้สัมผัสกับ เครือฯนิดนึงละ
ก่อนจบมี HR มารับสมัครถึงคณะ ผมสมัครไป มีนัดสัมภาษณ์ จำได้ว่าพี่ท่านนึงคือ คุณอดุล อุดล คุณพ่อของรุ่นพี่ที่คณะ … สัมภาษณ์อะไรบ้างผมยังจำได้จนทุกวันนี้… ไม่ได้ถามตรงกับที่เตรียมมาเลย
ผลออกมาผมได้งานที่เครือฯ ..
#ปี2533 เข้ามาทำงานเครือซิเมนต์ไทย … งงๆ ให้ไปรายงานตัวที่ CPAC ตอนนั้น CPAC เป็น บริษัทที่มีสามกิจการ หลังคาเป็นหนึ่งในสามกิจการ ผมไปเริ่มที่นั่น เป็นวิศวกรผลิต

เข้าไปวันแรกไม่มีที่นั่ง พื้นที่แน่นมาก office เล็กนิดเดียว. อาคารสมัยเก่า พื้นฐานโรงงาน ทุกอย่างแคบเล็ก เจ้านายคนแรกคือ พี่ธาดา Tada Tearprasert ตอนนั้นพี่เขาเป็น ส่วนผลิต บอกผมว่าเดี๋ยวจัดโต๊ะพิเศษให้นั่ง ห้องใหญ่ๆ เลย …เราก็ดีใจ เพราะใหญ่จริงๆ ไปนั่งในโรงงาน 
ช่วงนั้นขายดี…ทำงานกัน 7วัน ผมน่ะทำห้า แต่ในโรงงานเจ็ด ต้องจัดกะ าลับกันหยุด เข้าไปตอนนั้นพนักงานเขารียกผมว่า “นายช่าง” แต่ถึงเรียกแบบนี้ ช่วงเข้าไปก็โดน “ลองของ” บ่อยๆ …. ไม่มีความรู้ไปสอนอะไรพี่ๆ เขาหรอกจบใหม่ๆ ไปเรียนรู้จากเขาซะมากกว่า… แต่สิ่งที่ต้องทำบ่อยมากคือ การตัดสินใจ ซึ่ง ผมจำได้ว่า มักจะใช้ประสบการณ์ในการตัดสินใจที่มารู้เอาภายหลังว่า ไม่ใช่วิธีที่ถูกเลย…!
ผมทำผลิตได้ปีกว่า พี่วิบูลย์ คงพร้อมสุข ผู้จัดการแผนกตอนนั้น มาชวนผมว่าไปอยู่โรงงานต่างจังหวัดกันมั๊ย… ผมตอบ ok ทันที เพราะ งานที่ทำอยู่ทุกวัน มีเรื่องที่ต้องปรับภาพแวดล้อมมาก … ซึ่ง เงินเดือน 8,000 บาทที่ได้รับ บางทีก็รู้สึกไม่คุ้ม เพราะผมแพ้อากาศง่าย
ที่ทำงานต่างจังหวัดที่ว่านั้นไกลมากครับ อยู่พุทธมณฑลสาย 7 นี่เอง…^^
ย้ายมานี่เปลี่ยนจากผลิต มาดูซ่อมละ ตอนนั้น สนิทกับพี่โบ๋ ประยุทธ กลึงทอง (แกชอบล้อตีวเองว่า ลึงค์ทอง) พี่โบ๋ จิตใจงาม สอนอะไรผมเยอะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การทำความดี คิดดี ทำดี พี่โบ๋ ทำให้คนอื่นมาก ชีวิตบั้นปลายสบายและมีความสุข ผมเห็นกะตา ตอนนี้แกออกไปนานแล้ว ผมเจอล่าสุดยีงหนุ่ม สนุกเหมือนยี่สิบปีก่อน
#ปี2535 ผมเริ่มมาทำงานกับโรงงานเปิดใหม่ ทุกอย่างดูสับสนวุ่นวาย เครื่องจักรแบบใหม่ ทีมงานใหม่ สมัยนั้นทำงานกับฝรั่ง ที่มาจาก อังกฤษ และ ออสเตรเลีย ปัญหาหน้างาน ประสบการณ์ที่ไม่เท่ากัน บวกกับ “ความมั่นใจในตัวเองเกืนไป”  ของคนไทย ทำให้ เห็นควาทงมขัดแย้งในการทำงานระหว่างเชื้อชาติ ผมว่า ความสามารถในการใช้ภาษาของเรามีผลมาก…. อยากฝากน้องๆให้ตั้งใจเรียนภาษาอังกฤษให้เยอะๆ
ทำงานโดเขึ้น โดดลง ตอนติดตั้งเครื่องจักร ทำให้ถึงกับเข้าโรงพยาบาล เพราะหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท!
เรื่องที่ shock ผมมากกว่านั้น คือพี่วิบูลย์ เจ้านายที่ชวนผมไปทำงานที่นครปฐม มาเยี่ยมผมหลังผมผ่าตัดหละง (ตอนนั้นอายุ 25 เอง) พร้อมกับบอกว่า..”ผมลาออกแล้วนะ!”
สมัยนั้นผมว่าธุรกิจขยายตัว กำลังพลเตรียมกันไม่ค่อยทัน โรงงานขึ้นกันแทบจะสองปีหนึ่งโรง จนผมรู้สึกว่า “คนขาด” เพราะรู้สึกว่าต้องย้ายไปช่วยแผรกโน้น แผนกนี้ จนเรียกได้ว่าย้าย ทุกสองปี ได้ทำงานทั้งงานผลิต งานซ่อมบำรุง และ งานโครงการ…
พี่อีกท่านที่อดกล่าวถึงไม่ได้ คือ พี่ธาดา Tada Tearprasert ตอนนั้นพี่ ธาดา เป็น MD ที่ต้องดูแล ส่วนวิศวกรรมอีกตำแหน่งหนึ่ง 
มีวันนึงพี่เขาเข้ามาที่ office ผมแล้วตั้งคำถามว่า ถ้าโรงงานขยายขึ่นปีละโรงแบบนี้ ผมจะจัดระบบการบำรุงรักษาอย่างไร …คอนนั้นผมเป็นผู่จัดการแผนกบำรุงรักษา..
คำตอบที่ผมตอบคือเพิ่มคน…ให้รับกะบงาน แต่พี่เขาบอกว่า อย่างนี้ถ้าบริษัทใหญ่ไป ก็คงไร้ประโยชน์ เพราะไม่ได้ใช้ความใหญ่ให้เป็นพลังเลย … นั้นคือที่มาทำให้ผมเริ่มระบบการซ่อมเป็น Decentralize แล้ว มาเป็น TPM (Total preventive maintenance) ในที่สุด
วันเดียวกันนั้นเองที่พี่ธาดาสอนให้เห็นความแตกต่างระหว่าง Winner กับ Loser ให้ฟังด้วย …ผมใช้มากับชีวิตจนถึงทุกวันนี้
ช่วงนั้นได้เข้ามามีส่วนร่วมกับการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ … ต้องบอกว่า การแอกผลิตภัณฑ์ใหม่ช่วงนั้น ความรู้แปรผกผันกับความเครียด
เรื่องไหนรู้เยอะ ก็เครียดน้อย…
สินค้าที่ได้เป็นคนทำกับทีมคือ กระเบื้อง Neustile กระเบื้องหลังคาที่ตอนทำ.. เหนื่อยมาก
ทำตัวนี้อยู่ ก็ต้องย้ายไปถิ่นเก่า โรงงานนครปฐม เพราะทางนั้นต้องการคนช่วย มาเที่ยวนี้ได้มาร่วมงานกับพี่หลายๆคน รวมทั้งพี่ตี๋ Boonsak Huttpor
จนกระทั่งวันนึงพี่ทอง ธนศักดิ์ สาคริกานนท์ มาหาและถามว่า สนใจไปทำงานที่กัมพูชากันมั๊ย…. ภาพ กัมพูชาในหนัง Killing field ลอยมา… แล้วผมก็ตอบว่า…
“ไปครับ”
#ปี2001 ได้มาทำงานต่างประเทศ ฟังดูหรูดี แต่ เป็นประสบการณ์การทำงานที่ดีเยียมสำหรับผมเลย เพราะ มาที่ กัมพูชา ภาพต่างๆ ที่เคยจินตนาการ เปลี่ยนไปหมดเมื่อมาอยู่จริง ผู้คนที่นี่น่ารัก และ ผมก็รักพวกเขา เพื่อนๆ คนไทย ก็ ดี้ดีครับ บรรยาการ มิตรภาพ เหมือนสมัยเรียนหนังสือกลับมาก็ตอนนี้ . ผมซาบซึ้งคำว่าเพื่อนมากกว่าครั้งใดก็ที่นี่ .. 
ระหว่างทำงานได้อยู่ในเหตุการณ์การเกิดจราจล เผาสถานฑูตด้วย เป็นจังหวะที่ไม่ดี แต่ ก็เป็นประสบการณ์ที่สอนให้ระมัดระวังและเตรียมพร้้อมต่อสภานการณ์ฉุกเฉินของผมเอง 
#ปี2005 กลับมาทำงานที่เมืองไทย และ ได้เวียนไปดูแลงานที่กัมพูชาด้วย อยู่แปดเดือน เป็นประสบการณ์ที่หนักหน่วง เพราะ พ่อเจ็บหนักก็ตอนนั้น .. ตอนนั้นสอนให้รู้ว่า ปัญหาหนักขนาดไหน ถ้าเราผ่านมันไปได้ เราจะแข็งแกร่ง 
ปัจจุบันมีความสุขมากกับการทำงาน และ เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ได้ตลอด ปีนี้ ทำงานมาครบ 25 ปีแล้วครับ เลยอยากรำลึกความหลังตั้งแต่ทำงานมา
วันนี้ทำงานถึงวันศุกร์ กะว่าจะ Vacation สักสัปดาห์ เลยมา โพสไว้ครับ สำหรับการทำงานวันสุดท้ายของ Brake นี้ 
ขอบคุณที่ติดตามครับผม