วันนี้ขี่ Versys ครบสองปีพอดี สองปีที่ผ่านมา ให้ประสบการณ์การขับขี่มาพอสมควร พบพานเรื่องแปลกๆ ก็เยอะ
สองปีก่อนโน้น กับ วันนี้ ต่างกันพอสมควร อย่างตอนขี่แรกๆ รถใหญ่ยังไม่มาก ส่วนใหญ่มีแต่คนชื่นชม แต่ก็ไม่วาย มีมอเตอร์ไซต์คันอื่น มาหาเรื่องด้วยความหมั่นไส้ เกือบจะเป็นเรื่องเป็นราว อย่างที่เคยเล่าเอาไว้ก่อนโน้น…

ใครยังไม่เคยอ่านก็ ลองไปอ่านกันได้ครับ ที่่  http://www.clubversysthailand.com/cvt-cafe’/pong-(-up-)/msg61773/#msg61773

มาวันนี้เหมือนเกิดสุริยุปราคา เหตุการณ์แบบเดิม โคจรมาในชีวิตอีก วันนี้เจอเรื่องคล้ายวันนั้นอีกแล้ว…แต่หนักกว่ามาก จนอดไม่ได้ที่ต้องมาเล่าให้ฟัง

..เรื่องก็มีอยู่ว่า…

ตอนที่หนึ่ง มุดเก๋งจนได้เรื่อง

วันนี้ระหว่างขี่รถกลับบ้าน ก็บนถนนเส้น กรุงเทพฯ-นนท์ ที่มีทางรถไฟลอยฟ้าสายสีน้ำเงิน ลอยอยู่เหนือหัวนี่แหล่ะ วันนี้รถเยอะตามปกติ
ที่นี่ยามเย็น ถนนจะมีให้วิ่งได้สองเลน รถมอเตอร์ไซต์วิ่งได้สบายๆ เพราะ การก่อสร้างรถไฟฟ้าช่วงนี้เสร็จแล้ว ช่องทางจราจรเลยกว้างพอที่มอเตอร์ไซต์จะมุดเทรกตรงกลาง หรือ จะวิ่งเลนขวาก็ได้สบายใจ

ผมวิ่งมาช่องกลางระหว่างสองเลน เพราะชินแบบนี้ แล้ว มันจะเบี่ยงซ้ายหรือขวาก็ได้แล้วแต่ช่อง และ ด้วยความชำนาญเส้นทาง เพราะวิ่งทุกวัน ดังนั้นถึงจะมีกล่อง E21ของGivi ใบเล็กห้อยข้างก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคอย่างใดไม่

ผมแทรกระหว่างรถ วิ่งมาเรื่อยๆ จะยากตรงเป็นรถเมล์ หรือ ไม่ก็ ปิ๊กอัพสูง ขนาบซ้ายขวา วิ่งมาเรื่อยๆ จนเจอเลนขวาว่าง ก็เลยเบี่ยงตำแหน่งรถให้อยู่กลางเลนเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งแน่นอนว่าผมให้สัญญานไฟขอทางตลอด

ทันใดนั้นผมได้ยินเสียงรถเร่งเครื่องดังมาก ซึ่งพอมองกระจกหลังก็เห็นกะบะ บิ๊กเอ็ม เร่งเครื่องเข้ามาในระยะประชิด

ผมเร่งเครื่องขึ้น เพื่อ ให้ ระยะมันห่างหน่อย พวกก็เร่งขึ้นมา เหลือบมองเลนซ้ายจะเข้า มันก็ไม่ว่าง ผมเร่งเครื่องให้ห่างออกอีก พวกก็เร่งเครื่องตามเสมือนหนึ่งว่า ผมขี่รถไปเหยียบตาปลามันเข้า..

ผมเร่งเครื่องหนี มันก็เร่งตาม เป็นอย่างนี่้้อีกครั้งสองครั้ง ผมเริ่มใกล้ซอยเข้าบ้านแล้ว ซึ่งผมต้องเลี้ยวซ้ายเข้าซอย เห็นดังนั้น เพื่อไม่ให้เลย้บ้าน เลยลดเกียร์ เปิดไปเลี้ยวซ้าย

พวกเราที่ขี่ versys กันอยู่ ก็คงรู้ว่า เวลาผ่อนคันเร่ง เครื่องมันจะตื้นความเร็วที่ลดลงทำเอาเจ้าบิ๊กเอ็ม ต้องเพิ่มระยะห่างออกไปอีกหน่อย

ผมเปลี่ยนเลนไปช่องซ้ายและชลอเพื่อเตรียมเลี้ยว ใจก็คิดว่ารถปิ๊กอัพคันนั้นคงแซงไปอะไรแค่นั้น…ที่ไหนได้มันมาจอดรถช้างรถผม ตะโกนด่าผ่านผู้หญิงที่นั่งโดยสารมาด้วยเสียงดังลั่น

“มึงขับรถอะไรของมึงวะ …แทรกมาทำไม..” ผมจอดรถทันที เข้ากำคลัชไว้ และ หันหน้าไปมอง
“ขับรถอะไรของมึง…” มันพูดออกมาอีก

ผมฟังไม่ถนัดหรอก อ่านปากดูหน้ามันแล้ว คงไม่ต้องสนใจคำพูดมันเท่าไหร่ แต่คิดว่าช่วงนี้สังคมมันเครียด คนเรามันอยากระบายอารมณ์มบ้างถ้าระบายกับคนไม่มีทางสู้ได้ยิ่งชอบ

กรณีนี้ มันคงคิดว่าผมคงไม่มีทางสู้ และ ผมเองโดยนิสัยก็ไม่อยากให้อะไรๆ มันผ่านไปเฉยๆ เลยดันตอบออกไป

“ก็ไม่มีอะไรนี่ ผมเลี้ยวเข้าบ้านก็ต้องชะลอเลี้ยว….”

ตอบไปแค่นั้นน้ำเสียงเรียบๆ ไม่ได้ตะคอก แต่ การต่อล้องต่อเถียง มันคงกระตุ้นต่อมมันเข้า มันตะโกนด่า โดยไม่ได้สนใจว่ารถข้างหลังเริ่มติดแล้ว

“มึงจะมุดไปทำไม รถมึงใหญ่ไปไม่ได้แล้วจะมุดไปทำไม”

ผมเองก็เหลือเกิน แทนที่จะไปๆซะ ก็ไม่ไป เสือกจอดคร่อมรถปล่อยให้มันตะโกนใส่อยู่นั่นแหล่ะ …จริงๆ ก็ มีธุระต้องไปงานศพที่รังสิตคลองสิบสองอีก แต่สมองตอนนั้นเหมือนจะบอกว่า…กูไม่รีบ ก็เลยคร่อมรถอยู่อย่างนั้น

ไอ้การไม่หนีไปมันคงไปกระตุ้นต่อมมันมากขึ้น เพราะมันก็คิดว่า ตะคอกใส่เราแล้วเราจะไป ความเถื่อนของมัน เพิ่มเป็น Level 2 ด้วยการเปิดประตูรถลงมา เดินลงมาด้วยท่าทางเกรี้ยวกราด ตะโกนดังลั่น โวยวาย ผมสังเกตว่ามือขวามันซ่อนไว้ด้านหลัง ทำให้มองไม่เห็นชัด

ตอนนี้ผมเริ่มเข้าสู่ alert mode เริ่มเก็บข้อมูลไอ้เมือกนี้ ดูแล้วอายุน่าจะประมาณสามสิบสี่ สูงสัก 166 เซน น้ำหนักก็น่าจะประมาณ 63 โล ใส่เสื้อยืดเขียวตล้ายที่ทหารใส่ กางเกงยีนส์ รองเท้าผ้าใบ

ส่วนตัวผม แต่งชุดขี่รถมาครบ หมวก เสื้อการ์ด ตัวนี้มีการ์ดหน้าแข็งโป๊ก ถุงมือก็มีกันกระแทกแบบที่มีครีบออกมา เรียกได้ว่าต่อยทีมีเหวอะ แถมสนับเข่า สนีบแข้ง รองเท้าพร้อมเพราะเพิ่งวิ่งทางไกลมา คนส่วนใหญ่มองมาก็รู้สึกว่าเทห์ แต่ สำหรับไอ้หมอนี่ มันคงหมั่นไส้

พิกัดตัวไม่ต้องพูดถึง 175 เซน กับน้ำหนัก Heavy weight 90 kg ถ้าต่อยกันตัวๆ ก็ไม่น่ากังวล

ผมยืนเฉยๆ รอมันเดินเข้ามาใกล้ จนเห็นว่ามือขวาไม่มีอะไร ผมก็ตั้งขาตั่้งรถรอทันที แต่ยังคร่อมบนรถอยู่

“มึงจะขับแทรกมาทำไม รถมึงใหญ่มันไปไม่ได้ กูเห็นแล้ว มึงวิ่งมาแทรกระหว่างรถ …” เสียงมันแปดหลอด เรียงความสนใจให้คนสองฝั่งถนนเริ่มออกมาดู
“มึงคิดว่ามึงรวยมากนักเหรอ ซื้อรถแพงๆ มาขี่ ถ่อเอ้ย ไอ้รถอย่างนี้นะ กูก็มีได้…” เอากับมัน ผมก็ยังเฉย ยังนั่งอยู่บนเบาะ
“อย่างมึงเนี่ย..มีเงินอย่างเดียวไม่พอหรอก แม่งต้องโง่ด้วย…” แปลก ที่ผมยังฟังมันด่าโดยไม่ไดรู้สึกโกรธ รู้สึกเหมือนมันไม่ได้ด่าผม อาจจะเป็นอย่างแรกคือ ผมไม่ได้รวย อันที่สองผมไม่ได้โง่

“จะเอาอะไร อยากมีเรื่องเหรอ” ผมถามน้ำเสียงราบเรียบ นี่เป็นข้อเสียของผม ที่ผมไม่ชอบคำราม ผมว่ามันเป็นอาการของสัตว์ มากกว่าคน

“มึงเป็นตำรวจเหรอ บนถนนนี่ไม่มียศโว้ย เท่ากันหมด มึงอย่ามาเบ่ง” มันตะโกนอีก ผมว่ามันเห็นรถผม ที่หน้ารถมีเลข ก.ท.ติดตรงชิวที่ทำไว้ตอนเข้าไปมาเลย์ แล้วคงคิดว่าเป็นตำรวจแต่ก็ไม่ได้ทำให้ดีกรีความเครียดแค้นของมันลดลง

ผมหันไปมองรถติดยาวแล้ว แต่ไม่มีใครกล้าบีบแตร คงรอลุ้นชมภาพกีฬามันส์ๆ

ผมดูแล้วปล่อยไว้มันคงจะเห่าอีกนาน เลยก้าวลงจากรถโชว์ความล่ำให้มันเห็น….

ตอนที่สอง พุงใหญ่ กับ ปากปืนกล

การก้าวลงจากรถลงมา ถือเป็นการท้ายทายอีกอย่างหนึ่ง เพราะ เจ้าคนขับ Big M ตอนนี้ได้เห็นส่วนสูงเราเต็มๆ แต่ ดูแล้วไม่ได้สะทกสะท้าน มันเห็นลูกกระตาผม เลยไม่รู้ว่า ผมเป็นใครอายุเท่าไหร่

“มึงคิดว่ามึงรวยมากนักเหรอ ทำเป็นขี่รถคันเป็นล้าน (อันนี้ผมปลื้มไม่ทันเพราะ หน้าสิ่งหน้าขวาน) ถ่อเอ้ย …แม่งเอ้ย …” มันตะโกนลั่น ผมมองไป ฝั่งโน้น คนยืนมองเป็นแผง หันไปด้านหลัง คนก็เริ่มมามุงดู หันไปด้านหลัง รถติดเป็นแพ ไม่กล้าสบตาใครเลย โคตรเกรงใจ แต่ ก็ไม่อยากยอมไอ้นี่

“มึงจะเอาอะไร ” ผมถาม วาจาหยาบคายขึ้นทันที เพราะ รู้สึกว่า ไม่ต้องสุภาพกับคนแบบนี้แล้ว

“อย่างงี้นะ มีเงินอย่างเดียวไม่พอหรอก มันต้องโง่ด้วย …ถุย” มันไม่ได้ทำแต่ ซาวน์เอฟเฟคนะครับ แม่ง ถุยน้ำลายจริงๆ ด้วย แต่ ถุยลงพื้น ไม่ได้ถยมาที่ผม

“อยากมีเรื่องขับรถเข้ามาในซอยเลย” ผมบอกมัน เพราะไม่อยากทำอะไร กลางถนน พยานเยอะ

“ทำไมกูต้องเข้า ” มันถาม

“ก็ซอยบ้านกูไง เข้ามาซิ” ผมเชื้อเชิญ

“เรื่องไรกูต้องเข้า มึงแน่จริง มาจอดรถหน้ารถกูซิ กูจะชนให้คว่ำ เลย มึงคอยดู”

ผมหันไปมองรถที่ติดอีก ทุกคนมองลงมา อย่างลุ้น ไม่มีเสียงแตรบีบไล่สักคัน เพราะ คงกลัวว่า ไอ้นี่ อาจจะเปลี่ยน เป้า จากผม ไปหาคนกดแตรเอง เพราะอาการมันเหมือน หมาบ้ามาก

ผมหลับตา…นึกๆ ว่าทำยังไงดี …

ผมค่อยๆ ลืมตา ไอ้เมือกนี่ยังยืนเสียงดังอยู่ตรงหน้า ผมเดินอ้อมหน้ารถ เข้าไปหามัน มันถอยไปหนึ่งก้าว

ตอนนี้ ตัวผมอยู่ระหว่าง มันไอ้หมาบ้า กับรถที่ติดอยู่ ถ้ามองจากกลุ่มรถที่ติด ก็จะเห็นผมยืนบังมันอยู่มิด

“โอ้ย” ผมร้อง แล้ว ล้มลงก้นกระแทกพื้น คนที่รถติดอยู่มองมา ก็เห็นว่า ผมคงโดนหมัดมันแน่แล้วล้มลง ก็ตั้งใจให้เห็นเป็นอย่างนั้น จำมาจากดูถ่ายทอดบอล

ผมรีบลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว มันคงงงอยู่ กำลังขยับปากจะด่า ครูมวยสอนว่า เวลาต่อยอย่างเงื้องหมัด ต่อยเข้าไปเลย ได้ผล หมัดขวาผมเข้าหน้าอย่างจัง ผมไม่มีเวลาชื่นชมผลงาน หมัดซ้ายตามเข้าไป แต่มันเอามือมาปิดไว้ ผมถีบตามอีกดอก มันเซออกไป สามเก้า

ผมเดินเข้าไปหามันอย่างช้า… กะว่าจะต่อยให้หนำใจ ยังไง ก็มีพยานว่ามันทำผมก่อน

“ไอ้สัตว์ ทำเพื่่อนกูเหรอ” เสียงดังมาจากข้างหลัง มีผู้ชายมาจากไหน ไม่รู้ คงปีนออกมาจากกะบะ หลัง ที่เป็นหลังคาปิดมิดชิด ผมประเมินสถานการณ์ผิดซะแล้ว มันไม่ได้มีคนเดียว แถม ไอ้คนที่ลงมาใหม่ มือถือ แป๊บเหล็ก ลงมาด้วย …

ตอนที่สาม เกาะเจ็ดสี มณีเจ็ดแสง

“ไอ้สัตว์ ทำเพื่อนกูเหรอ” เสียงดังมาจากข้างหลัง มีผู้ชายมาจากไหน ไม่รู้ คงปีนออกมาจากกะบะหลัง ที่เป็นหลังคาปิดมิดชิด ผมประเมินสถานการณ์ผิดซะแล้ว มันไม่ได้มีคนเดียว แถม ไอ้คนที่ลงมาใหม่ มือถือ แป๊บเหล็ก ลงมาด้วย …

จากที่ตั้งใจ จะตั้นไอ้เมือกคนแรกให้หายซ่า ผมต้องรีบหันหลังกลับ มาดูเจ้าคนที่ลงมาใหม่ ..
เจ้าคนที่ลงมาใหม่นี่ ใส่เสื้อยืดสีขาว หุ่นพอๆ กับผม ยกเว้นตรงพุง ที่พุงผมใหญ่กว่า… มือถือเหล็กแป๊บขนาดนิ้วครึ่ง ยาวประมาณเมตรลงมาจากรถ หน้าตาสีหน้าดูอารมณ์เสีย แต่ไม่เกรี้ยวกราด เหมือนคนแรก …

ผมประเมินดู เรามามือเปล่า มีแต่ ชุดที่แต่งมา ถึงเกราะจะรับแรงกระเทกได้ แต่ ก็ไม่เคยรองกับของแข็งจริงๆ ใจผมนึกๆ ว่าจะมีใครเข้ามาช่วย แต่ ก็เปล่า รถที่ติด ก็ยังติด …ไม่รู้ผู้คน ซาดิส หรือไม่อยากยุ่ง … ผมคิดว่าเป็นประเด็นหลัง เพราะ ตอนไอ้คนแรก ออกมาโวยวาย ยังไม่มีใครกล้ากดแตร ..คงเป็นเพราะ ไม่อยากเชื้อเชิญ ให้เหี้ยมาถึงตัวเป็นแน่ ..ดังนั้น กรณีเห็นไอ้ล่ำ ถือแป๊บเหล็กลงมา คงไม่มีใครเสี่ยงโดยแท้ ..

ครูบอกว่า ถ้าจะจู่โจมอย่าให้ตั้งตัว ผมปราดกระโดดถีบก่อนเลย มันเบี่ยงตัวหลบ แต่ก็ไม่ทัน แต่ก็ทำให้โดนเป้าไม่ถนัด เพราะโดนหน้าอกขวามันถากๆ ผมหันตัวไป เห็นเหล็กฟาดมาเต็มแรง ไม่รู้เป็นเพราะ เกาะหน้่าดี หรือระยะประชิด ไม่รู้ แต่เสียงดังปุบดังลั่น แต่ผมรู้สึกเจ็บไม่มาก ผมพยายามยื้อแย่งเหล็กไว้ แต่มือที่ใส่ถุงมือ จับไม่ถนัด จับแล้วก็ลื่น …

มันฟาดมาอีกที ผมหันข้างด้วยสัญชาติญาณ เอาด้านซ้ายเข้ารับ ทีนี้เสียงไม่ดังเหมือนเมื่อกี้ แต่ผมรู้สึกเจ็บร้าวไปทั้งต้นแขน …”โอ๊ะ..” เสียงอุทานออกมา จากปากผมสั้นๆ ไม่ทันไร มันฟาดซ้ำมาที่เดิมอีกที …

ผมถอยหลบ พยายามเต้นฟุตเวิรค์ ถอย ตามที่เรียน แต่ก้าวไปไม่ถึงสามสเต็บ ก็หัวทิ่งล้มไปข้างหน้า … ก่อนที่ตัวจะสัมผัสพื้น ระบบประสาทผมมันรายงานว่า เกราะหนาด้านหลังผมโดนบาทา เข้าแล้ว…

ไม่ใช่ใครที่ไหนหรอก ก็ไอ้เมือกคนแรกนั่นแหล่ะ มันกระโดดถีบผมซะเต็มตีนเลย

หลังจากนั้นก็ ก็เสียงตุ๊บตั๊บๆ โชคดีที่ มีเสื้อ มีเกราะ ผมว่ามันช่วยลดความเจ็บไปได้เยอะ

ผมพยายามเก็บคองอเข่า ทำตัวให้เล็กที่สุด แล้วเอาเกราะเป็นตัวรับ ไม่มีโอกาสแม้แต่จะยืน …

“โครม…” ตามมาด้วยเสียงไอ้คนแรก ตะโกนออกมา “ไอ้เหี้ย…รวยมากใช่มั๊ย … ” ผมหันไปดู น้องซี๊ด ถูกมันผลักจนล้มลงกับพื้น คนล้มยังไม่พอ แม่ง ทำรถล้มด้วย …โคตรเจ็บใจ จังหวะนั้นไม่คิดอะไรมาก ลุกขึ้นยืนได้ผมวิ่งเข้าไป ชาร์ตไอ้คนแรกทันที…

“ตุ๊บบบบบ” แป๊บเหล็กดุ้นเดิม ตีสวนออกมาเข้ากลางท้อง ตรงที่ไม่มีการ์ดพอดี ..ความรู้สึกจี๊ด เริ่มจากกลางท้องค่อยๆ แผ่ซ่าน เหมือนมีอะไร วิ่งมาจุกที่คอหอย หายใจขัดไปหมด ผมทรุดลงไป นั่งอยู่กับพื้น จุกลุกไม่ขึ้น …

“เฮ้ยๆ อะไรกันวะ .. “เสียงพี่วินมอเตอร์ไซต์ปากซอย สี่ห้าคน วิ่งออกมา คงดูแล้ว งานนี้ ไม่ออกมาผมคงเละอยู่ตรงนั้นๆ แน่ะ ..

“มึงไม่เกี่ยว ไม่ต้องเสือก … ” ไอ้อันธพาลสองคน ตวาดออกมา ความรู้สึกผมเหมือนจะวูบ ตาเริ่มลาย…

ตอนที่สี่ ขี่รถใหญ่.. ใจต้องนิ่ง Alternative ending

“เฮ้ยๆ อะไรกันวะ .. “เสียงพี่วินมอเตอร์ไซต์ปากซอย สี่ห้าคน วิ่งออกมา คงดูแล้ว งานนี้ ไม่ออกมาผมคงเละอยู่ตรงนั้นๆ แน่ะ ..

“มึงไม่เกี่ยว ไม่ต้องเสือก … ” ไอ้อันธพาลสองคน ตวาดออกมา ความรู้สึกผมเหมือนจะวูบ ตาเริ่มลาย…

“เฮ้ยๆๆๆ” พี่วินมอเตอร์ไซต์ ยังคงใข้คาถาไล่ควายอยู่ และ มันก็ได้ผล เพราะ เจ้าสองคนที่รุมอัดผม มีทีท่าลังเล ผมโดนหิ้ว เข้ามาที่ฟุตบาต มองเห็นเหตุการณ์ชัด ทั้งไอ้เมือกสองคนที่รุมผม ทั้งน้องซีดส์ที่นอนเท้งเก้ง และ ทั้งฝูงรถที่ติดอยุ่ตรงหน้า

“พอเหอะน่า พี่ ขอเหอะ” เสียงพี่วิน บอก ถึงคำพูดจะเป็นเชิงขอร้อง แต่ น้ำเสียง ไม่มีช่องให้ปฏิเสธ

พี่วินสี่ห้าคน ตอนนี้ โดนสมทบด้วยสามล้อถีบอีกสอง สองคนหลังนี่ น่องเหล็กครับ ถ้าโดนถีบรับประกันว่ามีเย็บแน่ๆ

ผมเห็นไอ้เมือกสองคนมองหน้ากันแล้วก็ พยักหน้าให้กันก่อนจะ เดินกลับขึ้นรถ เหมือนไม่มีอะไร ก่อนกลับยังมีการสั่งลาอีก

“ถุยยย” แม่งเอ้ย ทำเป็นอวดรวย… แล้วก็ขับรถกระชากออกไป

ผมรู้สึกโล่งอก ที่มันไปได้สักที ตาที่ริบหรี่ค่อยๆ มืดลง ความรู้สึกสุดท้ายคือ พี่ๆ พยายามเขย่าตัว และ ถอดหมวกออก….

แต่ภาพที่ผมเห็นมันลางเลือนเสียแล้ว ….ค่อยๆ มืดลง มืดลง
ผมหลับตา…นึกๆ ว่าทำยังไงดี …

ผมค่อยๆ ลืมตา ไอ้เมือกนี่ยังยืนเสียงดังอยู่ตรงหน้า ผมเดินอ้อมหน้ารถ เข้าไปหามัน มันถอยไปหนึ่งก้าว

ภาพเหตุการณ์ในจินตนาการของผมเมื่อครู่ ยังคงติดตา สภาพทั้งคน ทั้งรถที่เละเทะ มันสะเทือนใจผมเหลือเกิน

“พี่ ผมขอโทษ ” ผมยกมือไหว้ ก่อนหน้าคิดว่าคงเสียศักดิ์ศรีที่ต้องยกมือไหว้ไอ้เหี้ยพวกนี้ แต่ คิดว่าการไปนอนอยู่กับพื้นก็ไม่ได้มีศักดิ์ศรีดีเท่าไหร่นักหรอก

“ไม่รู้ผมทำอะไรให้พี่เคืองนะ แต่ ผมขอโทษพี่แล้วกัน ใจเย็นๆ นะครับ เราคนไทยด้วยกัน รักกันไว้ดีกว่าครับ” พี่แม่งเริ่มงง จะมาไม้ไหนกับกู

“บ้านผมอยู่ซอยนี้แหล่ะ วันไหนผ่านมาไปกินข้าวที่บ้านผมซิ ที่บ้านผมทำกับข้าวอร่อยนะ” ไปโน่นเลยครับ .. หน้าตาที่เคร่งเครียด เริ่มเปลี่ยน ก่อนหน้านี้ ยังคิดจะลากแม่งไปกระทืบในซอยด้วยซ้ำ

ผมถอดหมวกออก ให้เห็นหน้าชัดๆ ให้เห็นว่าเราลดเกราะลงแล้ว ผมวางหมวกบนรถ แล้วถอดถุงมือด้านขวาออก เอาธรรมเนียมฝรั่งมาเล่นซะหน่อย ยื่นมือให้จับ

“เราคนไทย ใช้ถนนร่วมกัน ก็คงมีขัดเคืองกันบ้าง เอาเป็นว่าผมขอโทษพี่นะครับ ไม่มีอะไรต่อกันนะครับพี่ เผื่อวันหน้า ได้เจอกันอีก จะได้เป็นมิตรที่ดีต่อกัน ” ผมยื่นมือค้างอยู่

ไอ้พี่จิ๊กโก๋ คงงงๆ ทำอะไรไม่ถูก มันมองซ้าย มองขวา สายตาผู้คนรอบตัวมองมา .. วันนี้ผมเสนอทางลงที่ดี ให้มันแล้วนี่ มึงไม่ลง ก็คงค้างอยู่บนนั้นแหล่ะ ผมยิ้มให้แบบมีไมตรีที่สุด

“ครับ.. ผมก็ขอโทษพี่เช่นกันครับ” …. เค้าจับมือผม ผมบีบมือเบาๆ ไม่รู้หูแว่วหรือเปล่า เห็นไทยมุง บางคน ตบมือให้

“ขอตัวก่อนนะครับ … รถติดมากแล้ว ” ผมโค้งน้อยๆ เหมือนเวลา Biker เจอกัน ถอยหลังมาหนึ่งก้าว แล้ว ก็ หันกลับมาที่รถ

รถผมยังตั้งสง่า ไม่ได้ล้มเท้งเต้ง เหมือนในมโนภาพเมื่อกี้ ประกันก็ไม่ได้ต้องใช้

ผมใส่หมวก และก็ถุงมือ เจ้า Pick up Start ออกไปก่อนแล้ว ก่อน บิดคันเร่ง ผมเอี้ยวตัว หันหลังไป โบกมือ ขอโทษ และ ยกมือไหว้ รถที่ติดอยู่ด้านหลัง เป็นการขอโทษ ผมเห็นคนพยักหน้าให้ มีคนหนึ่งที่ยกนิ้วโป้งให้ด้วย

ผมค่อยๆ เคลื่อนรถออกไป ช้าๆ ก่อนเลี้ยวซ้าย เข้าซอยบ้าน

อืมมมมม … การขับรถใหญ่ แล้วใจมันนิ่ง มันดีอย่างนี้นี่เอง….

จบบริบูรณ์

ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านมาจนจบนะครับ…
ตั้งใจให้อ่านเป็นช่วงๆ น่ะครับ อารมณ์ร่วมจะได้เกิด

เหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์จริง ที่ฝรั่งเรียก Base on True story แต่ผมปรุงแต่งบางส่วนเพื่อ อรรถรส ในการอ่านครับ
ที่สำคัญ คือ อยากให้ พี่ๆ น้องๆ ใช้พาหนะ แล้วใจเย็นๆ กันครับ การที่เราขี่รถใหญ่ ไมได้หมายความว่า กล้ามหรือหำเราจะใหญ่ไปด้วยนะครับ
หำใครเล็กอยู่แล้ว ก็คงเล็กเหมือนเดิมน่ะครับ

การ์ดที่เราใส่ มันช่วยลดอาการบาดเจ็บจากการล้มไถลได้ แต่มันอาจจะไม่ได้ช่วยลดอาการบาดเจ็บจากการถูกกระทืบได้นะครับ
ไม่มีเรื่องไม่มีราว ไม่มีแผล รถเราก็ยังขี่ได้เหมือนเดิมครับ

ป๋อง

อยากรู้จักกันมากกว่านี้ มาที่นี่ดีกว่าครับ ที่ page เรื่องรถใน Versys club

ถ้ายังไม่ได้เป็นเพื่อนใน Facebook ก็ Add กันที่นี่ครับ Facebook ผม

Advertisements