07 Jul 2007 วันนี้วันดีครับ วันที่ เจ็ด เดือน เจ็ด ปี เจ็ด…
มีคนบอกว่าถ้าทำดีวันนี้ จะได้รับ Triple bonus ถึงสามเด้ง
ผมเองไม่ค่อยได้ทำความดีบ่อยนัก เลยตองคว้าโอกาสนี้ไว้…
เมื่อวานพ่อผมโทรมาหาแต่เช้า เพราะรับปากพ่อไว้ว่าจะพาไปขึ้นเงิน Lottery ที่แผงขายแถวๆ ราชดำเนินในวันนี้…
พ่อจำได้แฮะ นึกว่าจะลืม…นี่แสดงว่าความจำแกยังดีนะเนี่ย…
เรื่องอื่นจำไม่ค่อยได้ แต่ เรื่องหวยเนี่ย…เหมือนยาวิเศษเลย พ่อแกจำแม่น…
วันนี้ผมเลยพาพ่อมานั่งรถเที่ยว..นั่งดูรถติด ท่ามกลางฝนปรอยๆ…ตามด้วยดูหนัง Die Hard ที่มาถึงภาคที่ 4 แล้ว
และ ตบท้ายด้วยการไปนั่งทานอาหารทีร้าน ครัวแม่น้องหนุน แถวสะพานพระนั่งเกล้า…
Combo set ชุดนี้ น่าจะทำให้ ป๊ะป๋า Happy ไปได้อีกวัน…
พ่อเป็นทหารเก่าครับ แต่พ่อเป็นทหารที่ตัวเล็กนะผมว่า…
ความสูงขนาดพ่อไม่น่าจะโดนส่งไปรบได้ แต่ ผมว่าความกล้า กับ ความรักชาติที่พ่อมี น่าจะเป็นตัวที่ทำให้พ่อได้ไป
ไม่ใช่ครั้งเดียวนะครับ แต่ พ่อผ่านการรบ เจอะเจอสมรภูมิมาหลายที่ ทั้งเวียตนาม ลาว และ เกาหลี…
ไม่แน่จริง คงไม่รอดมาได้… ทั้งๆที่อยู่หน่วยลาดตระเวณ
วันไหนพ่อได้ดูหนังสงครามดูพ่อจะมีความสุข ประมาณว่าได้รำลึกความหลังครั้งเก่า…
ความที่พ่อเป็นทหาร ผมเลยโดนเลี้ยงมาแบบวินัยทหาร
สองทุ่มนอน ตีห้าตื่นมาตั้งแต่เด็ก…
ผิดวินัย ก็โดนวิดพื้น สก๊อตจั๊ม แล้ว แต่ กรณี เกเรมากๆ โดนตีเอาก็บ่อย
เหลือขังคุกเนี่ยแหล่ะที่ยังไม่เคยโดน
ผมอยู่กับพ่อมาหลายปี จนมาแยกกันอยู่ตอนเรียนมัธยม…
ช่วงนั้นพ่อไปอยู่กับ “เจ้านาย” หลายปี งานพ่อดูลึกลับครับ ลึกลับน่ากลัว จนผมไม่อยากรู้
ทำให้ผมกับพ่อไม่ได้ดูหนังด้วยกัน มาหลายปี….
พ่อชอบดูหนังครับ ผมว่าพ่อดูหนังทุกอาทิตย์
ตอนเด็กตั้งแต่จำความได้ ผมว่าพ่อพาผมไปดูหนังตั้งแต่ผมเริ่มอ่าน ก เอ๋ย ก ไก่ อยู่เลย
ทกวันอาทิตย์ พ่อจะพาผมเดินตาม ไปป้วนเปี้ยน แถว ราชเทวี หรือ ไม่ก็สยาม เพื่อดูหนังสักเรื่อง …
ราชเทวีสมัยก่อน โรงหนังเยอะครับ ปูมาตั้งแต่  มหานาค มี ปารีส แอมบาสเดอร์ เลี้ยวมา ก็มี โคลีเซี่ยม เพรสซิเดนส์ แมคแคนน่า ฮอลีวู๊ด เมโทร และ พาราเมาท์ ทั้งหมดเป็นโรงใหญ่ ถ้ามาแถวนี้ ได้ดูหนังแน่นอนครับ
ถ้าไปสยามก็มี สกาลา สยาม ลิโด้ โรงเหล่านี้ บางโรงจะมีชั้นสองให้เลือก ที่ ฮอลีวู๊ด มีถึงสามชั้นทีเดียว… แต่อย่างผมไม่ต้องฝันครับ เพราะพ่อจัดตีตั๋วแถวหน้าตลอด
นั่งแถวหน้า สิบบาท ใกล้จอ..จนรู้สึกเหมือนอยู่ในเหตุการณ์จริง…
ผมงี้ตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้มาดูหนังกับพ่อครับ แต่ บางทีเห็นพ่อหลับในโรงหนังเหมือนกัน…
อาจจะเพราะอากาศเย็น…น่านอน…
เอ…หรือว่า ที่พ่อพามาดูหนังทุกอาทิตย์ เพราะหนีร้อนมานอนในโรงหนังกันแน่ นะเนี่ย…
ยังเป็นปริศนา…ที่ผมไม่เคยถามพ่อมาจนถึงทุกวันนี้
หลังจากพาเจ้า Tibby คันโปรด ไปเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง พร้อมกับ ล้างขัดสีฉวีวัน จนเงาแว๊ป..
ผมก็บึ่งควบไปรับพ่อที่นครปฐมทันที…เสียงเครื่องดังจนกลบวิทยุในรถซะหมด…แซงซ้ายแซงขวาไปจนถึงบ้านที่นครปฐม…
วันนี้รถติดมาก…ติดทุกเส้น…เมฆฝนก็ลอยต่ำมา เหมือนจะหัวเราะว่า ล้างรถมาทำไม…
ความเสียดายตังส์ค่าล้างรถทำให้ บึ่งเสียจน พลัง แก๊สโซฮอร์ ระเหยหายไปร่วมครึ่งถึง… ไม่อยากโทษก็ต้องโทษล่ะครับ ว่ามันระเหยหรือโดนใช้ไปเร็วจริงๆ
พ่อแต่งตัวหล่อมากวันนี้…ใส่เสื้อแดงแป๊ด…ผิดสีไปวันนึง เพราะวันนี้วันเสาร์…ตัวเสื้อมี Screen ทำเอง เป็นรูปหน้าพ่อ (ครับ…เป็นรูปหน้าพ่อ จริงๆ พิมพ์ไม่ผิดหรอก) ในชุดทหาร แปะไว้ที่อกขวาของเสื้อ ผมว่าผมกล้าแล้ว ผมยังไม่กล้าขนาดพ่อ เลยครับ ที่เอารูปตัวเองทำลายเสื้อ…
Self แกแรงมากครับ… ของผมไม่ได้ สัก 1 PPM ของแกเลย
วันหลังจะต้องเริ่มฝึก โดยเสื้อที่ Screen รูปพ่อ มาใส่ก่อน… เอาไว้ ความกล้า เริ่มมากพอ แล้ว จะ Screen รูปตัวเอง ลงในเสื้อ…
ถ้าใช้ดี จะเอาไปทำแจกลูกน้อง ให้ งง…ให้นึกว่าเราจะสมัคร สส ซะเลย
ที่ราชดำเนิน หาที่จอดรถไม่ได้เลยครับ ไอ้ที่จอดได้ก็มีรถไปจอดไว้แล้วแน่นไปหมด
แค่นั้นยังไม่พอ ตำรวจยังเอาป้าย “ที่ห้ามจอด” อันเบ่อเริ้ม มาวางไว้อีก
ผมเลยแก้ปัญหาโดยการจอดมันตรงป้าย “ที่ห้ามจอด” นั่นแหล่ะครับ
เห็นมีตำรวจมาเหล่ อยู่สองสามเที่ยวเหมือนกัน แต่ ไม่เห็นว่าอะไร
ผมต้องพาพ่อมาขึ้นเงินถึงนี่… เพราะทราบว่า เมื่อก่อนพ่อชอบมาเดินเล่นแถวนี้
การมาขึ้นเงินที่นี่อาจทำให้ได้พบเจอเพื่อนเก่าบ้าง… น่าจะดีต่อสุขภาพของพ่อ ที่ได้มาเจอเพื่อนเก่า
พ่อใช้เวลาไม่นานในการไปขึ้นเงิน…แผงแถวนี้ หักไป หกสลึง เป็นค่า overhead…
(หมายถึง คิดค่า commission 1.5% นะครับ)…
พ่อยื่นเงินให้ผม พันนึง เป็น ส่วนแบ่ง…ตามสัญญา
ผมรีบบึ่งออกจากตรงนั้นทันที ก่อนที่ ตำรวจจะมาเอาส่วนแบ่งของผมไปเป็นค่าปรับ ฐานจอดในที่ห้ามจอด
แว๊ปเดียวก็มาถึง Central ปิ่นเเกล้า…
ระบบ Vallet รถที่นี่ช่วยให้การหาที่จอดรถ ไม่ใช่ปัญหาของผมอีกต่อไป…
ผมหาที่จอดได้ที่ชั้นสอง โดยใช้เวลานิดเดียว
แต่การลงจากรถที่เบาะอยู่สูงจากถนนไม่มาก อย่างน้อง Tibby ทำเอาทุลักทุเล อยู่พอสมควร
ผมแทบจะต้องอุ้มพ่อลงจากรถ เพราะพ่อจะลุกไม่ไหว….
ในใจนึกๆ นึกโมโห คนที่ทำให้พ่อเป็นอย่างนี้ขึ้นมาตะหงิด ตะหงิด…
เมื่อหกเดือนก่อน พ่อเป็นผู้ชายอายุ 78 ที่แข็งแรงที่สุดที่ผมรู้จักมา…
พ่อถีบจักรยานวันละกว่า 20 Km. แทบทุกวัน…
แข็งแรง…สุขภาพดี…คุยเก่ง…อารมณ์ดี…แต่ก็พร้อมจะต่อยคนที่มากวนประสาทได้ง่ายๆ
แต่อยู่มาวันหนึ่ง…วันที่ 3 กพ วันทหารผ่านศึก…
พ่อไปร่วมงานเช่นทุกปี ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ…ในงานพ่อจะเจอเพื่อนเก่า..ที่ยังเหลืออยู่
พ่อจะถ่ายรูปมาให้ดูทุกปี…พ่อผมยังใช้กล้องมีฟิลม์แบบเก่า… พ่อไม่ใช้ Digital พ่อบอกมันใช้ยาก (???) และ แพง
ปีนี้พ่อถ่ายรูปมาเสร็จก้อยากจะเอารูปมาล้างทันที คงกะว่าจะเอาไปอัดแจกเพื่อน….
ตอนนั้นแหล่ะครับ…ตอนที่พ่อกำลังข้ามถนน…เพื่อเอารูปไปล้าง…
ไอ้รถมหาภัยคันนั้น….มันก็ขับมาเฉี่ยวพ่อ..ล้มลงไปทั้งคน ทั้งจักรยาน
พ่อนิ่งไป…คนในร้านถ่ายรูปวิ่งออกมาดูพ่อ…พยายามเรียกตัวพ่อ…แต่พ่อก็ไม่รู้สึกตัว
ตามตัวพ่อไม่มีบาดแผล แต่ ศรีษะพ่อมีรอยกระแทก…รถพยาบาลที่ผ่านมาพอดี นำตัวพ่อไปยังโรงพยาบาลของอำเภอ…
คนขับตีนผี คนนั้นไม่ได้หนีไปไหน…ยังคงรอตำรวจ…หลังสอบปากคำ ไว้ตำรวจก็ปล่อยกลับบ้านไป…ไม่มีนำใจใดๆ จากคนนี้
หมอประจำอำเภอ เฝ้าดูอาการพ่ออยู่ร่วมชั่วโมง จึงเห็นว่าสมควรส่งไปให้กับโรงพยาบาลประจำจังหวัด
คุณหมอชัชวาล ที่โรงพยาบาลนครปฐม ได้รับแจ้งก็ Stand by รอรับคุณพ่ออยู่….
พ่ออาการหนักแล้วครับ เพราะ การกระแทกที่ศีรษะ ทำให้ เลือดคั่งในสมอง…
หมอชัชวาล บอกผมว่า ตอนพ่อมาถึงโรงพยาบาล เป็นอาการขั้นสุดท้าย ของการบาดเจ็บทางสมองแล้ว เพราะมือเขียวแล้ว…
หมอชัชวาล นำตัวพ่อเข้าห้องผ่าตัดทันที.. ระหว่าง นำเข้าห้องผ่าตัด…พ่อหยุดหายใจไป สามนาที…
ผมว่ามันเป็น “สามนาที” ที่ยาวนานที่สุดของผม แล้วล่ะครับ อาการหลังจากการผ่าตัด หมอเองก็ยังไม่กล้าที่จะประเมิน…
หลังจากพ่อ นอนอยู่ ICU อยู่หลายอาทิตย์ อาการก็ดีขึ้นเรื่อยๆ จนผมและหมอเห็นว่าน่าจะย้ายคนป่วยได้..จึงได้ย้ายมาไว้ที่ ศิริราช
เพื่อที่จะได้มาดูแลได้สะดวกขึ้น….
ถึงตอนนี้พ่อกลับมาอยู่บ้านได้หลายเดือนแล้ว…แถมมีสมุน คอยเฝ้าดูแลอีกหนึ่งคน ชื่อน้อง Paulla…ซึ่งผมพยามเรียกแทน “คำหล้า” ชื่อจริงของเธอ
น้องหนูอายุ 19 ปี คนนี้ จะคอยดูแลพ่อแทนผม ช่วงที่ผมไม่อยู่…ซึ่งช่วยผมได้เยอะมาก
ตัวพ่อเองอาการดีขึ้นเป็นลำดับ….แต่ ไม่เหมือนเดิม…เหมือนผมได้พ่อใหม่ที่ เงิยบ เรียบร้อย ดู แก่ลง และ ไม่แข็งแรงเหมือนก่อน
พ่อมองดูบันไดที่ต้องเดินขึ้น แล้วถอนหายใจ…ตายห่า…ผมลืมไปว่าในโรงหนังมันมีบันได (หลายขั้น) พ่อเริ่มก้าว..ฉับ..ฉับ.. เดินคล่องจนผมแปลกใจ…
เพราะหลังๆ พ่อเดินแปลกๆ…เหมือนเดินได้ไม่คล่อง…หมอบอกว่า ตรวจพบถุงน้ำ ในโพรงสมอง และ มันไปกดสมองส่วนที่มีผลต่อการเดิน จำเป็นต้องเจาะดูดเอาน้ำออกมา….
ผมรอคิวหมอว่างอยู่ตอนนี้ ….เพราะที่ศิริราช จะทำการผ่าได้ต้อง พร้อมทั้ง หมอ เตียง และ คนไข้ ซึ่งตอนนี้ ผมรอหมอว่างเท่านั้น….
พ่อเริ่มยกขาไม่ขึ้น เมื่อมาถึงสามก้าวสุดท้าย ….
ผมต้องให้กำลังใจ และ กำลังกาย โดยการประคองกึ่งๆ อุ้มพ่อให้เดินมาถึงข้างบน…
การเดินลงไปแถวล่างไม่ใช่ปัญหา.. และ ผมเรียนรู้เพิ่มอีกอย่างว่า ถ้าพาพ่อมาถูหนัง ให้ จองแถวริมเท่านั้น เพราะ ลุกนั่งสะดวกสุด ถึงพ่อจะไม่ชอบนั่งริมก็ตาม
ผมพาพ่อมาดู Die Hard Version 4.0 หนังภาคต่อ ของ ตำรวจชื่อ จอนท์ แม๊คเคลน ตำรวจ ผู้ซึ่ง มักไปอยู่ผิดที่ ผิดเวลา แต่ ก็คลี่คลายสถานการณ์ ร้ายๆได้ มาถึ
ภาคที่ สี่ แล้ว…ผมจำได้ว่าภาคแรกนั้นดูตอนเรียนวิศวฯ อยู่เลย นั่นหมายถึง ประมาณ เกือบยี่สิบปีก่อน (ตัวหนังฉายปี 88)…
นึกๆ ดูว่าดาราฝรั่งนี่ มันไม่ยอมแก่เอาเลยนะ ดูหนังจบแล้วยังไม่รู้สึกว่า อีตา บรู๊ช นี่แก่กว่าภาคแรกยังไง เพราะแกยัง Fit และ เล่นได้ดีมาก งานเค้า ทั้ง Hostage และ Die Hard 4 หนังปีหลังๆ ของแกทำเอาผมอิจฉา และ ยังนึกงงว่า แกเอาอายุไปฝากไว้ที่ไหน ทำไมถึงดูหน้าใสอยู่…
..เอ.. รึว่าการมีหัวล้าน จะทำให้หน้าเด็ก….อืม น่าสนใจ…ถ้าหัวล้านมีส่วนทำให้หน้าเด็ก ว่างๆ จะชวนน้องๆ ที่ทำงาน โกนหัวมาทำงานกันดีกว่า….
Die Hard หนังดีครับ ตอนแรกกะว่าจะดูรอบพิเศษ ตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วแล้วล่ะ ดูต่อ จาก Transformer เลย แต่ กลัวหนังดีๆ อย่าง Die Hard จะไม่สนุก เพราะ เจ้าเรื่องแรกมันทำ Standard ไว้สูง แต่ ดูแล้วต้องบอกว่า “โม้” ได้มันส์มาก และ แสดงให้เห็นความน่ากลัวของวิทยาการ ที่มีคอมพิวเตอร์มาควบคุมแทบจะทุกอย่างในชีวิต…
จุดขายของหนังคือ เนื้อเรื่องที่ให้ลุ้นตลอดเวลา ยิ่งมาได้ ผู้กำกับ ที่มีดีกรีด้านงานภาพ จากเบื้องหลังหนังหลายๆ เรื่อง อย่าง Len Wiseman (ชื่อแกก็บอกแล้วว่าแกเจ๋ง) ยิ่งไม่ต้องกลัวใหญ่เลยครับ เพราะ รับประกันว่า ภาพที่ออกมา ตื่นตา ตื่นใจ…
โดยไม่ต้องมีหุ่นยนต์ มาเต้น แนว B-Boy ให้ดูด้วยซ้ำ…..
Advertisements