น้องนกเค้าอยากรู้เรื่อง iPod เห็นว่าได้มาตั้งสองเครื่องแล้ว แต่ เล่นไม่เป็นสักที….น้องเก๋ก็บอกว่า iPod ที่ส่งมาจากเมืองไทย มันหล่นเป็นรอย ทั้งสองเรื่องทำให้ผมนึกออกมาเอาเรื่อง iPod มาเขียนเล่นดีกว่า

แต่อยากกระซิบบอกน้องนกว่า ถ้า iPod มันเล่นยาก…ยกมาให้พี่ก็ได้ครับ เพราะ เจ้าเครื่อง 80G ที่มีอยู่ก็นอนแอ้งแม้งอยู่ในรถเสียตลอดเวลา….(ได้ยินว่าตอนนี้ติด Camfrog กันงอมแงมมิใช่หรือ…ดูมากระวังเสียสุขภาพนะครับ หุ หุ)

….คนรู้จัก iPod ดีอยู่แล้ว ก็ข้ามไปได้เลยครับ ไม่อยากเอามะพร้าวไปขายสวน, สอนสังฆราช หรือ สอนจระเข้ ปีนต้นไม้..งานนี้เป็นเรื่อง iPod เล็กๆ น้อย เท่าที่ผมรู้ละกันครับ

….

แรกๆ ไม่เคยคิดจะซื้อเลยนะครับ เพราะ ก็ไม่ได้เป็นคนที่ต้องพกเพลงไปฟังด้วยด้วยตลอดเวลา และ ราคามันก็ค่อนข้างจะแพง….อีกอย่าง เรามีความเชื่อว่า เสียงมันไม่น่าจะสู้ ฟังจาก CD โดยตรงไม่ได้…เพราะรู้กันอยู่ว่า file เพลงใน iPod นั้นเป็น file ที่บีบอัดมา….

แต่เห็นมันขายได้เรื่อยๆ แถมออกมาจนเป็น generation ที่ ห้า แล้ว…คงต้องมีอะไรดีบ้างแหล่ะ…เลยชักเริ่มสนใจ…ในที่สุดเหตุที่จำเป็นต้องไปซื้อ เพราะวันหนึ่งมีน้องคนหนึ่งพกมา…เราเห็นก็ขอยืมมาถือดู และ ลองฟังเสียง

เชื่อหรือไม่ว่า…ผมหาปุ่มปรับเสียงบน iPod ไม่เจอ…..นั่นแหล่ะจุด เริ่มต้นในการเสียสตางค์ ให้ อีตา Steve Jobb …เค้าเข้าแล้ว

 

ยิ้มIPod มีทั้งหมด ห้ารุ่น แล้วครับ รุ่นแรกออกมา ขนาด 5GB เมื่อ ปี 2001 โดยความคิดที่ได้จากการสำรวจพฤติกรรมของผู้ใช้คอมพิวเตอร์ ที่มักจะ load เพลงไว้ในเครื่องจำนวนเป็น พันเพลง และ อยากจะนำเพลงเหล่านั้นติดตัวไปในที่ต่างๆ ได้ด้วย ทำให้ Apple พัฒนาเครื่อง iPod นี้ขึ้นมา ช่วงต้นปี และ ออกสินค้านี้ในปีเดียวกัน สมัยแรกๆ ก็มาตีกับ Sony ทีมี walkman และ mini disc เป็นสินค้าชูโรง การออกเครื่องฟังเพลง แบบ Hard disk ณ ตอนนั้นเป็นเรื่องไม่น่าเป็นไปได้ เพราะขนาดมันเล็กมาก รุ่นแรก จะใช้งานร่วมกับ itune ที่เพิ่งออกมา และ ใช้ได้กับ Mac เท่านั้น (ยังไม่ run บน windows) รุ่นแรกนี้มี Size ใหญ่สุดที่ 10 GB

หลังจากนั้นก็ออกมาเป็นรุ่น สอง ในปี 2002 ครับ เริ่มเป็นปุ่มสัมผัสละ แล้ว ก็มี itune ที่เล่นได้กับ window และ Autosync  มี size ใหญ่สุดที่ 20 GB

รุ่นสาม ออกมา ปี 2003 เรียกว่าออกมาปีละรุ่นเลยครับ มากันเป็นชุดเลยครับ รุ่นนี้ มี ไฟสีส้มบนเครื่องด้วย และ charge ไฟผ่าน USB ได้ Size ใหญ่ขยับเป็น 40 GB  Itune music store (ITMS) ก็เปิดตัวตอนนี้ครับ

คั้นเวลา 2004 ด้วย iPod mini ครับ พร้อมกับ “Click wheel” เป็นครั้งแรก โดยขายกันตั้งแต่ต้นปี  และ ITMS ก็กลายเป็นร้านขายเพลงที่ใหญ่ที่สุด ว่ากันว่า เพลง The Path of Thorns (Sarah McLachlan) ถูก load ไปวันละ 2.5 ล้านครั้งต่อวัน โห…รวยกันไม่รู้เรื่อง

รุ่นสี่ ออกมาตอนเมษา 2004 พร้อมคุณสมบัติ “Click wheel” บวกกับ Battery ที่นานขึ้นครับ รุ่นสี่นี้ยังมีรุ่นอื่นใน Generation เดียวกัน อีก คือ รุ่น U2 limited edition ตัวเครื่อง ดำแดง  และ iPod photo ที่ดูรูปได้ (ถ้าใส่อุปกรณ์เสริมที่เป็นกล้อง ก็ถ่ายรูปได้ด้วย)

อีกสองอันที่ออกมาคือ iPod shuffle และ iPod mini Generation II

ปี 2005 ออกรุ่น ที่เป็น จอสี สำหรับ iPod ซึ่งคล้ายกับจอบน iPod Photo เป็นอันสิ้นสุดจอขาวดำ แล้วก็เริ่มให้บริการ Podcast ที่เป็นการ download รายการวิทยุเข้ามาไว้ อานิสงค์อันนี้ทำให้ ได้ รุ่น U2 limited edition ที่เป็นจอสี และ รุ่น iPod Harry Potter

กันยา 05 เป็นอันสิ้นสุด iPod mini ด้วยการเปิดตัว iPod Nano ด้วย size สูงสุดที่ 4 GB

และแล้วก็มาถึงยุคปัจจุบันครับ คือ Generation ที่ห้า ที่เล่น VDO ได้

เฮ้อ แค่ประวัติก็ยาวเหยียด แล้วครับ ถือว่าเป็นนวัตกรรม สุดยอดอันหนึ่งเลยนะครับเนี่ย

คนจะซื้อ iPod  ตอนนี้ถือว่าน่าสน เพราะ ทำอะไรได้หลายต่อหลายอย่าง ซึ่งหลังสุด กลายร่างเป็น โทรศัพท์ชื่อ Iphone ได้ด้วย ซึ่งเพิ่งจะวางตลาดในปีนี้ สิ่งที่คนซื้อควรจะต้องมีก็คือ computer สักหนึ่งเครื่องก่อนนะครับ

จากนั้นก็ไปทำการ download itune มาไว้ในเครื่อง เจ้า itune จะเป็นระบบจัดการกับเพลง รูปภาพ หนัง ทั้งหมดของเรา พร้อมกับ sync เข้าไปใน iPod เข้าไปให้เราด้วยได้

วิธีเอาเพลงเข้าไปก็ copy เข้าไปวางไว้เลยครับ มี trick นิดหน่อย สำหรับ คนที่ hard disk ไม่ค่อยพอ ก็ไปซื้อ External  Hard disk (EHD) มาใช้เก็บพวกนี้ไว้ ก็ดีเหมือนกันครับ โดยตั้ง จาก ตัว edit/preference ให้ itune มันมองหา file เพลง ใน EHD แทน

Playlist เป็นจุดเด่นของ itune นะครับ เพราะ จะทำให้จัดการกับเพลงที่เราอยากฟัง ได้อย่างยอดเยี่ยม เพราะมี feature ทำ Smart playlist ได้ด้วย โดยการจัดการกับ database ของเพลง เช่น จัดเพลงที่เป็น เพลง เต้น ตะลึ่งตึงตึง ออกมาฟังอย่างเดียว หรือ เพลง ที่อยู่ช่วงปีไหน ออกมาได้เพียง click ไม่กี่ที

ส่วนปัญหาเพลงไทย ที่แสดงชื่อเป็นไทย นั้น ต้องเอาเครื่องไปทำการลงโปรแกรมภาษาไทย ก่อน ครับ เห็นคิดกันอยู่ ประมาณ สามร้อยบาท ตามร้าน (แต่ถ้าเป็นคอมพิวเตอร์บ้าง ก็มี web สอนวิธีทำให้เหมือนกันนะครับ ลองหาดู)

….

การ upgrade จะมีการ upgrade ทั้ง itune และ iPod นะครับ ซึ่ง แต่ละครั้งก็ไปอ่านกันให้ดีก่อนว่า เค้า update เพื่ออะไร เพราะบางทีเป็นการ upgrade เพื่อให้รองรับกับสินค้าใหม่ที่ออกมา ซึ่งอาจไม่จำเป็นครับ อีกอย่างการ upgrade ตัว Ipod อาจทำให้ font ภาษาไทย ที่เราลงโปรแกรมแสดงไว้หายไปได้นะครับ อาจต้องไปเสียเงินทำกันใหม่

….

ตอนนี้ utilize เจ้าของเล่นชิ้นนี้คุ้มเลย เพราะ เก็บภาพอัลบั้มไว้เพียบ แถม VDO เรื่องโปรด(หนังประเภทไหนที่ต้องเก็บไห้พ้นมือเด็ก เก็บไว้ในนี้ก็ ปลอดภัยดีนะครับ)  เวลาเดินทาง ติดสาย AV ไว้ด้วยก็เสียบดู TV ในที่พักได้เลย) ยิ่งถ้าวิทยุในรถที่มีอยู่ มันสามารถต่อพ่วงกับ iPod ได้ ก็เสียบจึ๊ก ฟังจาก ipod วิ่งกรุงเทพฯ เชียงใหม่ ลงไป ยะลา เพลงยังไม่ซ้ำเลย

ตอนนี้ผมเลยเอา CD ที่ซื้อมาตั้งแต่ แผ่นแรก (ก็ร่วมๆ เกือบยิ่สิบปีก่อนแหล่ะ) มาทำการ rip ลง iPod ซะหมด …เรียกว่า CD ทั้งบ้าน มาอยู่ใน Ipod หมดแล้ว….

นับไปนับมา ได้ร่วมหมื่นเพลง…นี่ยังไม่ได้เอาพวก ลูกทุ่ง หมอลำ เข้ามาใส่ด้วยนะ ไม่งั้นคงเป็นหมื่นเพลง…ตอนที่กำลัง Sync ถ้าเราไป Click ตรง Bar ดูมันจะแปลงจำนวนเพลง ออกเป็น หน่วยความจำ หรือ เวลาที่ใช้ในการเล่นได้ครับ

ผมอ่านดูตอนที่ Sync เห็นบอกว่า ถ้าเปิดเพลงฟังไป ตลอด โดยไม่หยุด มันจะใช้เวลาประมาณสองปี แน่ะ ถึงจะเล่นหมด…เยอะจริงๆ คงไม่มีโอกาสฟังได้ขนาดนั้นหรอกนะครับ.. 

…เพราะถ้านั่งฟังเพลงได้ขนาดนั้น ที่ทำงานเค้าคง เชิญ ให้ ออกไปนั่งฟังที่บ้าน แน่นอนครับ …

เพิ่มเติมนะครับ เมื่อสองวันก่อน (วันที่ 6 กันยายน 2007) Apple บริษัทที่ถูกจัดเป็น Innovation อันดับหนึ่งของโลก ก็ ประกาศออก Ipod Touch ออกมา หน้าตาคล้าย iphone มากครับ ดูรายละเอียด ได้ที่ http://www.apple.com/ipodtouch/ ครับ

 

Advertisements