ดูหนังตอนเด็กๆ กับเดี๋ยวนี้ต่างกันลิบครับ…
จำได้ว่า ตอนเด็กๆ อยู่บ้านนอก ดูหนังกลางแปลง เป็นประจำ
ทั้งที่ให้ดูฟรี (ตามงานบุญ) กับ ที่ล้อมผ้าเก็บตังส์
แอบๆ มุดผ้า เข้าไปดู ฟรี ก็ บ่อย…ลุ้นดี…ชอบแอบๆ
 หนังขายยา
หนังขายยานี่เรียกว่า classsic สุด เพราะ ทีมงาน เหมือนจะมีอยู่คนเดียว ทำทุกอย่าง ตั้งแต่ เปลี่ยน ฟิลม์ ฉายหนัง พากษ์เสียง ยัง ขายยา…
จิตวิทยาสูงล้ำ วิเคราะห์เป็น กลยุทธ์ คือ เรียกคนมาก่อน –> สร้างความบันเทิง –> ใช้จิตวิทยาสร้างความเชื่อถือ –> หาผลประโยชน์
ชีวิตทุกวันนี้ ก็ไม่ได้ต่างจาก หนังขายยาเลย…
หนังกลางแปลง 
หนังกลางแปลง ก็ บรรยากาศปิกนิค พอกันกับหนังขายยา
ปูเสื่อ มากันครอบครัวใหญ่ นั่งดู อย่ายืน เพราะ จะบังข้างหลัง (ทั้งๆ ที่เป็นคนไทยไม่ใช่แขก)…
 
โรงหนังต่างจังหวัดสมัยก่อนนี่ วันนึงฉายสองรอบ… บ่ายสอง กับ สองทุ่ม
ลูกขายตั๋ว แม่เก็บตั๋วหน้าประดู อุตสาหกรรมในครอบครัวจริง ๆ
พอหนังจะฉาย ก็มี เพลงมาร์ช เล่นหน้าโรงหนัง เป็นที่รู้กันว่า ได้ เวลาฉายแล้ว
ไอ้ที่ยืน จุ๋ย เป็นจิ๊กโก๋ ต้องรีบเข้าโรง(หนัง) ได้แล้ว เพราะ ช้าอาจไม่มีที่
เพราะ เก้าอื้เป็นประเทศ ถึงก่อนมีสิทธิ์ก่อน ครับ ไม่ได้เป็นที่ แต่ เป็น ม้ายาว แถวหน้ากระดานเรียงเดียว แบ่งซ้าย แบ่งขวา เท่านั้น
 
นิสัย negotiator เริ่มมาจากแถวหน้าโรงหนังนี่มัง เพราะ ตั๋ว สิบบาท เราจะไม่ซื้อ แต่ จะไปต่อรองขอจ่ายห้าบาท สามบาท ตอนหนัง เริ่มจะฉายไปแล้วนี่แหล่ะ
ตอนเด็กไม่รู้หรอกครับ ว่า อะไร คือ fix cost Variable cost รู้แต่ ว่า หนังฉายแล้ว เจ๊แกไม่มีต้นทุนเพิ่ม
ค่าเสียโอกาส สำหรับลูกค้า ก็คงไม่มี อย่างเราให้ห้าบาท นี่เค้าเรียกว่า Bonus
จะ leave it หรือ take it อยู่ที่ เจ๊ แล้วหล่ะ
ส่วนใหญ่ ใจอ่อนทุกเรื่อง พี่ป๋องเลยได้ดูหนังในราคาประหยัด ตลอด…
พ่อบอกว่า "ด้านได้ อาย อด" น่าจะเป็น คาถาใช้ได้อีกนาน
 
วันก่อนได้ตั๋ว ราคาพิเศษมาอีกแล้ว…จากน้อง Niddy ใจดี อยู่ๆ ก็เอาตั๋ว Major มาให้ สิบใบ (ขอขอบพระคุณไว้ณ ที่นี้)
เดี๋ยวนี้เลย ผ่านโรงหนัง เป็นไม่ได้ ต้องแวะเข้าไปดู โดยไม่ดูเวล่ำเวลา
photo-14
คืนก่อน ผ่าน Siam discovery ตอนจะสี่ทุ่ม ยังอุตสาห์ แว๊บ เข้าไปดูหนังไทย เรื่องของคนรักกัน แต่ เป็น อัลไซเมอร์เรื่องหนึ่ง…
ตั๋วก็ไม่ได้ฟรีจริงหรอกนะครับ ต้องจ่ายนิดหน่อย รวมค่าจอดรถ ที่ต้องจ่าย เพราะ ไม่ได้เอา card ไป Stamp แล้ว ก็ ได้ ตั๋วหนังปกติ เรื่องนึง พอๆ กัน
แต่ที่ถือเป็นโชคดีของพี่ป๋องคือ ได้บรรยากาศ เก่าๆ สมัยดูหนัง กลางแปลง มาน่ะซิ
 
โหประทับใจสุดๆ เพราะ ดูหนังจนเกือบจบ อยู่อยู่ ไฟในโรง สว่างพรึบ พร้อมๆ กับที่ภาพบนจอ เซลูลอยล์ หายวับไป…
เสียงดังในหัว "หนังขาด…."  ไม่อยากเชื่อ ว่า จะเกิดขึ้นใน โรงหนัง EGV  …
ความรู้สึกเก่าๆ สมัยปูเสื่อ ดูหนัง ไหลย้อนกลับมา ถึงคอหอย จนแทบสำลัก…
ต่างกันตรงที่ไม่มีใครโห่ เพราะ ถ้าเป็นสมัยเด็กๆ เสียงโห่ เสียงเป่าปาก เสียงพูดคุย คงจะดังลั่นหมดแล้ว
คืนนั้น ทุกอย่างเงียบกริบ (สังคมเมืองมันเป็นอย่างนี้เอง คนมีการศึกษา เค้าดู ไม่แสดงออก นั่งนิ่ง บางคนงัดหนังสือขึ้นมาอ่าน แม่งเลย)
พี่ป๋องอยากจะลุกขึ้นไปยืน และโห่ ร้อง เสียงจริงๆ จะได้บรรยากาศวัยเด็ก เสียจริง …
 
รอ อยู่นาน… นานมาก ไม่มีทีท่า ว่าหนังจะมา
คิดว่าคนฉาย มันคง กลับบ้าน อาบน้ำนอนไปแล้วแหล่ะ เพราะ มัน นานโคตรๆ
รอ
..
รอ อีก ก็ยังไม่เห็นมีใครมา
""
สักพัก มีพนักงานมายืนตะโกนอยู่หลังโรงหนัง บอกว่า อีกประมาณสิบนาที จะกลับมาฉายต่อได้
หลังจากรอตั้งนาน ก็ต้องรอต่อ อีกสิบนาที
นึกซะว่า มาดูหนัง version Director cut ละกัน เพราะ มันยาวกว่าปกติ
ตัดสินใจ ลุกไปเข้าห้องน้ำก่อนละกัน เพราะ นานเกิน เริ่มปวด
 
เข้าห้องน้ำ เดินกลับ ไปฉี่ปกตินี่แหล่ะ
เดินเข้าโรงหนัง ….
ได้ความประทับใจแบบ ขีดสุด
Credit หนัง มันขึ้นมาแล้วครับ …
ล้อเล่นน่ะ … เฮ้ย จริง Credit  หนังจริงๆ …
 
หนังขาด นั่งรอ (นานมาก) ไปเยี่ยว
กลับมาหนังจบ แล้ว
 
แล้วตอนจบมันเป็นไง ก็ไม่รู้นะ… โห ประทับใจมาก
 
น้ำตาซึมด้วยความตื้นตัน…(หรือเสียดายตังส์ก็ไม่รู้)
ต้องขอขอบคุณ EGV Siam Discovery โรงห้า รอบ สามทุ่ม สี่สิบ  ที่สร้างความประทับใจ
หนังเรื่อง "ความจำสั้น…ฯ "ที่ ดูแล้ว อยากความจำสั่น จังเลย….
 
=================================================
ดูไม่จบดี แต่ ก็อุตสาห์ไป review ไว้ที่ http://naronwo.multiply.com/reviews/item/56
เรื่อง Rally ยังไม่จบ นะครับ แต่ คั่นโฆษณา ด้วย เรื่องนี้ก่อน …เขียนตอนกำลังได้อารมณ์
 
Advertisements