ไปย้อนรอยมาแล้วครับ กองถ่าย ตำนานสมเด็จพระนเรศวร เนี่ย….

หลังจากได้รับคำเชิญจากประธานฝ่ายสาธารณประโยชน์ สมาคมเลขานุการสตรีแห่งประเทศไทย ที่เรียกย่อๆ ว่า WSAT ว่าปีนี้ทางสมาคมฯ จะพาสมาชิกไปย้อนกองถ่ายทำภาพยนต์ ของพร้อมมิตร ฟิลม์ สตูดิโอ เรื่อง ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่เป็นผลงานกำกับ ของท่านมุ้ย ไปดูกันให้เห็นของจริงเลยครับว่า ภาพในฉากต่างๆที่ปรากฏในภาพยนต์นั้นน่ะ เค้าทำกันอย่างไร แถมโปรแกรมไปแวะวัดถ้าเสือ และ วัดถ้ำแฝด วัดชื่อดังตั้งสองแห่ง แถม ตบท้ายกันด้วยการอาบน้ำแร่ เพื่อสุขภาพก่อนกลับบ้าน โดยทั้งโปรแกรม น่ะไปเที่ยวจบกันในวันเดียว…คนเวลา(ว่าง) น้อยอย่างผม จึงรีบตอบตกลงไปในทันที

เนื่องจากเส้นทางการย้อนร้อย จะเริ่มต้นที่สมาคมฯ ไปยังจังหวัดกาญจนบุรี ทหารแก่ที่ตรากตรำศึกมาหนักตั้งแต่คืนวันเสาร์อย่างผมจึงต้องวางแผนยุทธการ เกลี้ยกล่อมท่านประธานฝ่ายฯ ให้รถบัสที่จะนำเอาคณะทั้ง 48 ชีวิต มาแวะจอดรับผมที่ปั๊ม ESSO หน้าบ้าน โดยผมจะแอบย่องขึ้นรถบัสอย่างเงียบๆ ไม่ให้กระโตกกระตาก

ที่จริงเป็นแผนการช่วยชาติของผมเองในการประหยัดพลังงาน ไม่ต้องขับรถจากนครปฐม เข้ากรุงเทพฯ ไปขึ้นรถที่สมาคมฯ ที่กำหนดให้เวลาล้อหมุนอยู่ที่ เจ็ดโมง ผมเลยได้นอนหลับสบายๆ ได้อีกสองชั่วโมง ไม่ต้องตื่นเช้าเช่นคนอื่น ..ความดีอันนี้ต้องขอบคุณพี่ๆในสมาคมฯ ไว้ ณ.โอกาสนี้ด้วยนะครับ ดูๆ แล้ว คณะนี้เค้ารักษาโปรแกรมกันดีนะครับ เพราะเจ็ดโมงล้อก็หมุนตามโปรแกรม พอเจ็ดโมงห้าสิบก็เห็นรถมาถึงแล้ว เลี้ยวแว๊บเข้าปั๊มมา โชเฟอร์จอดแวะอยู่แป๊ปนึงให้สมาชิกยืดแช้งยืดขา หรือ เข้าห้องน้ำกันบางส่วน ก็เดินทางกันต่อ

รถออกจากปั๊มแรกไม่นาน…ต้องบอกว่าไม่นานจริงๆ เพราะ ขับออกมาไม่ถึงสามกิโล รถเลี้ยวซ้ายเข้าปั๊ม Jet อีกแล้ว….เห็นว่าแวะเข้าห้องน้ำ (อีก)…เพราะบางท่านไม่ได้เข้า หึ หึ สวย(โดน)เลือกได้จริงๆ ครับ เพราะที่ปั๊ม ESSO ที่ผมแอบย่องขึ้นรถน่ะ ห้องน้ำ และ ความสะอาด สู้ปั๊ม Jet ที่นี่ไม่ได้เลย

ว่าแต่ว่าไอ้ตอนที่เลี้ยวเข้าปั๊ม Jet มาเนี่ยผมใจหายแว๊ป… ในใจนึกว่า..เอ… หรือว่า งานนี้เรามาย้อนกองถ่ายจริงๆ…เพราะ ไม่ถึงสิบนาที…ได้ย้อนมาสองกองแล้ว…เพื่อไม่ให้สงสัยนานไปกว่านี้ มือผมเลยล้วงไปควัก ไปจก เอาโปรแกรมมาดู…อืม…เลยได้รู้ว่า สองกองที่แวะมาเนี่ย ไม่ได้อยู่ในโปรแกรมหรอกครับ เพราะ เป้าหมายแรกที่จะแวะไปน่ะ อยู่ที่ กองพลทหารราบที่ 9 ค่ายสุรสีห์ จังหวัดกาญจนบุรี โน่น….

หลังจากที่ผมเคลียร์ความเข้าใจตัวเองเรียบร้อย รถบัสสองชั้น พาหนะของเราก็เริ่มเคลื่อนตัวออกจากปั๊ม Jet  พี่ตะวัน ไกด์ทัวร์ สุดหล่อ …(ผมว่าแกหล่อที่สุดในคณะเลยนะครับ) …ก็เริ่มทำงาน และ ไม่ปล่อยให้คณะเดินทางนั่งเหงาล่ะครับ รถออกตัวปุ๊ป พี่ตะวันก็เริ่มงานบรรยายของพี่เค้าต่อปั๊ป…ต้องชมพี่เค้าจริงๆ ไม่ทราบว่าพี่เค้าใช้อะไรเก็บข้อมูล เพราะเรื่องที่พี่เค้าสรรหามาเล่าให้ฟัง ผมว่าสมองคนธรรมดาอย่างเรา ไม่น่าจะเก็บได้หมด แบบว่าพี่เค้านึกเรื่องเล่าได้ทั้งวันนะครับ ใครทักอะไร พูดถึงอะไรออกมา พี่เค้าเป็นได้สาธยายเล่าประวัติที่มาได้หมด ลูกทัวร์งี้ นั่งฟังกันน้ำลายยืด…

พี่ตะวัน อุ่นเครื่องการมาย้อนรอย โดยเริ่มเล่าประวัติศาสตร์ ไทยพม่า อันเกี่ยวข้องกับ เรื่องของสมเด็จพระนเรศวรที่ เรากำลังจะไปดูกัน …ระหว่างทางผมว่าเราได้ประวัติศาสตร์ และเกร็ดความรู้หลายอย่างจากพี่ตะวัน มาพอสมควรนะครับ ไม่เสียชื่อ ไกด์"รุ่นใหญ่" ของเรา

พี่ตะวันเห็นว่าบรรยากาศสบายๆ และ ต้องการให้ ลูกทัวร์ relax ในบรรยากาศวันหยุด จึงบอกลูกทัวร์ว่า โปรแกรมย้อนรอย ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช วันนี้ไม่ต้องรีบร้อน เพราะ ค่ายจะเปิดให้เข้าชมตอน สิบโมงเช้า ถ้ารถวิ่งรักษาโปรแกรมดีอย่างนี้ ไปถึงก่อนเวลาแน่ๆ…ผมฟัง แล้วหนาวเลยครับ เพราะกลัวพี่เค้าเห็นเวลาเยอะ แล้ว จะให้รถเราแวะไปย้อน อีกกอง….หุ หุ

สิบโมงสิบนาที เวลาสวยที่นาฬิกาแบบมีเข็มทุกยี่ห้อ ต้องตั้งเข็มไปที่เวลานี้ก่อนถ่ายรูปโฆษณา…รถบัสเอกอุดม พาพวกเรามาหยุดอยู่หน้ากองถ่ายพร้อมมิตร ฟิลม์ สตูดิโอ เรียบร้อย วันนี้ โชคดีนะครับ ฝนไม่ตก แต่ก็ดูเหมือนว่าโชคจะดีเกินไป เพราะเมฆก็ไม่มีไปด้วย แดดงี้เปรี้ยงๆได้ใจคนขาวอย่างผมจริงๆ ส่วนไกด์สีผิวอย่างพี่ตะวัน(เผา) คงไม่ค่อยกลัวหรอกครับ ผมว่าแกตากแดดจน"นิ่ง" แล้ว เพราะเดินกันคนอื่นเหงื่อเป็นปี๊ป พี่ตะวันวิ่งมางี้ไม่มีเหงื่อสักหยด

ใครคิดจะมาอาบแดดที่นี่ รับรองไม่ผิดหวัง แต่เท่าที่สังเกต ผมเดาว่า คณะเลขาฯรอบนี้ คงไม่มีใครกะมาอาบแดดแน่ เพราะ แต่ละคนพกอุปกรณ์มาป้องกันแดดกันแบบ Full option กันทั้งนั้น ทั้งแว่น ทั้งร่ม เรียกว่าเตรียมการมาดีครับ เห็นพี่เลขาฯคนหนึ่งมาแซวว่า ผิวขาวอย่างผม โดนแดดยังไวก็คงไม่ดำ แถมกระซิบว่า อย่างพี่เนี่ยเป็นประเภทว่า ดำแล้ว ดำเลย ไม่มีการเปลี่ยนกลับมาขาวได้…โถคุณพี่ครับ เรื่องของสังขารนาครับ อย่าไปสนใจเลยครับ อย่างผมเนี่ย ตากแดดสักชั่วโมง ก็ออกสีแล้วครับ…แสงแดด จ้าขนาดนี้ ไม่ปราณีใครหรอกครับ

เจ้าหน้าที่ต้อนรับ สวมเสื้อ T-Shirt สีเขียวๆ ด้านหลังสกรีนเป็นรูป logo หนัง…ผมว่า สวยดีนะครับ ขากลับต้องแวะซื้อไปใส่สักตัว พี่คนแรกนำเอาแผนที่แนะนำจุดชมแต่ละจุดมาแจกครับ และก็เริ่มเล่าโปรแกรมให้ฟัง ว่าที่นี่เพิ่งเปิดให้เข้าชมได้เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม ที่ผ่านมานี่เอง โดยท่านมุ้ย และ ทีมงานได้เนรมิตเนื่องที่กว่า 1,500 ไร่ ในค่ายทหาร ให้เป็นฉากสำคัญๆ ในหนัง ไตรภาค ทุนสร้างมหาศาล ของท่าน โดยตอนนี้อยู่ในช่วงการถ่ายทำภาคที่ 3 อยู่

พี่คนบรรยายเล่าต่อด้วยว่า Project ยักษ์ของท่านมุ้ย อีกสอง Project คือ เรื่อง “เพชรพระอุมา” กับ (ผมเองเคยอ่านเรื่องนี้สมัยเด็กๆ น่ะครับ ไม่เคยดู version ที่เป็นหนังสักที ถ้าหนังออกมาตั้งใจว่าจะไปดู) อีกเรื่องเป็นหนังสงครามโลกช่วงที่ ญี่ปุ่นเข้ามาบุกไทย ซึ่งผมภาวนาว่าหวังว่าคงไม่ใช่ แนว“คู่กรรม” นะครับ เพราะหนังดีเรื่องนี้ดูมาหลาย Version แล้ว

น่าปลื้มแทนคนไทยนะครับ ที่มีหนังดีๆ สร้างเป็น Trilogy เหมือนกับ หนังเทศ แถมยังดูสนุก พร้อมกับรู้ประวัติศาสตร์ของเราไปด้วย เมื่อก่อนไม่ค่อยเห็นหนังเรื่องไหนจะประสบความสำเร็จได้ขนาดนี้นะครับ …เอ่อ…ผมไม่นับ หนังตระกูลปอบ นะครับ อันนั้นมีเป็นสิบภาคเลยทีเดียว เรื่องปอบนี่ต้องให้ไปประกบคู่กับ Friday 13 ศุกร์สิบสามฝันหวาน เพราะ อีตา เจสัน ในเรื่องนั้น ก็ตายยากมาหลายภาคเช่นกัน

กลับมาย้อยรอย ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราชกันต่อครับ ที่นี่จัดจุดชมในจุดต่างๆไว้ดีมากครับ มีทั้งหมด 10 จุด พอดี  แต่ละจุดอยู่ไม่ห่างกันมากครับ เจ้าหน้าที่แต่ละจุดต้อนรับด้วยอัธยาศัยที่ดี อากาศที่นี่ถ้าฝนไม่ตกก็ร้อน ถึงร้อนมากครับ ดังนั้น ตามจุดแวะชมจะมีพัดลมติดตั้งไว้เต็มไปหมด ทั้งแบบธรรมดา และ แบบไอน้ำ ช่วยให้หายร้อนไปได้ดีทีเดียว ฉากต่างๆ ทำออกมาสวยและ มีการศึกษาประวัติศาสตร์กันมาอย่างดีครับ มาดู Highlight กันดีกว่า

จุดแรกเป็นบริเวณวัดมหาเถรคันฉ่อง  มีทำฉากไว้สวยครับอย่างอันแรกเป็น กุฏิวัดมหาเถรคันฉ่อง ตรงนี้มีน้องมาเล่าประวัติให้ฟัง และ จะมี LCD ของ Pioneer เปิด VDO แนะนำบริเวณกุฏิไว้ตลอดเวลา ข้างๆ กันก็จะเป็น ห้องเก็บพระแสง ซึ่งเป็นอาวุธ ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทั้ง 8 ชนิด ครับ ทั้ง ตรี จักร (สองอย่างแรกนี่ถือเป็นอาวุธของเทพ นะครับ) ปืน ดาบเรียบ พระขันธ์ชัยศรี พระแสงดาบคาบค่าย พระแสงปืนต้น พระแสงของ้าว

พูดถึงเรื่องนี้ วันรุ่งขึ้นผมเอาเรื่องอาวุธมาเล่าให้น้อง ที่ Office ฟัง น้องบางคนถามว่าทำไมถึงเรียกว่าพระแสง อะพิโถ่ ราชาศัพท์ คำนี้ยังไม่รู้ เลยสอนวลีเพิ่มไปให้ว่า เวลาถามคำถามไม่น่าถามอย่างงี้ น่ะ รุ่นพี่เค้าเรียก “ถามหาพระแสงทำไม” น่ะไอ้น้อง ทีนี้น้องเข้าใจชัดเลย…ว่าโดนเข้าแล้ว

อันสุดท้ายที่อยู่ติดกัน เป็น โบสถ์วัดมหาเถรคันฉ่อง พระพุทธรูป และ กระถางธูปที่ปักอยู่ทำได้เหมือนมาก เห็นว่าตรงนี้ ใช้สำหรับทำฉากครับ แต่ ทีมงานก็ให้ความเคารพ และ ทำพิธีต่างๆ ที่นี่เหมือนกัน ดังนั้น พุทธศาสนิกชน ที่มีศรัทธา ก็กราบไหว้นะครับ มีศรัทธา และ คิดดีๆ ไม่ผิดอยู่แล้ว….
จุดที่สองในแผนที่เป็น กำแพงเมืองหงสาวดี  ใหญ่จริงๆ กล้องเสียพอดีเลย ไม่สามารถเก็บ Panorama มาฝากได้
เดินเข้ามาจุดที่สาม ที่อยู่ภายใน เมืองหงสาวดี จะมีศาลาที่แสดง นิทรรศการภาพถ่าย  ภาพสวยๆ จากหนังเรื่องนี้ นางเอกสวยดีครับ
เดินตรงเข้าไปด้านในสุด จะเป็น สีหสาสนบัลลังก์  ยิ่งใหญ่ และ อลังการดีครับ ตรงนี้มีบริการแต่งตัว เข้าฉาก ถ่ายรูปด้วยครับ 5 Acts แค่ 150 บาท อัดให้หนึ่งรูป ที่เหลือ Write ลง CD ให้ Technology เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ครับ อีกหน่อย คง upload ขึ้น Website ส่วนตัวให้เลย… ฮึ ฮึ
ข้างๆ กับ สีหสาสนบัลลังก์ เป็น คุกใต้ดิน  ที่คุมขังนักโทษเมืองคัง ตรงนี้ทีมงานทำประตูขึ้นมาจากไม้และโฟมครับ แต่ ขอโทษ ดูใกล้ยังเหมือนเหล็กกล้า หนาบึ๊ก เลย ทีมงานทำเหมือนมากๆ ครับ
จุดที่หก เป็น พระที่นั่งสรรเพชรปราสาท  ข้างในสวยมากครับ เป็น ที่ทำงานของกษัตริย์ ของจริงอยู่ที่ อยุธยา สมัยก่อนไม่มีคอมพิวเตอร์ครับ เวลาสั่งงานก็ จะมี ตราประทับหยก เป็น Signature ครับ เห็นว่ารูปตราประทับจะเป็นครุฑนะครับ เข้าไปดูไม่ถึง แต่มองเห็นอยู่ไกลๆ ภายในพระที่นั่งตรงนี้เป็นอีกจุดที่หลบร้อนได้ดีครับ
จุดที่ 7 สำหรับคนขึ้เมื่อยนะครับ โดยทางสถานที่จะมี กิจกรรมขี่ช้าง ขี่ม้า  นั่งเกวียน ให้บริการ โดยจะมีราคาเดียวนะครับ คือ 300 บาท ซึ่งพาหนะแต่ละอย่างก็จะบรรทุกผู้โดยสารได้ต่างกัน อย่าง ชี่ม้านี่ก็คนเดียว ขี่ช้างนี่ก็สองคน ส่วน เกวียนก็ได้ถึงหกคนนะครับ ใครไม่ขี่ ก็ใช้บริการรถรับส่ง ไปส่งจุดถัดไปได้ครับมีทั้ง รถ Golf และ รถตู้
เกือบหมดแล้วครับ จุดที่แปดเป็น ท้องพระโรงหงสาวดี อีกแห่งที่สวยมากๆ เดินถัดไปเป็น จุดที่เก้า คือ โรงเก็บอุปกรณ์ประกอบฉาก มีทุกอย่างที่เข้าฉากอยู่ เป็นของที่ทำจำลองขึ้นมาทั้งหมดนะครับ มีตั้งแต่ ถ้วย ชาม ราม ไห ดาบ มีด ปืน รถม้า โอ้ย ไล่ไม่หมดครับ
จุดสุดท้าย เป็น จุดจำหน่ายสินค้าที่ระลึก ครับ มีให้เลือกหลายแบบ ผมได้เสื้อมาตัวครับสวยดี เอาไว้ใส่ไปดูหนัง …

เดินกันร่วมสองชั่วโมงกว่าๆ ครับ พรรคพวกไปรอกันที่รถกันแล้ว รอกลุ่มหลังที่ไปแต่งตัวถ่ายรูปกัน อยู่ครับ เห็นว่าคิวยาว… ตรงที่ถ่ายรูป เค้ามีช่างมาช่วยจัดผมให้นะครับ แต่ ไม่มีช่างแต่งหน้า ดังนั้น หนีบเพื่อนไปช่วยกันแต่งก็จะดีนะครับ

ออกจากค่าย มาเกือบบ่ายโมง ปฏิบัติการย้อนรอย สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ของเราก็เป็นอันเสร็จสิ้น แต่ โปรแกรมช่วงบ่าย ก็ยังไม่หมดนะครับ เพราะ อันต่อไป จะเป็น ช่วงที่ชาวคณะรอคอย คือ การไปรับประทานอาหารกลางวันที่ ภัตตาคารลอยน้ำ หรือ Floating restaurant

บรรยากาศที่ Floating restaurant สวยครับ มองด้านข้างเห็นสะพานข้ามแม่น้ำแคว แม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวประจำจังหวัด วันนี้ท้องฟ้าสวยงามมากๆ ครับ อาหารก็อร่อย หลายคนบ่นว่า รสจัดไปนิด ทอดมันยังเผ็ดเลย แต่ ก็เห็นทางกันหมดทุกโต๊ะครับ น่าจะพอสรุปได้ว่า อาหารอร่อยใช้ได้….

ตอนนี้คณะทัวร์เราเริ่มวินัยจ๋า กันมากขึ้นครับ หลังจาก ย้อนรอยกันนานไปหน่อย กองทัพเลขาฯ เริ่มเคลื่อนพลออกจาก Floating Restaurant ราวๆ บ่ายสองโมง มุ่งสู่ วัดถ้ำเสือ ที่นี่ใครไม่เคยมา ต้องมานะครับ เพราะ เป็นการผสมผสาน เจดีย์แบบจีน กับ วัดแบบไทย เข้าด้วยกันอย่างสวยงาม  แถม พระพุทธรูปที่นี่องค์ใหญ่มากเลยครับ เห็นได้แต่ไกล เพราะอยู่บนเขา

คนไหนไขข้อไม่ดี ไม่ต้องกังกล เพราะมี Cable Car บริการขึ้นเขา ให้ใช้บริการ ตอนขึ้น ตอนลงมีเสียวเล็กน้อย เพราะ รถมันคนเล็ก และนั่งเอียงๆ หน่อย คนตัวใหญ่ น้ำหนักเยอะอย่างผม เลยหายใจไม่ค่อยทั่วท้อง ทั้งตอนขึ้นและตอนลง

จากวัดถ้าเสือ ก็ไปวัดถ้าแฝด ตรงนี้ก็แวะมาขอพรพระ ให้เป็นศิริมงคลกันนะครับ หลังจากนั้นก็เป็นช่วงคลายเคลียด เพราะ คุณพี่ตะวัน ของเราก็พาไปอาบน้ำแร่ที่ วัดวังขนาย ที่นี่เค้าให้อาบกันฟรีๆ นะครับ ใครอยากบริจาคเงินช่วยค่าไฟ ก็แล้วแต่จิตศรัทธา

ที่อาบจะมีอ่าง แบบที่อยู่ในห้องน้ำตามบ้าน กับ แบบที่เป็นถังจุ่มทั้งตัวให้อาบ นะครับ ซึ่งก็ออกแนวสาธารณะ ส่วนใครต้องการความเป็นส่วนตัว ก็มี ห้องส่วนตัวไว้บริการ แต่ ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มนิดหน่อย ใครไม่ได้เตรียมมาอาบน้ำแร่ ก็ มีบริเวณจุ่มเท้าได้ครับ น้ำแร่ที่นี่อุณหภูมิประมาณ 42 องศา ซึ่ง พิสูจน์ ทางการแพทย์ แล้วว่าดีต่อสุขภาพ

เห็นอุณหภูมิแค่ 40 องศา เนี่ย ลงไปจุ่มพักเดียวเล่นเอาเหนื่อยเหมือนกันนะครับ เพราะ เหงื่อจะไหลอกมาเยอะมาก ตอนแรกผมกะว่าจะอาศัยอาบน้ำแร่ ล้างคราบเหงื่อที่ไหลสะสมมาตั้งแต่เดินตากแดด ย้อนรอย ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ซะหน่อย ที่ไหนได้ เหงื่อที่ออกมารอบหลังเนี่ย เผลอๆ มากกว่ารอบแรกซะอีก ….เดินออกมา เห็นร้านขายของแล้วนึกขำ มีป้ายติดไว้ตัวเบ่อเริ่ม ว่า ยาแก้หอบ หืด สงสัยคนที่มาใช้บริการอาบน้ำแร่เสร็จ ก็ หอบกำเริบเลย ร้านขายน้ำที่นี่กิจการดีครับ เพราะ อาบน้ำเสร็จแล้วร้อนมาก อย่างผมนี่ซัดไปสามขวดเลย…..

ห้าโมงกว่าแล้ว โปรแกรมที่จัดในวันนี้ เหลือแวะซื้อของที่ระลึกอีกที่เดียว ….พลาดไม่ได้ครับ สำหรับ การท่องเที่ยวที่ต้องแวะซื้อของฝาก สำหรับที่นี่ก็เป็นพวกขนมนมเนย นะครับ …คณะเดินทาง Shopping กันเสร็จ ก็เดินทางกลับกรุงเทพฯ กันอย่างสวัสดิภาพ…ต้องขอขอบคุณ คณะเลขาฯ WSAT ไว้ณ. ที่นี้ด้วยนะครับที่ให้เกียรติ ให้ผมได้เข้าไปร่วม Trip สนุกๆ อย่างนี้ โอกาสหน้าคงได้รับโอกาสอันดีแบบนี้อีกนะครับ….แล้วพบกันใหม่ Trip หน้าครับ …สวัสดี

 

Advertisements