กะว่าจะเอาเรื่องที่เขียนไว้ตอนเขมรโดนเผามาลงให้ครบทั้ง 7 ตอน…. แต่เกรงว่าจะทำให้อดหลับอดนอน ทรุดโทรมเสียสุขภาพเสียก่อน จึงต้องจบลงในตอน 3 ให้ค้างเติ่งกันเล่นๆ…เอาไว้ ผมฟื้นฟูสุขภาพของร้างกาย และ การงานเสร็จแล้ว จะกลับมาเล่า สี่ตอนที่เหลือต่อนะครับ
ความเดิมตอนที่แล้ว  http://wp.me/p17DuY-3G

น้องกบของพี่ ตอนจบ

ผมตื่นขึ้นมาตอนหกโมงเช้าด้วยอาการปวดหัวตึ้บๆ คงจะเป็นทานมั่ว ทั้งไวน์ ทั้งวิสกี้ ที่ผมดื่มในงานวันเกิดร่วมของพี่ชัช และ พี่ก้อง เมื่อคืน …แฮ่ม…ก็ไวน์มันดีนี่ครับ บูต้องคาเดท์ ที่พี่ชัชหิ้วมาร่วมยี่สิบขวด (ไม่น่าเรียกหิ้วนะครับ น่าจะเรียกว่าแบกมามากกว่า) กับ Single molt รสนุ่มที่พี่แบงค์ (ท่านแบงค์แห่ง TG)หิ้วมาทำเอาศีรษะผมปวดเหมือนโดนอะไรตีตั้งแต่เริ่มตื่นนอน

คงปวดไม่นานหรอกครับ อาการนี้เป็นบ่อย ร่างกายเริ่มมีภูมิต้านทานบ้างแล้ว

ระหว่างงานเมื่อคืนพี่ชัชเล่าว่า เมื่อวานไปทำบุญวันเกิดแต่เช้า โดยการเอาขนมไปเลี้ยงเด็กนักเรียน ที่จังหวัดกำปงจามมา ตอนแรกผมนึกว่าแกคงเอาขนมไปแจกเด็กตามโรงเรียนน่ะครับ แต่พอดูรูปที่พี่ชัชเอามาให้ดูผมว่าไม่ใช่แค่เด็กนักเรียนหรอกที่แกไปเลี้ยง แกไปเลี้ยงคนทั้งหมู่บ้านเลย เพราะในภาพมีพี่ชัชยืนอยู่ รายล้อมด้วยชาวบ้านเต็มไปหมดเหมือน ส.ส. ตอนไปหาเสียง ผมว่าถ้าพี่เค้าเล่นการเมืองน่าจะรุ่งครับ เพราะนิสัยส่วนตัวก็ดี้ดี ดูท่าทางพี่ชัชเมื่อวานมีความสุขมากจริงๆครับ

“ใช้เงินเยอะมั๊ยครับ พี่” ผมถามพี่ชัชเพราะดูในรูปแล้ว ท่าทางแกจะเลี้ยงทั้งหมู่บ้านจริงๆ

“ล้านนึง” พี่ชัชบอก…ผมผงะ ขนมบ้านอะไรวะ แพงฉิบ…

“ล้านเรียลน่ะ” พี่แกคงเห็นสีหน้าอันงวยงงของผมเลยต้องบอกลักษณะนามตามหลังเงินล้านของแก “เรียล” ในที่นี้หมายถึงหน่วยของเงินเขมร มีค่าเท่ากับหนึ่งสตางค์ของไทย ล้านเรียลของพี่ชัช ตกเป็นเงินไทยก็ประมาณหมื่นบาท…

“ประมาณสองร้อยห้าสิบเหรียญ” ผมคำนวณออกมาเป็นเงินดอลล่าร์ ผมว่ามันเป็นเงินที่เยอะเหมือนกันนะครับ สำหรับการทำบุญ แต่ สไตล์สำหรับนายแบงค์ใหญ่ ใจดี อย่างพี่ชัช แค่นี้ ชิว ชิว ครับ คนอย่างพี่ชัช เพื่อความสุข… เท่าไหร่เท่ากัน

“เฮ้ย ป๋อง คนเรานะไม่รู้จะตายวันไหน วันนี้มีความสุขไว้ก่อนดีกว่า เผื่อพรุ่งนี้มาไม่ถึง” พี่ชัชพูดแล้วทำให้ผมนึกถึงเพลง If tomorrow never come ของอีตาโรแนน คีแกน ขึ้นมา จริงอย่างแกว่า ครับ ชีวิตมันสั้นนัก มีความสุขไว้ก่อนดีกว่า

“ไม่แพงหรอกทำบุญแบบนี้ เลี้ยงคนได้ตั้งเยอะ” พี่ชัชบอก ผมก็เชื่อว่าเลี้ยงได้เยอะจริง เพราะคนในรูปเยอะมาก ผมว่าคนน่าจะมีมากกว่าที่เห็นในรูปอีก…พีชัชน่าจะถ่ายแบบพาโนรามา จะได้เก็บได้หมด

Expat คนไทยที่นี่มีวิธีใช้วันหยุดดีๆ อย่างการทำบุญได้หลายรูปแบบ การเข้าไปช่วยเหลือคนเขมรเท่าที่ความสามารถจะทำได้มีหลายแบบ อย่างพี่ทอง เจ้านายผม ก็ชอบพาพี่เหมี่ยวภรรยาไปเลี้ยงข้าวเด็กกำพร้าเป็นประจำ มีอยู่วันก็มาบอกผม ให้หาถังใส่น้ำสบู่ที่ผมใช้ในโรงงานมาตัดทำของเล่น ตอนแรกผมก็สงสัยว่าพี่ทองจะเอาไปให้ใคร เพราะพี่เหมี่ยวคงไม่ชอบของเล่นประเภทนี้แน่…

“ผมว่าจะเอาไปทำของเล่นให้พวกเด็กๆ เด็กที่นี่ไม่ค่อยมีของเล่นเหมือนพวกเรา” พี่ทองบอกผม ผมน้ำตาซึม รู้สึกซื้งความมีน้ำใจของลูกพี่ ผมหวังว่าบุญกุศลที่พี่เค้าทำจะนำมาซึ่งความสุข และ ความรักจากคนรอบตัว หวังว่าสักวันพี่เค้าจะมีเจ้าตัวเล็กๆ น่ารักๆ มาอุ้มสักคน….

นึกขึ้นมาได้ ผมรีบบอกบุญให้พี่ทองต่อทันที “พี่โอ้ด โทรมาหาผมว่าพี่เค้าจะซื้อสมุด หนังสือ ไปบริจาคให้เด็กนักเรียน ที่โรงเรียนที่พระเทพฯมาสร้างไว้ พี่โอ้ดฝากถามพี่ทองว่า สนใจจะทำบุญด้วยหรือเปล่าครับ” พี่โอ้ด ที่ว่าเป็น ภรรยาท่านฑูตทหารที่ประจำอยู่ที่กรุงพนมเปญ

“เอาซิ ณรงค์ เดี๋ยวเราซื้อจัดไปให้เลย พวกสมุด ดินสอ นี่ ผมเคยซื้อไปบริจาคเหมือนกัน ว่าแต่ว่าพี่โอ้ดต้องการสักกี่ชุด” พี่ทองถาม ท่าทางพี่เค้าดีใจนะครับที่ได้ทำบุญอีกแล้ว โดยเฉพาะร่วมกับกิจกรรมของคนไทยที่นี่ดูพี่ทองจะชอบมาก…เป็นจุดหนึ่งที่พี่เค้าสอนผมในเรื่องของการร่วมสังคม

“เท่าไหร่ก็ได้ครับ ของพี่โอ้ดเค้าก็เตรียมไว้ ก็ประมาณ คนละสามร้อยชุด ครับ” ผมบอก

“ได้ครับ เราก็จัดไปสามร้อยชุดเหมือนพี่โอ้ดเค้านั่นแหละ” พี่ทองบอก

เรื่องทำบุญ หรือ ช่วยคนเขมรอย่างนี้มีเสมอๆ ครับในกลุ่มคนไทยที่นี่ ผมเชื่อว่าคนเขมรหลายคนก็ทราบ ไม่ว่าจะรายของพี่ชัช พี่เหมี่ยว พี่ทอง หรือ พี่โอ๊ด

มีพี่อีกคนทำบุญโดยการสร้างงานครับ พี่เค้ามาลงทุนที่นี่โดยทำโรงงานฉีดพลาสติก และ ก็ทำน้ำดื่มควบคู่กันไป โรงงานของพี่เค้ารับคนเข้ามาทำงานเป็นพันคน คนเหล่านี้มีงานทำก็พัฒนาคุณภาพชีวิตและ เศรษฐกิจดีขึ้น พี่คนนี้ชื่อพี่สมศักดิ์ ครับ พี่สมศักดิ์เข้ามาบุกเบิกธุรกิจน้ำดื่มของที่นี่ เมื่อ สิบสองปีที่แล้ว จนกระทั่งวันนี้โรงงานผลิตน้ำดื่มของพี่สมศักดิ์ มีคนงานร่วมหกร้อยคน ผลิตน้ำดื่มซึ่งขายดีที่สุดในเขมรที่ใช้ชื่อว่า โอโซน

นึกภาพพวกนี้แล้วก็สบายใจดีที่ได้อยู่ที่เขมร เพราะคนดีๆ ที่นี่มีเยอะ ผมไม่ได้พูดถึงอีกหลายคน เล่าหมดคงหลายตอน เอาเป็นว่ากลับมาที่เรื่องของผมก่อนละกันครับ

ผมไปทำงานตอนเช้าตามปกติ ชีวิตประจำของมนุษย์งานอย่างเราก็เท่านี้แหละครับ ตื่นมา ออกจากบ้านก็ไปทำงาน กลับจากทำงานก็เข้าบ้าน นอน เป็นอย่างนี้แทบทุกวัน

วันนี้อากาศเย็นๆ สบายๆ ผมทำงานด้วยความสบายใจเพราะพรุ่งนี้นัดหมายกับ พรรคพวกชาวเขมรที่ทำงานด้วยกันว่าจะจัด Party เลี้ยงปีใหม่ ที่เลื่อนแล้วเลื่อนอีกเลื่อนกันจนจะกลายเป็นไส้ เลื่อนจากต้นปี จนจะข้ามเดือนมกราอยู่แล้ว

ครั้งนี้พลพรรคพนักงาน นัดหมายสมัครพรรคพวกเตรียมงานกันอย่างดี เพราะถือเป็นงานปีใหม่ จะมีการดื่ม กิน เต้นรำ และ จับของขวัญ สรุปแล้วก็เมากันน่ะครับ โดยทุกคนจะมาสนุกในงาน โดยไม่มีแบ่งชั้นกัน เอาเป็นว่าเมากันทั่วถึงทุกระดับชั้นละกันครับ

ใจมันชื่นมื่นเป็นพิเศษแต่เช้าแต่อีกใจหนึ่งก็เริ่มรู้สึกไม่ค่อยดี หลังจากเริ่มได้ข่าวความไม่ค่อยสงบของ ผู้ร่วมประท้วง กรณี น้องกบ แต่ก็ไม่ได้นึกวิตกมากนักเพราะที่เมืองไทย คนมาประท้วงรัฐบาลอย่างสัมมัชชาคนจนยังปักหลักประท้วงได้เป็นปีๆ เจ้าหน้าที่บ้านเมืองยังสามารถคุมสถานการณ์ได้อยู่ อย่างที่เขมรนี่น่าจะไม่มีปัญหาเพราะ ตำรวจที่นี่ดุ้ ดุ

“ณรงค์ ตอนนี้อยู่ที่ไหนครับ กลับมาโรงแรมหรือยัง” เสียงพี่ทองพูดมาตามโทรศัพท์

“ยังครับ อยู่ระหว่างทาง มีอะไรเหรอครับพี่” ผมนึกว่าพี่ทองจะโทรบอกให้ผมช่วยแก้ปัญหากับลูกค้า ที่บางทีก็จะมีปัญหาการมารับสินค้าที่โรงงาน แต่กลับกลายว่าไม่ใช่เรื่องนั้น

“เดี๋ยวถ้ากลับถึงโรงแรมแล้ว อย่าออกมาข้างนอกนะครับ เพราะสถานการณ์ไม่ค่อยดี” พี่ทองบอก

ปกติแล้วผมมักจะเป็นคนที่รู้เรื่องในพนมเปญคนสุดท้ายเสมอ เพราะในกลุ่มแล้วผมเป็นคนเดียวที่ทำงานอยู่นอกเมือง เช้ามาก็ต้องออกนอกเมืองไปทำงานแล้ว ซึ่งปกติถ้าไม่มีอะไรก็ไม่ค่อยได้เข้าสำนักงาน จนบางครั้งพรรคพวกลืมหน้าผมไปบ้างก็มี

“มีคนไปประท้วงอยู่หน้าสถานฑูต ถ้าเป็นไปได้อย่างออกไปไหน เพราะสถานการณ์ไม่ดีขึ้นเลย” พี่ทองบอก

ผมเองโทรคุยกับเพื่อนที่ทำงาน TVอยู่ที่นี่ ทั้งช่องสามและช่องห้า เป็นทีวีที่มีคนไทยทำงานอยู่หลายคน ได้ยินว่าพรรคพวกต้องเก็บตัวอยู่ภายในสถานี ออกมาไม่ได้เหมือนกัน มีรุ่นน้องคนหนึ่ง ชื่อ “นา” ซึ่งทำงานอยู่ช่องสามถึงกับบ่นอุบ

“พี่ป๋อง เค้าเข้ามาทุบป้ายสถานีนา วันนี้โดนไปสองรอบแล้วค่ะ” น้องนาบ่น เด็กผู้หญิงรุ่นน้องที่หาญกล้า มาทำงานไกลในเขมร รายงานข่าวให้ฟังสดๆ

“หนูนาระวังตัวหน่อยแล้วกัน แล้วจะกลับบ้านยังไงเนี่ย” น้องนาพักอยู่บ้านพักนอกสถานี ซึ่งดูเหมือนจะอันตรายถ้าต้องเดินทางกลับบ้านท่ามการการประท้วงแบบนี้

“เดี๋ยวคงมีรถไปส่งค่ะ แต่คงไม่นั่งรถของสถานีแน่ เสี่ยงไป” น้องนาบอก

ภาพความวุ่นวายตอนนี้ คือ จะมีกลุ่มมอเตอร์ไซต์ ซึ่งผมอยากเรียกว่า “ม๊อบโมโต” วิ่งเปิดไฟ วิ่งกันเต็มถนน บีบแตรไปตลอดทาง ส่วนคนขับ คนซ้อน ก็ ส่งเสียงโห่ร้อง เหมือนกองทหารที่กำลังจะบุกเข้าตีเมืองอะไรสักซักอย่าง

หลังจากเห็นมาสองสามขบวน ผมกะประมาณดู และ ตั้งสมมุติฐานของ สัดส่วนของม๊อบโมโต มีประมาณนี้

ประมาณห้าสิบเปอร์เซ็นต์เป็นพวกที่ตามเค้าไปดูว่าเค้าไปทำอะไร

สามสิบเปอร์เซ็นต์ น่าจะเป็นคนที่โดนเพื่อนขวนมา เพื่อแสดงความรักชาติ ในแบบของเขา

สิบเปอร์เซ็นต์ เป็นพวกรักชาติ และ ต้องการแสดงความรักชาติให้ทุกคนเห็น

ห้าเปอร์เซ็นต์อยากโชว์ให้คนเห็นว่า การเป็นผู้นำเป็นอย่างไร เพราะกลุ่มนี้จะเป็นคนนำพรรคพวกที่กล่าวมาข้างต้น

สามเปอร์เซ็นต์เป็นพวกที่พี่น้องชาวเขมรเอง ก็ไม่อยากให้มี เพราะเป็นพวกที่ฉวยโอกาสฉกชิงทรัพย์สินที่ไม่ใช่ของตัวเอง (กลุ่มนี้หลังๆ เริ่มมีเยอะมากขึ้นแซงหน้าทุกกลุ่ม)

สองเปอร์เซ็นต์ทำตามคำสั่งของใครบางคน ใครในที่นี้จนบัดนี้ ผมก็ยังไม่รู้ว่าเป็นใคร…นั่นนะซิ เค้าถึงเรียกว่าใคร

ศูนย์เปอร์เซ็นต์ที่รู้ว่าทำไปเพื่ออะไร และ จะเกิดอะไรขึ้นตามมา

ด้วยความเป็นห่วงผมโทรหาพี่เอ ที่อยู่ทีวีช่องห้า ทันที

“พี่เอ เป็นไงบ้างครับ ป้ายหน้าสถานียังอยู่มั๊ยครับ ช่องสามโดนไปแล้ว” ผมถามด้วยความเป็นห่วง ถ้าเป็นยามปกติ พี่เอ คงหาว่าผมกวนอวัยวะเบื้องล่างแน่ๆ เพราะด้วยความที่สนิทกันเราเลยมักทักทายกันแบบนี้

“อ๋อ… ผมไม่มีปัญหาเรื่องป้ายหรอกครับพี่ เพราะ สถานีผมไม่เคยมีป้ายอยู่แล้ว” พี่เอ กวนกลับทันที

สถานีของพี่เอ บุกเข้าไปยากครับ เพราะมีรั้วกั้นสองชั้น การเข้าไปไม่ง่ายนัก อีกอย่างเป็นสถานีของทหารด้วย ใครจะกล้าบุก

พวกเราโทรหากันเป็นระยะเพื่อเช็คข่าว ผมเองยังคงเรียนภาษาเขมรอยู่ เพราะยังใจเย็นไม่คิดว่าสถานการณ์จะเลวร้ายถึงขั้น ควบคุมไม่ได้ อีกอย่างการโดดเรียนของผมก็ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์บ้านเมืองดีขึ้นมาได้หรอก…

“พี่ณรงค์ ทางพี่เป็นไงบ้างครับ ” อรุณ น้องที่ทำงานอยู่ด้วยกันถาม

“ทางพี่ยัง OK ครับ แต่ ม๊อบโมโต มันฉวัดเฉวียน กัน หน้าโรงแรมเยอะเหลือเกิน “แล้วทางอรุณล่ะ” ผมถามกลับ

“ยังไม่มีอะไรครับ แต่ พวกมอเตอร์ไซต์ เยอะครับ ผมสั่งให้ยามปิดประตูแล้ว และห้ามใครเข้าเด็ดขาด” อรุณบอก

“เตรียมตัวย้ายด้วยแล้วกัน ถ้าเหตุการณ์ไม่ดีขึ้น หาทางออกมาจากที่นั่นทันที แล้วพี่ทองอยู่ที่ Office หรือเปล่า” ผมเริ่มห่วงนาย เพราะเดี๋ยวปลายปีไม่มีใครขึ้นเงินเดือนให้ และปกติมีอะไรเราไปไหนไปกันครับ มีกันสามคนแค่นี้ เลือดสุพรรณ ไปด้วยกัน…แต่ไม่ต้องตายด้วยกันก็ได้….

“พี่ทองอยู่นอกOffice และกำลังเดินทางกลับที่พักแล้วครับ” อรุณรายงาน

ผมติดต่อกับพี่ทองจนแน่ใจว่า เข้าที่พักเรียบร้อย ระหว่างนั้น ม๊อบโมโต มาหยุดหน้าโรงแรม ผมนั่งสังเกตการณ์จากภายในห้องที่อยู่ติดถนน และ อยู่ชั้น 7 ซึ่งตอนนี้ยังนับว่าปลอดภัย เพราะอยู่ในที่สูง

แต่สูงขนาดนี้ ก็มีเสียวครับ

ก็ม๊อบโมโตที่เห็นน่ะเป็นร้อย ถ้าพวกบุกขึ้นมาพร้อมกัน ไม่ต้องห่วงเรื่องทรัพย์สินครับ สวัสดิภาพ และ ชีวิต จะมีเหลือรอดออกไปหรือเปล่ายังไม่รู้

แค่พวกเค้าเดินมาเขกหัวคนละทีก็แย่แล้วครับ เก่งขนาดไหนก็สู้ไม่ไหวหรอกครับ มากันเป็นร้อย

…ยังไม่อยากจากไปอย่างสงบครับ…

ม๊อบโมโต ยังป้วนเปี้ยนอยู่หน้า ออฟฟิตของการบินไทย (ที่นี่เรียกว่า กัมฮ้นอากาสะจอไท อันตระเจียต)ยังไม่มีอาการใดๆ บางคนทำท่าลังเล สักพักก็มีผู้กล้า อยากให้รู้ว่า กุก็แน่ (ก็ไอ้ห้าเปอร์เซ็นต์ที่ผมบอกนั่นล่ะครับ) วิ่งเอาก้อนหินไปปา ประตูเหล็ก และ ป้ายของบริษัทการบินไทย ที่อยู่ใกล้ๆ กับโรงแรมที่ผมพัก

ฝูงโมโตที่จอดอยู่ส่งเสียงเชียร์ เป็นระยะทุกครั้งที่ผู้กล้า (ทำในสิ่งผิด?) เขวี้ยงก้อนหินออกไป

ทำอยู่สักพักจนรู้สึกพอใจ แล้วก็ย้ายไป ความเสียหายไม่มากครับ หรือ นึกขึ้นได้การเขวี้ยงก้อนหินแบบนั้นไม่ได้เกิดประโยชน์อันใดอีกอย่างเจ้าของตึกนี้ก็เป็นคนใหญ่คนโตของประเทศนี้ซะด้วย ก็เลยหยุด

ผมโทรหาพี่แบงค์ ที่เป็น AA (ประมาณว่าตำแหน่ง Managing Director) ของการบินไทยทันที

“พี่แบงค์อยู่ไหนครับ Office พี่โดนแล้ว” ผมรีบบอก

“ผมอยู่ที่ Office ครับ ป๋อง เห็นแล้วครับ ขอบคุณมาก” พี่แบงค์บอกนิ่งตามสไตล์

ผมมาทราบทีหลังว่าพวกเราพยายามส่งคนไปรับพี่แบงค์กลับ จากออฟฟิตเพราะเป็นห่วงสวัสดิภาพ แต่ พี่แบงค์ยืนยันที่จะอยู่ ออฟฟิต เพราะยังมีงานที่ต้องทำ และ ห่วงสำนักงาน

พี่แบงค์มาบอกผมว่า ที่ไม่โดนเยอะอาจเป็นเพราะพี่เค้าโทรบอกเจ้าของตึก เท้งบุญมา ซึ่งเป็นเจ้าของเดียวกับโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล  และ เป็นผู้มีอิทธิพลคนหนึ่งในเขมร ให้ช่วยดูแลความปลอดภัย

เหตุการณ์เริ่มวุ่นวาย ผมไล่ให้เนี้ยกรู (ครูสอนภาษา) ของผมกลับบ้าน เพราะ ดูแล้วไม่ปลอดภัย

“พี่ไม่ต้องไปส่งหนูหรอก เพราะพี่ออกไปอันตราย” โสดาริน เนี้ยกรูของผมเป็นห่วง

หลังจากโสดารินออกไปสักพัก ก็โทรกลับมาหาผมน้ำเสียงดูสั่นเครือแบบตกใจ

“ผีป้อง ตอนนี้หนูอยู่หน้าร้านอาหารไทย…เอ่อ…ชื่อ ร้านเชียงใหม่ ตรง ฮ่องกงเซ็นเตอร์ นะพี่… คนมันมาเยอะเลยพี่… พวกมอเตอร์ไซต์น่ะ” โสดารินรายงานเร็วปรื้อ

“เป็นไงบ้าง” ผมเริ่มห่วงเพราะเจ้าของร้านนี้ก็รู้จักกัน

“มันปิดถนนกัน และ ตะโกนด่านะพี่” โสดารินรายงานด้วยภาษาไทยแบบแปลกๆ

ไม่กี่นาทีต่อมา โสดารินโทรมาบอกด้วยเสียงอ่อยๆ ว่า”พี่…ร้านเชียงใหม่…พัง…พังหมด…แล้ว”

ผมรู้สึกหดหู่ขึ้นมาทันที ฟังน้องรินพูดต่อ

“พี่ร้านพังหมดแล้วพี่ ทำไม๊…ต้องทำกันขนาดนี้ด้วย” เสียงโสดารินสั่นเครือ “ผีป้อง…ระวังตัวด้วยนะค่ะ… พี่กลับไทยเถอะอันตรายมาก ถ้ามีอะไรโทรบอกหนูด้วยนะค่ะ” น้องสาวผมคนนี้แสดงความห่วงใยอย่างจริงใจ

หลังจากวางสาย สักครู่ ก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นมา

“พี่ณรงค์ ยังอยู่โรงแรมหรือเปล่าครับ แถวโรงแรมเป็นไงบ้าง” เสียงอรุณนั่นเอง

“ยังอยู่ครับ ทางอรุณเป็นไงบ้างครับ” ผมถามใจเริ่มเป็นห่วงอรุณ เพราะรู้สึกว่างานนี้ไม่ปกติเสียแล้ว

“ผมกับพวกพี่อาร์ม ปราโมทย์ และไช้ ออกจาก Office แล้วนะครับ พวกผมกำลังจะไปหาพี่ที่โรงแรม” อรุณพูดเสียงตื่นเต้น

พี่อาร์ม ปราโมทย์ และ ไช้ เป็นพนักงานที่อยู่บริษัทในเครือเดียวกับเรา ตอนนี้ต้องลงเรือ(จริงๆ เป็นรถนะครับ)ลำเดียวกัน หนีภัยมาอยู่หาที่ปลอดภัยอยู่กันก่อน

“อยู่ที่นี่ไม่ปลอดภัยแล้วครับ พวกมันมากันเยอะเลย” อรุณบอก

“แล้วพวกยุ้ยล่ะ” ผมหมายถึงพรรคพวกคนไทยที่อยู่ SCT ด้วยกัน

“พี่ยุ้ยกับพวกออกไปทานข้าวข้างนอกพี่ อยู่โทปาส คงเข้ามาไม่ได้แล้ว”

อะโห ผมนึก ขาเก่าอยู่มานาน มีเรื่องขนาดนี้ยังกล้าไปนั่งกินข้าวอยู่ได้ แล้วจะหนีออกจากร้านมายังไงเนี่ย

พี่ทองโทรเข้ามาอีกครั้ง เพื่อบอกข่าวเพิ่มเติม

“ณรงค์ครับ สถานการณ์ไม่ดีขึ้นเลย ตอนนี้กลุ่มผู้ประท้วงบุกเข้าสถานฑูต และ บุกจับท่านฑูตแล้ว” พี่ทองหยุดหายใจหนึ่งเฮือก ก่อนพูดต่อ

“ผมว่าพวกเราเตรียมตัวกลับไทยกันได้แล้วครับ”…….

กลับน่ะดี ว่าแต่ว่าจะกลับกันยังไงนะซิครับ…………..

เอารายละเอียดแบบซีเรียส เรื่องของน้องกบ และ กัมพูชาช่วงนั้น อ่านได้ที่ http://www.becnews.com/backissue/f_famous/suvanan_k.html

Advertisements