ที่จังหวัดเลย นี่จะมีภูเยอะ เป็นพิเศษ

ภูดังๆ อย่างภูกระดึง ก็ ขึั้นมาแล้ว เมื่อไม่กี่ปีก่อน …มาปีนี้ เลย แวะมาภูเรือ

..เดือนนี้มาสองรอบแล้ว..แฮะ แฮะ ติดใจ..มาแล้วสบายใจดี

ภูเรือ เดินทางสบายๆ ขับรถ ความเร็วประมาณ 120 ใช้เวลาประมาณ สามชั่วโมง

ตอนที่พี่ป๋องมานี่ ถนนบางช่วงตอนนี้มีการซ่อมบางช่วง แต่ ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคมาก เพียงแค่ต้องลดความเร็ว ในช่วงก่อสร้าง …

แต่ถนนบางช่วงนี่ สวยงามร่มรื่น จน อดจอดเพื่อถ่ายรูปไม่ได้

พี่ป๋อง ควบเข้า เปียกปูน กะว่าจะให้ถึง ที่พัก ก่อนมืด เพราะ ช่วงหน้าหนาว พระอาทิตย์ กลับบ้านไว …เส้นทางเข้าภูเรือ เป็นโค้งสันเขา ดังนั้นเพื่อความปลอดภัย วิ่งสว่างๆ ไว้ดีกว่า…

มาเที่ยวนี้ไม่ได้ ตระเตรียมอะไรเป็นทางการมากนัก ที่พัก เลยจองกันหนึ่งวันก่อนหน้า …โดยคืนนี้พักที่ ชัชชฏาแกรนด์ รีสอร์ท

บ้านพักหลังน้อย สองห้องนอน ขนาดกำลังดี สำหรับคน ห้าคน กะไว้เป็นที่พักพิง หนึ่งคึน

มานอนภูเรือ ไม่มีแผนอะไรมากไปกว่าการไปดูพระอาทิตย์ขึ้นแบบหนาวๆ บนภู

เส้นทางมาภูเรือ เดินทางสบายๆ ทางขึ้นเขามีเลี้ยวบ้าง แต่ ไม่ถึงกับคดเคี้ยว

เส้นทางไม่ชันขนาด ขึ้นกันไม่ไหว แต่ บางช่วงใช้เกียร์ต่ำ ก็ ดีกว่า เพื่อถนอมสภาพรถ

การเข้าอุทยานแห่งชาติ ภูเรือ มีค่าผ่านทางคิดคนละ สี่สิบบาท ค่ารถคันละ สามสิบ

ถ้านั่งกันมาสี่คน ให้ไปสองร้อย ก็ทอนกลับมาสิบบาท…. ถ้าจะมา ก็ควรจะมาถึงก่อนหกโมงครับ เพราะ ถ้า หมอก ไม่หนามาก ก็จะเห็นพระอาทิตย์ขึ้นสวยงาม

เผื่อเวลาขึ้นเขาไว้สักครึ่งชั่วโมงกำลังดี … โดยขับรถมาได้เกือบถึง ยอด สุด … แล้ว เดิน หรือ นั่งสองแถวต่ออีก ประมาณ กิโล

ช่วงเดินต่อนี่ ..แนะนำให้นั่งรถครับ ..เที่้ยวละสิบบาท … เพราะ ทางจะชัน ถ้าแข้ง ขา ไม่ค่อยดี เดี๋ยวมีปวดเมื่อยกันได้ …

ถ้าคู่รักวัยหวาน อยากจูงมือ เดินกันนานๆ เดินลงภู กันเลยก็ได้ครับ เดินเช้า ถึงเย็นพอดี … เดินกันเบื่อหน้ากันไปเลย …ฮ่า ฮ่า

มาวันนี้ มาช้าไปนิด เพราะ กระเตงกันมาหลายคน

มาถึงยอดภู ก็จะเจ็ดโมงแล้ว พระอาทิตย์ดุ่้ยดุ่ย ขึ้นมาแต่ ก็ ยังมองไม่ค่อยเห็น เพราะ หมอก เมฆ หนา

ตากล่องหลายคน ตั้งขากล้องไว้ตั้งแต่ ตีห้าครึ่ง … ก็ ยืนรอกันขาแข็ง

อุณหภูมิ บนภูวันนี้ ไม่หนาวมาก ประมาณ 13 C  มีลมพัดเป็นระยะๆ

ใครพาแฟนมา ก็หา ข้ออ้าง กอดกันให้อุ่นๆ …เนียน กันไป

หลังเดินถ่ายรูป กันพอหน่ำใจ ก็ นั่งรถลงมา หาอะไรทานกันข้างล่าง

ของกินไม่มากครับ เป็นกินเล่นซะส่วนใหญ่ เช่น ไข่ปิ้ง ข้าวเหนียวย่าง ซาละเปา … เช้าๆ จะคึกคัก เพราะ เที่ยวที่แล้วมาตอนเย็น ไม่มีใครเลย

ตอนลงจากภู มีพี่คนนึงลื่นล้ม ไม่ยอมลุก …รีบเข้าไปช่วย ได้ความว่า ลื่นล้ม เพราะ ไม่ชินกับรองเท้า

ที่แย่กว่านั้น เพราะพี่เค้า เคยผ่าหัวเข่ามาก่อน พอล้มที ขาที่ไม่เคยพับได้ ก็พับลงไปเลย… หวาดเสียวเอ็นขาด เพราะ ตัวเอง มีประสบการณ์มาแล้ว

ช่วยได้แค่ หามส่งขึ้นรถ ลงไปรักษาตัวต่อข้างล่าง … ก็หวังว่า พี่เค้าจะไม่เป็นไรมาก เพราะ เดี๋ยวจะเที่ยวต่อไม่สนุก

ใครจะเดินทางมาที่ภู ก็ดูรองเท้า ให้เหมาะๆ หน่อยครับ เพราะ ถนนชันและลื่น เดินข้าๆ มีไม้เท้ายัน ด้วยยิ่งดี

โปรแกรมชมพระอาทิตย์ขึ้น มาจบลงประมาณสักแปดโมงเช้า…นี่เอง

ทาง ขัชชฏา จัดอาหารเข้าให้เป็นพิเเศษ จากเดิมที่ไม่มีอยู่ใน Deal

อาหารเข้าภาคอีสาน หนีไม่พ้น “ไข่กะทะ” ซึ่งพี่ป๋องกินที่ไหน ที่ไหน ก็ รู้สึกว่า รสชาติมันเหมือนๆ กันทุกที่

ถ้าจะแตกต่างก็ ตรง ซ๊อส ที่ใส่นี่แหล่ะ

ผู้ึคนที่มาทานอาหารเข้า  ดูๆ ก็คนกรุงเทพฯ กันทั้งนั้น …เลยได้ พูดคุย ทักทายตามประสา…

ประโยคสุดท้าย ที่ เพื่อนร่วมทางถาม เพราะ เห็นอุ้มเจ้า พาเฟ่ มาด้วยคือ …. “มีคนเดียว หรือครับ …”

พี่ป๋องก็ตอบไป ทันที “คนเดียวครับ” …พร้อมกับยิ้มๆ

…ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่า ที่พี่เค้าถาม น่ะ หมายถึง ลูก หรือ หมายถึง เมีย …..

 

Trip นี้ ยังไม่จบครับ เพราะมีต่อ ไป เชียงคาน >>ตามไปดู<<

Advertisements