เรื่องราวจากกลุ่ม ขี่บิ๊กไบค์แบบนิสัยดี
โดย Chaya Suttichujit

สวัสดีครับ ชื่อไมค์ครับ อายุ 22 ปี ตอนนี้กำลังขับ CBR650F เป็นรถคันที่สองครับ ขอเขียนเล่าประวัติของตัวเอง ว่าเป็นยังไงมายังไงซักหน่อย ยาวหน่อยนะครับ

ผมกำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 5 คณะวิศวกรรมศาสตร์คอมพิวเตอร์ภาคอินเตอร์ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตศาลายา และในขณะเดียวกันเป็นเจ้าของบริษัทผลิตสื่อภาพยนต์ Albatross Film Service Co., Ltd. ให้บริการทั้งภาพเคลื่อนไหวและภาพนิ่ง ตั้งแต่พื้นดินยันท้องฟ้าเลย

ตัวผมเองเติบโตมาในครอบครัวคนจีนครับ คุณพ่อผมเกลียดมอเตอร์ไซค์เอามากๆ เรียกได้ว่าเข้าเส้นเลย เพราะเค้าเองก็ได้เสียคุณพ่อของเค้าไปจากอุบัติเหตุ 2 ล้อ ด้วยเหตุนี้เค้าจึงพร่ำสอนผมเสมอมาว่าให้เลี่ยงทั้งการซ้อนและขับขี่มอเตอร์ไซค์ ซึ่งผมก็เป็นคนว่านอนสอนง่ายนะ ไม่เคยไปยุ่งกับ 2 ล้อเลย

จนกระทั่งวันนึงสมัยผม ม.3 ได้ไปร่วมงานกับเว็บไซต์คอมพิวเตอร์ยักใหญ่ของประเทศไทยแห่งหนึ่ง ได้มีโอกาสขับฟีโน่ออกไปซื้อข้าวกล่องกินครับ เป็นครั้งแรกที่ได้สัมผัสว่า “นี่แหละ ความรู้สึกที่หามานาน” แต่ตอนนั้นก็ไม่มีหรอกนะ ไอความคิดที่จะขับมอเตอร์ไซค์ ยิ่งความคิดที่จะขี่บิ๊กไบค์นี่ไม่ต้องพูดถึงเลย

พอขึ้นมหาลัยปี 1 ก็มีสิ่งที่เรียกว่า “ความฝัน” โผล่แวบขึ้นมาในหัว ว่าชีวิตนี้ผมจะต้องมีซุปเปอร์ไบค์และซุปเปอร์คาร์เป็นของตัวเองให้ได้อย่างน้อยๆอย่างละ 1 ลำ แต่เหมือนที่บ้านจะรู้ทัน คุณพ่อก็เลยชิงถอยเก๋งป้ายแดงให้ซะเลย ซึ่งก็เวิร์คครับ ผมพับเก็บความฝันนี้ไปเลยจนผมขึ้นปี 4 ก็เกิดความคิดที่ว่า “ไม่ใช่ตอนนี้ ละตอนไหนละ..”

ผมก็ค่อยๆศึกษาทุกสิ่งอย่างเกี่ยวกับบิ๊กไบค์ ทั้งข้อดี/ข้อเสีย เอาไปคุยกับคุณพ่อ ซึ่งแน่นอนว่าโดนปฏิเสธ… แต่ผมก็ไม่ลดละ เฝ้าทำงานแบบไม่เกี่ยงงาน รวมถึงเทรดด้วย จนเก็บเงินได้ก้อนใหญ่ ไปแอบถอย Ninja 250r มือสองมาลองขับดูว่ามันยังเป็นสิ่งที่ผมตามหามานานอยู่รึเปล่า คำตอบก็แน่นอนว่าคือ..ใช่ เอาไปจอดแอบไว้ที่หอก่อนเพราะขับเข้าบ้านไม่ได้ ยังติดด่านหัวหน้าอยู่ (555)

คืนนั้นผมก็เข้าไปคุยกับคุณพ่ออีกครั้งครับ แต่คราวนี้ไม่ใช่ขออนุญาติ ผมมีจุดยืนชัดเจนมากๆว่า “ที่มาคุยกับป๊าวันนี้ ไม่ได้จะมาขอขับ แต่จะมาบอกว่าจะขับ” จากนั้นคืนต่อมาผมก็ขับไปจอดบ้านเลย กระทั่งวันรุ่งขึ้นก็ได้พบกับสายตางงๆจากทุกคนในบ้าน และคำรบเร้าให้เอาไปขายทิ้งต่างๆนาๆ แต่ยังไงจุดยืนผมก็ชัดครับ ผมให้คำมั่นสัญญากับเค้าว่าจะขับขี่ปลอดภัย เปิดไฟยกล้อ..ไม่ใช่… จะใส่อุปกรณ์ป้องกันให้ครบถ้วน

ได้มายังไม่ทันไร ล้มแปะก่อนเลย!! เพราะอะไรนะเหรอ.. ลืมเอาขาตั้งลง

ขับเจ้าคันแรกไปได้ไม่ถึงเดือน ผมก็เจอกับอุบัตเหตุครั้งแรกของผม คือโยกหลบมอไซวินที่ขับสวนเลนมา ผมเสียการควบคุมจึงทำให้รถไปชนกับเสาไฟฟ้า หัวผมกระแทกเข้ากับเสาไฟฟ้าค่อนข้างแรง ตอนแรกไม่รู้ตัวหรอกครับว่ากระแทก มันไม่มึนไม่อะไรเลย จนถอดหมวกออกมาดูแล้วเห็นหมวกตัวเองยุบเลยนี่แหละ ถ้าวันนั้นผมไม่ใส่หมวก ผมคงไม่มานั่งพิมพ์อยู่ตรงนี้

พอครบ 2 เดือน ผมก็เริ่มรู้สึกว่า คันนี้มันไม่พอซะแล้ว..ผมตัดสินใจขายถูกๆให้รุ่นน้องที่อยากได้ไป คือมันบอกผมตั้งแต่วันแรกที่ผมขับเข้ามหาลัยเลยแหละ ว่า “พี่เบื่อเมื่อไรบอกผมนะ” อะจัดไป.. จากนั้นในวันคริสมาสอีฟ ผมก็กำเงินสด 3 แสนบาท เดินเข้าฮอนด้าบิ๊กวิงค์พระราม 3 ไปถอย CBR650F มาเป็นบิ๊กไบค์คันที่สองทันที แหม..ตอนแรกไปยืนกอดอกเก๊กท่าอยู่หน้าเคาน์เตอร์ตั้งนาน ไม่มีใครสนใจ จนยอมแพ้ เดินเข้าไปสะกิดพนักงานเอง ไม่ต้องมีพิธีรีตองลองรถอะไรให้วุ่นวาย เพราะผมไม่มีใบขับขี่ “ดาวน์เท่าไรคะ” เป็นคำถามแรกที่ได้ยิน ทำเอาผมจุกไปเลย “นี่กูดูเด็กมากจนต้องผ่อนรถเลยสินะ..” ก็แวบเข้ามาในหัวผม (555) จากนั้นผมก็ยื่นซองสีน้ำตาลที่มีแบงค์พัน 300 ใบไปให้เค้านับ แหม..หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสคำพูดคำจาเปลี่ยนทันที ก็สนุกเราสิครับ..ขอเบ่งหน่อยละกันนะ!! “ผมขอรับรถเลยได้มั้ย??” เป็นประโยคแรกที่ออกจากปากผม ซึ่งแน่นอนว่า..ได้ พอเซนต์เอกสารเสร็จ ผมก็ให้เค้ายกไปลงที่ร้านแต่งแถวพุทธมณฑลสาย 4 จัดการรื้อท้าย เปลี่ยนท่อ ติดกันล้ม ให้เรียบร้อย เป็นครั้งแรกที่ได้สัมผัสกับพลัง 4 สูบที่อยู่ใต้หว่างขา ความรู้สึกแรกคือ “แรงจังวุ้ย” แล้วก็แน่นอนว่า ได้มาไม่ถึงวัน ก็ล้มแปะอีกแล้ว เพราะเมา(นิดๆ) หน้าโบสถ์เลย คนเพียบ รีบยกรีบหนีแทบไม่ทัน

ตั้งแต่ได้คันใหม่มา ทั้งความเร็ว ความเร่ง เสียงเครื่อง เสียงท่อ มันเร้ามากครับ จนทำให้ผมห้าวทุกครั้งที่ขับ เรียกได้ว่าเล่นหมดหน้ายางทุกโค้ง เพราะ… “เท่ห์!!” จนกระทั่งอยู่มาวันนึง เดือนกว่าๆที่แล้วนี่เอง ขึ้นสะพานยูเทิร์นที่คุ้นเคย แต่วันนั้นใช้ความเร็วสูงกว่าปกติและเกียร์ต่ำกว่าปกติ ตอนเข้าโค้งนี่เรียกได้ว่าท่ารอซซี่เลย รู้สึกได้ถึงเซนเซอร์ที่พักเท้าแตะพื้นเบาๆ ซึ่งปกติมากสำหรับผม แต่วันนั้นไม่รู้มีอะไรมาดลใจให้ยางไม่เกาะถนน ช่วงที่ผมกำลังจะออกจากโค้ง ยังสะกดคำว่า ปกติ ในหัวไม่จบเลย รถผมก็พับลง เป็นการล้มแบบ Low side และตัวผมก็ถูกดีดออกจากรถ ไถลตามรถไป นับว่าโชคดีมากที่ไม่มีรถใหญ่ตามหลังมา

ตอนช่วงที่ล้ม เหมือนทุกอย่างช้าไปหมด ผมค่อยๆเห็นรถตัวเองไถลไปเอาล้อหลังกระแทกกำแพง เด้งกลับมาเอาแฮนกระแทกกำแพงอีกฝั่ง “ใช้รถก็ใช้ให้มีความสุขนะลูก” เป็นคำสอนของคุณพ่อผมที่แวบขึ้นมาในหัวทันทีหลังจากเหตุการณ์สงบ ไม่พอนะ.. ยังมี “อยากห้าวก็ไปห้าวในสนาม มันสร้างมารองรับคนแบบมึงนี่แหละ” จากรุ่นพี่ในกลุ่มผมอีก

ผมค่อยๆลุกขึ้น เดินไปยกรถ ซึ่ง..ยกไม่ขึ้น เพราะไม่รู้สึกถึงขาตัวเองเลย ก็ช็อคไปแปปนึง ลองแกว่งๆขาตัวเองดู เออมันก็ยังไม่หักนี่หว่า เอาเถอะ..ไว้ค่อยสนใจ ตอนนี้ยกรถก่อน ก่อนที่จะมีรถใหญ่ตามมาทับ เพราะตอนนั้นผมอยู่กลางสะพาน หลังโค้งพอดี!! ประจวบเหมาะมากๆที่มีบิ๊กไบค์อีกคันขับผ่านมาเห็น เค้าลงมาช่วยผมยกจนยกขึ้น “ขับไหวมั้ย?” “ไหวครับ” เป็นประโยคเดียวที่แสดงถึงมิตรภาพ

เหตุการณ์นั้นสร้างความเสียหายให้รถผมพอสมควร ส่วนคนขับเนี่ยแค่เข่าแตกนิดๆหน่อยๆ ยังโชคดีที่มีประกัน แต่โชคร้ายที่ไม่มีใบขับขี่ แต่ก็โชคดีอีกที่พี่ในกลุ่มเค้าอาสาเคลมให้เลย ก็เคลมได้ทั้งของเดิมและของแต่ง ตีราคากันไป 3 หมื่นกว่าบาท ค่าแอคเซฟ 2 พันบาทถ้วน

ที่สำคัญ เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ผมสูญเสียความมั่นใจในการขับไป ไม่มีแล้วการเทโค้งทุกโค้ง ไม่มีแล้วการถึงไหนถึงกันในทางตรง แต่ในขณะเดียวกันก็ลบสันดานห้าวๆแย่ๆของเด็กอายุ 22 คนนึงไป ซึ่งมันก็ดี..นะ

สำหรับผมแล้ว บิ๊กไบค์ เป็นสิ่งที่ท้าทายมากๆ ให้ได้รู้จักสิ่งดีๆหลายอย่าง เช่นมิตรภาพบนท้องถนน ในขณะเดียวกันก็ได้ริเริ่มสิ่งแย่ๆหลายอย่าง เช่น แหกด่าน(เป็นอะไร..ขยันไถจังเลย!!)

สำหรับเรื่องราวของผมก็มีเพียงเท่านี้ครับ

ขอบคุณคนที่อ่านมาจนจบ และยินดีที่ได้รู้จักทุกคนครับ

Advertisements