ปีนี้เดินเข้า เดินออก ที่ศิริราชเป็นว่าเล่นครับ ทำให้ได้เห็นอะไรแปลกๆ เยอะ…

… ไม่ใช่อะไรหรอกครับ ป่ะป๋า สุด love ของผม มีธุระปะปัง กับที่นี่หลายอย่าง นับตั้งแต่อุบัติเหตุคราวที่แล้ว (อ่านรายละเอียดได้จากตอนที่แล้ว Die Hard Version 4.0)..

ยิ้มแฉ่ง ยิ้มแฉ่ง

ก่อนหน้านั้นพ่อเองเคยมานอนยาวๆ ที่นี่ทีแล้วครับ เรื่องต่อมลูกหมากโต ตอนนั้นได้นอนอยู่ตึกอุบัติเหตุ พยาบาลที่ตึกนั้นก็น่าร้ากๆ น่ารักทั้งนั้น…

จำได้ว่าเคยเขียนเป็นเรื่องไม่สั้น ไปครั้งหนึ่ง สมัยตั้งแต่ยังไม่มี Space ส่งเป็นเมล์ให้เพื่อนอ่าน ไว้วันหน้าวันหลัง จะเอามาปัดฝุ่น ทำเป็นงาน remake ให้อ่านกันใน space นี่เลย (หากินกันง่ายๆ อย่างนี้แหล่ะ)

มีคนพูดถึงโรงพยาบาลนี้ต่างๆ นาๆ ครับ ว่า พยาบาลดุมั่ง หาเตียงยากมั่ง ผีดุมั่ง ผมเองมานอนเฝ้าพ่อ อยู่ สองรอบแล้ว ได้เจอข้อเท็จจริงหลายอย่าง…

พยาบาลดุๆ…คงมีล่ะครับ เพราะ คนไข้ที่นี่เยอะมาก ลองไปยืนดูการ Handle คนเป็นร้อยๆ ของพยาบาลสักชั่วโมงดูซิครับ แล้วจะรู้ว่าความอดทนเป็นอย่างไร ถึงกระนั้นผมว่า ที่นี่ก็รณรงค์การให้บริการจน ผมรู้สึกว่า พยาบาลที่นี่ และ เจ้าหน้าที่แทบทุกท่าน น่ารัก และ มี service mind มากๆ แม้กระทั่ง เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ยังสุภาพ และ อำนวยความสะดวกในเรื่องต่างๆ เป็นอย่างดี

เรื่องเตียง ที่ว่าหายาก…ถ้าดูจำนวนเตียงกับจำนวนคนไข้ที่รอรับการรักษาแล้ว ยังไงก็ต้องเข้าคิวครับ แต่ เรื่อง รอเตียง จากประสบการณ์ นั้น จะต้องมีสามปัจจัยครับ คือ คนไข้พร้อม เตียงพร้อม และ หมอพร้อม ถ้าอย่างใดอย่างหนึ่งไม่พร้อม ไม่มีทางเรียกมาขึ้นเตียงได้หรอกครับ…ผมว่าบางที หมอไม่พร้อม เจ้าหน้าที่ก็อาจให้เหตุผลว่ารอเตียง ซึ่งฟังดูดีกว่า รอหมอ น่ะครับ

ส่วนเรื่องผีดุนั้น ผมเองเจอเองกับตาเลยครับ….

เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า วันหนึ่ง…วันนั้นเป็นวันที่ผมต้องพาพ่อไปตรวจ ซึ่งโดยปกติแล้วเราจะไปให้ถึงโรงพยาบาลก่อนหกโมงเช้า ซึ่งที่โรงพยาบาลก็เริ่มมีคนเข้ามากันบ้างแล้ว แต่ไม่เยอะมาก ตอนนั้น ฟ้ายังไม่สว่างดีครับ ผมเองก็พาพ่อขึ้นไป จะเข้าคิวเพื่อรอรับการรักษา เนื่องจากวันนั้นยังไม่ได้ทำการนัดเอาไว้….พลันสายตาผมก็มองไปที่ counter ต้อนรับ…หัวใจผมแทบหยุดเต้น….

แถวที่เข้าคิวกันน่ะซิครับ….มีการเข้าคิวกันยาวประมาณเกือบยี่สิบคน…แต่เห็นแค่ส่วนล่าง…โดยที่ไม่มีอวัยวะ หรือ เสื้อผ้าส่วนบนเหมือนเช่นการเข้าแถวตามปกติ….

ใบหน้าผมเริ่มซีด….หายใจขัด…เหมือนไม่อยากจะหายใจ…มือผมจับมือพ่อแน่น…พยายามสะกิดพ่อให้มอง…เหมือนพ่อจะรู้ พ่อมองตามผมไปที่แถวข้างหน้า แล้วพูดเบาๆ

“ถ้าเอ็งไม่อยากไปยืนเข้าแถว ก็ ถอดรองเท้าไปจองไว้เหมือนคนอื่นเค้าก็ได้….” นั่นเป็นคาถาไล่ผีที่ผมได้ยิน

เมื่อตอนพ่อแข็งแรงดี พ่อจะมาเองครับ เห็นออกจากบ้านแต่มืด มาถึง ศิริราชตั้งแต่ก่อนหกโมงเช้า…ตอนแรกนึกว่าเป็นความขยันของพ่อที่มักจะตื่นแต่เช้า และไปทำธุระปะปังของแกแต่เช้า… แต่จริงๆแล้ว คนไข้ที่นี่ก็จะมากกันแต่เช้าแหล่ะครับ เพราะคนเยอะ ถ้าช้าอาจต้องรอเกือบเที่ยงหรือไม่ได้ตรวจเลย ส่วนเจ้าหน้าที่จะเริ่มมาประมาณ เจ็ดโมงครับ

มาถึงตาผมพาพ่อมา ก็มาถึงประมาณหกโมงเช้า อากาศดีๆ ครับ ขาประจำศิริราชต้องรู้งานนะครับ ว่ามาแล้วอย่าไปนั่งเฉยๆ  ต้องรีบไปจองคิวไว้ก่อนถ้าไม่ได้มีนัดเอาไว้ และที่นี่เค้าเข้าแถวแบบไม่ต้องไปยืนครับ อ่านแล้วไม่ต้องงง เพราะที่ผมเห็นก็คือ เค้าจะเอารองเท้าไปวางจองที่เอาไว้ก่อนครับ หันไปดูคนที่นั่งรอก็จะเห็นนั่งเท้าเปล่ากันเป็นแถว บางคนก็เอาถุงกระดาษวางไว้ครับ แล้วแต่เทคนิค

มองๆ ไปบรรยากาศเช้ามืด มีคนเข้าแถวรอตรวจที่มองไม่เห็นร่าง.. เห็นแต่รองเท้า…ก็สยองดีนะครับ

….

มาเที่ยวนี้ต้องบอกว่าเป็น Dady return เพราะ เมื่อตอนต้นปีก็มานอนอยู่ร่วมเดือน รอบที่แล้ว พี่สาวหาห้องได้ดี เป็นห้องพิเศษที่ตึก 84 ปี….ว้าว วันแรกเข้าไปเห็น นึกว่าโรงแรมหรู แปลกใจว่า ศิริราชทำห้องได้ดี ผิดไปจากที่นึกไว้ตอนแรก…พอเห็นราคาเป็นอันหายงง เพราะ คืนล่ะสองพันห้า แฮะ แฮะ อย่านึกว่า ทหารเก่าอย่างพ่อ จะมีสวัสดิการดีขนาดนี้นะครับ เพราะ เบิกได้ แค่หกร้อย let’s say ว่า จ่ายเองคืนล่ะสองพัน ตอนนั้นนอนเป็นเดือน ลูกชายแทบหมดตูด…ไม่เป็นไรครับ…พ่อคนเดียว เลี้ยงได้สบายอยู่แล้ว…เที่ยวนั้นจ่ายแพงแต่ก็คุ้มครับ เพราะ พ่อหายดีวันดีคืน จนผมจะโหวตให้พ่อเป็นสิ่งมหัศจรรย์ ยุคใหม่อยุ่แล้ว….

….

มาเที่ยวนี้ค่อนข้างฉุกละหุกครับ เพราะผมสังเกตว่า ถึงแม้พ่อจะดีวันดีคืน แต่ ก็ยังเดินเตาะแตะ ก้าวเท้าสั้นๆ อยู่ แรกๆ ก็คิดว่ากล้ามเนื้อไม่แข็งแรง เลยหาวิธีให้พ่อออกกำลัง โดยยึดหลักว่าก่อนป่วยแกออกกำลังอย่างไร ตอนนี้ก็พยายามให้ออกกำลังอย่างนั้น ซึ่ง ก่อนป่วย พ่อจะถีบจักรยานวันล่ะ เป็นสิบๆ กิโล ซึ่งถ้าตอนนี้ให้ไปถีบจักรยานเหมือนเก่าคงวิ่งไม่ถึงปากซอย มีหวังได้เข้าโรงบาลอีกรอบแน่ เลยดัดแปลงโดยไปซื้อ จักรยานถีบอยู่กับที่ ที่สำหรับออกกำลังมาให้ถีบ โดยให้น้อง “พอลล่า” (ชื่อเพราะไปงั้นล่ะ เพราะหน้าตาออกไปทางอั้ม มากกว่า) น้องทีมาดูแลพ่อ ให้เป็น Trainer ส่วนตัว บังคับให้พ่อต้องออกกำลังวันละสามเวลา…ลองอยู่เป็นเดือน อาการเดินเตาะแตะก็ยังไม่ดีขึ้น

การตรวจกับหมอทางสมองทำให้ผมทราบว่า สาเหตุที่ทำให้พ่อเดินไม่ค่อยคล่องดังกล่าว มาจากน้ำในสมอง มันเยอะจนไปกดสมองส่วนที่ควบคุมการทรงตัว และทำให้มีผลต่อการเดินดังกล่าว….หมอนัดให้พ่อมาทำงการผ่าตัดเพื่อนำน้ำออกจากสมองโดยด่วน….

นั่นเป็นสาเหตุที่พ่อต้อง Return มาที่ ศิริราชในครั้งนี้…..

ผมรอคิวเตียงอยู่สัปดาห์กว่าๆ ทางโรงบาลก็ติดต่อไป พร้อมกับถามผมว่าต้องการผ่าตัดแบบพิเศษ หรือ ไม่ โดยมีค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่งที่ไม่สามารถทำเรื่องเบิกได้ตามปกติ…

การผ่าตัดพิเศษ ที่ว่า เจ้าหน้าที่เองก็ไม่ได้ให้รายละเอียดอะไรมาก เพราะไม่ใช่หมอ แต่ การ contact หมอเจ้าของไข้โดยตรง ดูจะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะลำบากอยู่ เพราะ คุณหมอจะมีภารกิจ แทบจะตลอดเวลา ผมเลยฝากให้หมอช่วยดูให้หน่อย ว่าถ้าไม่มีความแตกต่างกันมาก ก็อยากได้แบบธรรมดา แต่ ถ้า no choice ก็เอาแบบพิเศษ มาก็ได้

วันรุ่งขึ้นผม Admit พ่อเข้าไป “ครองเตียง” ก่อน เป็นไงศัพท์ที่นี่เพราะมั๊ยครับ “ครองเตียง” เป็นอาการที่คนไข้ต้องใช้สิทธิ เพื่อไม่ให้ผู้อื่นมาใช้ได้ ถึงแม้ว่าจะไม่ถึงเวลาที่ต้องใช้ก็ตาม เพราะ คิวที่นี่ ถ้าตุกติก หรือ ติดขัด ระบบจะจ่ายให้ผู้รอรายต่อไปทันที

พ่อต้อง”ครองเตียง” อยู่สองวัน โดยหมอมาบอกว่า จะมีการผ่าตัด แบบ ธรรมดาให้

ผมเองเริ่มจะร้อนใจ กลัวจะตัดสินใจพลาด เลยให้พรรคพวกหาข้อมูลมาเปรียบเทียบระหว่าง การผ่าตัด แบบธรรมดา กับแบบ พิเศษ  เลยรู้ว่าสมัยนี้ มันแสนจะ High tech

พ่อต้องเจาะท่อ พร้อมกับติด value ที่จะ Drain น้ำส่วนเกินออกจากสมอง เมื่อมีความดัน เกินค่าๆ หนึ่ง ซึ่งคราวที่นอนรักษาอยู่ที่โรงพยาบาล ตอนนั้น ต้อง Drain น้ำใส่ถุง แต่ คราวนี้ไม่เหมือนกันครับ เพราะ ท่อที่ว่าจะ Drain น้ำ เข้าช่องท้องเลย

หมอบอกว่าเจ้าแรงดันที่ตั้งไว้ บางคนอาจไม่เหมาะ อาจต้องปรับ ซึ่งการผ่าตัดแบบธรรมดา เวลาปรับทีก็ต้องผ่าตัดที ส่วนการผ่าตัดแบบพิเศษที่ว่าเวลาจะปรับแรงดันก็เอาเครื่องมือมาสั่งการที่บริเวณศีรษะได้เลย เพราะทำงานด้วยระบบแม่เหล็กไฟฟ้า นั้น…High tech ซะไม่มี…อย่างนี้ดีเวลาถ้าต้องมีการปรับ เพราะจะได้ไม่ต้องเสี่ยงต่อการติดเชื้อ

พอได้คำตอบ clear อย่างนี้ ผมเลย ฟันธง ให้ พ่อได้รับการผ่าตัดแบบพิเศษ เลย ซึ่งผ่าตัดแค่ชั่วโมงเดียวครับ พักฟื้นเสร็จออกมาคุยปร๋อเลย ต่อคุยได้ไม่นาน ก็เริ่มบ่นว่าหนักหัว ร้อนถึงพยาบาลต้องมาให้มอร์ฟีน

อาการจะเป็นอย่างไร.. .คงต้องดูกันต่อไปครับ

….

Note: น้ำไขสันหลัง คือ น้ำที่อยู่ในสมองและในสันหลังของคนเรา จะเป็นตัวคอยป้องกันสมอง ไม่ให้มีการกดเบียดกันกับส่วนของกะโหลก เป็นตัวรับแรงกระแทกของสมอง จากข้างต้น สาเหตุที่ทำให้มีน้ำในสมองอาจเกิดได้จากการที่มีการอักเสบเกิดขึ้นในส่วนของสมอง ไม่ว่าจะเป็น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ สมองอักเสบ เป็นต้น สำหรับกรณีของพ่อนั้น มีสาเหตุมาจากอุบัติเหตุครับ

  

Advertisements