เป็นตอนต่อจากสองตอนที่แล้วนะครับ คือ “กลับมาโรงหมออีกแล้ว” และ “Out of order”

10:00 วันศุกร์

มนุษย์เงินเดือนอย่างผม ชินกับการตื่นเช้า ไปทำงาน และ มีทฤษฏีที่ไม่ต้องพิสูจน์ว่า การออกจากบ้านช้ากว่าปกติเพียง 10 นาที อาจทำให้เวลาในการเดินทางนานกว่าปกติมากกว่าครึ่งชั่วโมง…

การออกจากบ้านตอน เก้าโมงกว่าในวันนี้ของผมในวันนี้จึงเป็นเรื่องผิดปกติ และ ขัดกับทฤษฎีข้างต้นโดยสิ้นเชิง ถนนหลังเก้านาฬิกา ที่มุ่งหน้าสู่ศิริราชนั้น โล่งโจ้ง ขบวนรถติดที่ดูคุ้นตา หายไปไหนหมด ทำให้ Altis สีชมพูคาดน้ำเงินคันที่ผมเรียกมา วิ่งมาถึงโรงพยาบาลเพียงแค่อึดใจ

ค่ารถตามที่มิเตอร์เลขสุดท้ายแสดงออกมามีมูลค่าไม่ถึงร้อย ซึ่งถ้าเปรียบกับค่าที่จอดรถในศิริราช ตอนเวลาพาพ่อมาหาหมอ ก็ต้องถือว่า พอๆกัน…

 

ใครเคยมาศิริราชคงพอทราบนะครับ ว่าที่จอดรถหายากมาก ถ้าไม่มาแต่เช้า ล่ะก็เป็นอันต้องเอาไปจอดด้านหลัง ข้างนอกโน่น เดินทีเหงื่อตกกีบ…(กีบม้าน่ะครับ)

ว่าไปแล้วรถยนต์เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่แปลกชิ้นหนึ่งของมนุษยชาตินะครับ ตอนมันวิ่งก็ต้องเสียงเงินเติมน้ำมัน พอเราต้องให้มันหยุดอยู่เฉยๆ ก็ต้องเสียค่าที่จอดรถให้มัน แล้ว ที่ซวยหนักๆ คือ ตอนที่เราต้องการให้มันวิ่ง แล้วมันดันหยุดนี่สิ…อย่างตอนนี้เป็นต้น

Tibby ของผมนอนแอ้งแม้ง ให้ช่างค่อยๆ เปลี่ยนหัวใจดวงใหม่ (ได ชาร์ต) ให้หลังจาก ตัวเดิม ชาร์ตไฟได้ไม่เต็มที่ และ รับใช้งานมาหลายปี…..

 IMAGE_065

ก็คงเหมือนคนน่ะครับ ถึงเวลาก็ต้องซ่อมแซม การดูแลรักษาร่างกายมาดี ก็ทำให้ ไม่ค่อยมีอะไรเสีย หรือ บกพร่อง อย่างพ่อผมเนี่ย…ต้องบอกว่าต้นทุนแกดี พอมีอุบัติเหตุขนาดนี้ ถึงฟื้นกลับมาได้เร็ว…เร็วมากๆ

แต่วันนี้เกิดอะไรขึ้นมาไม่รู้ ถึง วูบลงไปอีก ก็คงต้องรอปรึกษาหมอใหญ่เจ้าของ case ตามคำแนะนำของคุณหมอท่านที่ห้า ที่บอกไว้เมื่อคืน…

ผมวิ่งขึ้นบันไดมาชั้นสามของตึกผู้ป่วยนอก อันเป็น แผนกศัลยศาสตร์ …ขอสารภาพเลยครับว่าผมออกเสียงแผนกนี้ได้ยากมาก จำได้ว่าครั้งแรกที่มาถามพยาบาลน่ะทำผมหน้าแตกมาแล้ว….

“แผนกไสยศาสตร์ ไปทางไหนครับ” วันนั้นผมถามไปอย่างนี้ เล่นเอา เจ้าหน้าที่ตกใจหน้าซีด นึกว่า ผมเป็นพวกเล่นของ

“มีแต่แผนกศัลยศาสตร์ นะคะ ขึ้นไปชั้นสามน่ะค่ะ” เจ้าหน้าที่บอก ผมได้ยินเสียงหัวเราะกิ๊ก เบาๆ ตามมา

แผนกศัลย์ วันนี้คนแน่นเหมือนทุกวันน่ะครับ ผมว่าแผนกนี้ กระบวนการตรวจใช้เวลานานที่สุดแล้ว เพราะ เห็นคนไข้เข้าไปพบแพทย์ที ใช้เวลานานมาก คนไช้ที่รอหมออยู่จะมีสามประเภทครับ คือ เดินมา นั่งมา และ นอนมา

อย่างพ่อนี่ คุยกันไม่รู้เรื่องแบบนี้ ต้องนอนมาครับ….เตียงพ่อโดนเข็นมาเข้าคิวรอไว้ อยู่คิวต้นๆ เหมือนกับเตียงอื่นๆ…

 IMAGE_101

ตอนผมมานี่พ่อดูสีหน้าดีขึ้นกว่าเมื่อคืน เพราะพูดจาโต้ตอบพอได้ เมื่อคืนแกคงได้นอนบ้าง ผมเดาเอา ส่วนผมน่ะ นอนไม่ค่อยหลับ แต่อาศัยเป็นคนนอนง่าย เลยกลายเป็นหลับๆตื่นๆ มาถึงโรงพยาบาลยังรู้สึกว่ายังไม่ตื่นดี…

เตียงข้างๆ เป็นป้าคนหนึ่ง ดูๆไปก็ปกติดี แกพยายามจะคุยกับผม แต่ เสียงเบามากฟังไม่ค่อยเข้าใจ คุยไปคุยมา เลยเหลือบไปเห็นว่าเท้าแกมีข้างเดียว ก่อนจะต้องเดาอะไรต่อ ลูกของป้าที่เฝ้าอยู่ เลยบอกว่า แกเพิ่งตัดเท้าทิ้ง เพราะเป็นเบาหวาน…..

หั่นทิ้งกันดื้อๆ เลยครับ โรคนี้ น่ากลัวมาก….ผมนึกในใจว่า ห้ามเป็นแด็ดขาด…กลัวซื้อรองเท้ามาแล้วใส่ไม่คุ้ม

….

ผมรอจนเกือบเที่ยงครับ หมอก็ออกมา ตรวจคนไข้ ประเภทนั่งมา กับนอนมา ดูๆไปเหมือนหมอมาหาเสียงเลยนะครับ เพราะ มาถึง คนไข้ก็ไหว้กัน ด้วยความเคารพ หมอก็ต้องรับไหว้ให้ทั่วถึง หมอฝึกหัด ที่เดินตามอยู่ก็คอยฟังสิ่งที่อาจารย์หมอพูด (ผมสังเกตว่าหมอฝึกหัดไม่ค่อยจดครับ ในหัวแกน่าจะมี mem หลาย gig อยู่) หมอตรวจคนไข้ที่นั่งอยู่จนหมด ก็เดินมาที่พ่อ

นั่นปะไร ผมว่าแล้ว พ่อเจอหมอทีไร เป็นอาการป่วยหายทุกที หมอถามอะไรก็ตอบได้หมด ถึงจะไม่ถูกต้อง แต่ ก็ แปดเต็มสิบล่ะครับ ผมเองเลยต้องย้อนภาพให้หมอฟัง ว่า ตั้งแต่ เมื่อวานมาปรับ shunt แล้ว อาการเป็นอย่างไร จนถึงตอนที่หมอมาตรวจ…

หมอฟัง นิ่ง คิด แล้วเรียกผมเข้าไปคุยในห้อง…

“หมอจะปรับ shunt กลับไปที่เดิมนะครับ แต่ หมอว่ามันไม่เกี่ยวกัน เพราะการปรับ Shunt จะทำให้พ่อคุณดีขึ้น หมอว่า พ่อคุณ”ชัก” มากกว่า เพราะอาการที่ว่าเป็นอาการ “ชัก”

 IMAGE_104

อืม…ผมไม่ได้นึกถึงเรื่องนี้เลย เพราะเคยอ่านใน web จำได้ว่า อาการชักมีสองแบบคือ แบบที่เกิดจากอาการผิดปกติของสมองเฉพาะส่วน อันนี้ก็จะแสดงอาการกระตุกเป็นส่วนๆ เช่นหน้า ปาก หรือ บางคนแค่ชาๆ แต่ อีกอย่างคือ เกิดจาก อาการผิดปกติทั่วทั้งสมอง จะมีทั้งที่เป็นแบบสั่นกระตุก…

หรือ…แบบที่ไม่แสดงอาการชัก แต่ จะมีอาการ ตาเหม่อลอย, ไม่รู้สึกตัว, ผงกศีรษะหรือสัปหงก, สะดุ้งผวา หรือกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งซ้ำ ๆ โดยไม่ได้ตั้งใจและไม่รู้สึกตัว อันนี้ ก็จัดอยู่ประเภท “ชัก” เหมือนกัน

ผมเดินออกจากห้องมก เสียงหมอยังก้องอยู่ในหัว

“ถึงตอนนี้ หมอบอกไม่ได้ครับ ว่าคุณพ่อเป็นอะไร แต่สงสัยว่านี่คืออาการชัก ข้อมูลที่มีอยู่ไม่แสดงออกถึงอาการปกติ ผลการทำ CT scan ก็ดี คงต้องส่งไปทำ EEG (การตรวจคลื่นสมอง – EEG หรือ electroencephalography) คุณไปนัดคิวตรวจ EEG นะครับ ส่วนบ่ายวันนี้ให้ทำการปรับ Shunt กลับมาที่เดิม” …สมองผมตอนนี้ทำงานตรวจสอบการวินิจฉัยของหมอทันที…อย่างเร็วจี๋ เพราะการปรับ Shunt ไปที่เดิม แสดงว่า ผมต้องกลับไปจุดเริ่มต้น เหมือน เมื่อเดือนที่แล้วอีก

ผมเริ่มประติดประต่อเรื่อง…ว่าเป็นไปได้ว่าพ่ออาจจะชัก เพราะ เหนื่อย หรือ อาจเจอสิ่งเร้า (ไม่รู้ว่าเป็นอะไร) การมาโรงพยาบาลวันนี้ก็ไม่ได้ติดยามาด้วย อาจทำให้ อาการที่ต้องระงับโดยการใช้ยา แย่ลงไปอีก…ซึ่งถ้าเป็นอย่างนี้จริง การปรับ Shunt จะไม่มีประโยชน์เลย แถมพ่ออาจกลับไปเดินเซเหมือนเดิมก็ได้….

คิดแล้วผมเดินกลับไปยืนหน้าห้องหมออีกครั้ง…

คนไข้ที่รออยู่หน้าห้องมองผมด้วยสายตาที่จะบอกว่า “ตามคิวนะโว้ย” ผมแง้มประตูไม่เห็นคนไข้ในห้องหมอเลย เลยหันมาถามคนที่นั่งรอว่า ทำไมไม่เข้าไป

“หมอบอกให้รอก่อน เค้าจะประชุมกัน…” เสียงคนไข้คนนึงตอบ ผมไม่รอให้ตอบจบก็เคาะประตูและเข้าไปยืนต่อหน้าหมอเสียแล้ว

“หมอครับ รบกวนถามอีกนิดครับ ถ้าหมอบอกว่า อาการไม่เกี่ยวกับ การปรับ Shunt แล้วหมอ ให้ปรับกลับทำไม่ครับ” ผมถาม เพราะถ้าไม่ได้คำตอบ คืนนี้คงได้มีเรื่องคิดกันทั้งคืน

“หมอเห็นญาติ concern นะครับ (Concern – เป็นห่วง กังวล) ว่าอาการจะเกิดจากการปรับ Shunt เลยให้ปรับกลับมาก่อน อีกอย่างผมจะไม่อยู่สองสัปดาห์ด้วย เลยปรับกลับมาสภาพเดิมก่อน….

“…แต่ถ้าเชื่อ “เรา” นะ “ทางเรา” เห็นว่า Shunt ไม่เกี่ยว อาการของคุณพ่อคุณ น่ะเป็นการ “ชัก”” หมอย้ำอีกที

โธ่ ผมก็เชื่อหมอมาตลอดครับ เพราะ เรื่องอย่างนี้เป็นวิชาชีพ ผมเลยรีบแจ้งหมอว่า ผมรับรู้เรื่อง Fact ตามที่เห็น แต่การวินิจฉัย ควรจะ Logic หน่อย ดังนั้น ผมก็ไม่เห็นด้วยที่จะปรับ Shunt กลับไป

“งั้นหมอไม่ปรับ shunt นะครับ รอดูผล EEG อย่างเดียวก่อน” นั่นเป็นข้อสรุปสุดท้าย จากหมอ

….

ผมได้คิวตรวจ EEG วันอังคารครับ ซึ่งหมอก็จะเข้ามาดูอีกทีวันที่ 14

ระหว่างการชับรถกลับมาบ้าน อาการพ่อไม่ดีขึ้นเลย ทำเอาผมทำใจลำบากเหมือนกัน ว่า จะพาพ่อกลับมาบ้านทำไม

ถ้าพ่อเหนื่อย และ ขาดยา การกลับไปบ้านเป็นวิธีเดียวที่จะช่วยได้ ผมตัดสินใจนำพ่อกลับบ้าน และ ให้พักผ่อนให้เต็มที่ รวมทั้งตัวผมเองด้วย และ เผ้าดูผลที่จะเกิดขึ้นต่อไป

Worse case ก็คือ ต้องพาพ่อกลับไปหาหมออีก หมอบอกว่า “แผนกฉุกเฉิน เปิดตลอดเวลา” แต่พอผมแย้งว่า เมื่อคืน คุณหมอมาดูหลายท่านแล้ว ท่านให้รอคุยกับอาจารย์ แล้ว ถ้าอาจารย์ไม่อยู่ผมจะทำอย่างไร

“ก็เป็นเพราะผมอยู่นั่นแหละครับ เค้าถึงไม่ตัดสินใจ ถ้าผมไม่อยู่ เค้าก็ตัดสินใจกันได้เอง” หมอพูดยิ้มๆ

 DSC05338

กว่าจะถึงวันที่ 14 ถึงวันนี้ผมคงจะทราบคำตอบก่อนหมอมาแล้วล่ะ เพราะว่า อาการของพ่อดีขึ้นเรื่อยๆ จนวันนี้ต้องบอกว่า พ่อดูดีที่สุดตั้งแต่ ประสบอุบัติเหตุมา

ไม่ว่าจะด้วยต้นทุนดี พ่อร่างกายแข็งแรง ทำบุญมามาก ส่งถึงหมอทันเวลา หมอเก่ง หมอตั้งใจ หมอเอาใจใส่ พยาบาลดูแลดี ญาติมาให้กำลังใจบ่อย ครอบครัวเข้าใจ และ ช่วยเหลือเต็มที่ จ้านาย(ผม) ให้โอกาสมาดูพ่อ ลูกน้องช่วยดูงานช่วงผมไม่อยู่ น้องๆ ที่ช่วยไปดูพ่อวันที่พ่อต้องไปหาหมอ และพี่มีประชุมสำคัญ เพื่อนๆ พรรคพวก ให้กำลังใจ ทั้งที่ไปเยี่ยมพ่อ ที่โรงพยาบาล ที่บ้าน โทรมา e-mail มา มาเมนท์ ให้ใน Blog…

ทั้งหมดนี้ล้วนแต่ทำให้พ่อผมหาย แช็งแรงขึ้น ดีวันดีคืน กลับมาสูสภาพใกล้เคียงปกติ และ ผมหวังว่าพ่อจะหายดีเป็นปกติในไม่ช้า….

สิ่งมหัศจรรย์…เกิดขึ้นทุกวันครับ ความรัก ความผูกพัน ทำให้เกิดสิ่งมหัศจรรย์ได้ มันเกิดกับผมมาแล้ว… ผมคิดว่าคงไม่มีเรื่องร้ายๆ เกิดขึ้นกับพ่ออีก และ ขอจบตอนพ่อไปหาหมอตอนนี้เป็นตอนสุดท้ายนะครับ…

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านจนจบ และ comment เป็นกำลังใจ …ขอให้ทุกคนโชคดี มีความรักกับคนใกล้ตัวนะครับ

Advertisements