เผื่อบางคนไม่รู้นะครับว่าพี่ป๋องหน้าตาดูขาวๆ ตี๋ๆ  แบบนี้ เคยไปทำงานที่เขมรมาสี่ปีนะครับ
สัปดาห์หน้า มีงานเกี่ยวกับการทำงานต่างประเทศ เค้าเลยเชิญพี่ป๋องไปขึ้นแท่นพูดคุยเชิญชวนให้น้องๆ ไปทำงานในต่างประเทศนะครับ
คงคิดว่าไปทำงานมาหลายปี น่าจะมีอะไรมาเล่าให้น้องๆ อยากไปทำงานกันบ้าง
เรื่องน่าอยู่น่ะมีเยอะ แต่กะไว้ว่าคงมีคนอยากรู้เรื่องคราวที่มีเหตุการณ์วุ่นวายถึงขั้นเผา office กันเมื่อปี 2003 ว่าตอนนั้นเป็นอย่างไร
ใจก็อยากเอาไปเล่าให้ฟังนะครับ ประสบการณ์ดีแต่คิดว่าเล่าไปจะทำให้น้องๆ กลัวซะก่อน เลยไปรื้อๆ งานเขียนสมัยปี 2003 เอามา remaster กันใหม่ มีทั้งหมด 3 + 4 ตอน จบ
เอาตอนแรกมาลงให้อ่านกันก่อนครับ ช่วยกัน comment นะครับจะได้กล้าเอาตอนต่อไปมาลง…..

น้องกบของพี่
วันนี้เป็นวันจันทร์ที่ผมรู้สึกเหนื่อยเป็นที่สุด ไม่รู้ว่าเป็นเพราะ เป็นวันแรกของสัปดาห์ซึ่งต้องเข้ามาพบกับ งานประเภท Busy Monday
เอ หรือ ว่าเป็นเพราะเดือนนี้เป็นเดือนแรกของปี ที่หลายๆ อย่างเพิ่งเริ่มต้น เป้าหมายใหม่ ที่ต้องทำให้บรรลุเป้าหมายตั้งแต่เดือนแรก
รึว่า ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเป็นจันทร์สุดท้ายของเดือน หลังจากที่เหน็ดเหนื่อยกันมาเกือบทั้งเดือน ก็ไม่ทราบได้
รู้แต่ว่าผมกลับมาถึงที่พัก ก็พาลให้เกิดความขี้เกียจอย่างสุดขีด ตอนนี้ถ้าที่ห้องผมมีที่วัดส่วนสูง ผมคงพบว่า ความสูงของผมมันสูงขึ้นมาอีกหนึ่งนิ้ว
เหตุเพราะกระดูกสันหลังที่งอกยาวเพิ่มขึ้นมานั่นเอง

ตอนนี้ใครจะว่าเป็นคนหลังยาวก็ยอม ผมขออาบน้ำแล้วนอนสักงีบ ข้าวปลาไม่ต้องกินกันล่ะ จากนั้นตื่นขึ้นมากลางดึก ค่อยคิดต่อว่าจะทำอะไรดี
ไอ้ที่บ่นมา และ อยากทำน่ะ ความจริงผมคงทำไม่ได้หรอกครับ เพราะ ตารางเวลาที่จัดเอาไว้น่ะแน่นเอี๊ยด เกือบจะทุกวัน จนแทบจะคิดทำอะไรนอกเหนือ จากโปรแกรมที่วางไว้ แทบจะไม่ได้
กำลังถอดรองเท้า เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น อ้อ แขกประจำของผมมาแล้ว
“จุ่มเร็บซัว (สวัสดีค้าาาา)” เสียงใสของครูสอนภาษาคนเก่งผมทักขึ้นมาก่อน พร้อมกับใบหน้ายิ้มแย้ม ยิ้มเห็นฟันชัดเจน
“มาถึงนานแล้วเหรอพี่” โสดาริน เนี้ยกรู (คุณครู) ของผมถามขึ้นทันทีที่เจอผมกลับมาก่อน
“เพิ่งมาถึง เป็นไงไปเที่ยวไหนมา วันอาทิตย์พี่โทรไปหา โทรไม่ติดเลย”  ผมทักด้วยประโยคคำถาม
“ไปเที่ยวคีรีรม (สถานที่เที่ยวอีกที่ ที่ไม่ไกลจากพนมเปญ เป็นภูเขา) ที่คีรีรมไม่มีสัญญานหรอกพี่” โสดาริน ตอบ อย่างกับ เตรียมคำตอบมาจากบ้าน
“นึกว่าปิดเครื่องหนีหนี้” ผมพูดเบาๆ แชวะเล่นนิดๆ เพราะรู้ว่า เนี้ยครูคนนี้ไม่โกรธ
โสดารินเป็นครูสอนภาษาคนที่ห้า ตั้งแต่ผมมาอยู่พนมเปญ ไม่ใช่เพราะผมเปลี่ยนครู.บ่อย แต่ ผมพบว่าการสนใจที่จะเรียนภาษาเขมร ตั้งแต่เริ่มมาเป็นความคิดที่ดี แต่การพยายามเรียนให้ได้ทุกวัน เป็นเรื่องที่ต้องบังคับตัวเองให้ได้อย่างมาก วิธีการสอน และ ความเป็นกันเองของ ผู้สอน กับ ลูกศิษย์ เป็นเรื่องที่มีส่วนช่วยอย่างมาก ไม่ให้เกิดความเบื่อ และ เลิกเรียนเสียก่อน
ด้วยเหตุผลข้างต้นผมเลยพยายามที่จะเลือกคุณครูที่เป็นสุภาพสตรี และ ถ้าให้ดีควรจะโสด
ที่ต้องโสดไม่ใช่เพราะผมชีกอ แต่ การมานั่งใกล้คนมีแฟนแล้วที่นี่ ผมอาจโดนตื้บได้โดยง่าย ยิ่งถ้าเกิดแฟนเขาเป็นตำรวจ หรือ ทหารด้วยแล้ว
อย่าไปยุ่งด้วยจะดีกว่า
เป็นความโชคร้ายของริน (โสดาริน) หรือ ความโชคดีของผมก็ไม่ทราบได้ ที่ครูคนล่าสุดคนหน้านี้ของผม “หนูชีวา” ขอหยุดสอนหลังจากสอนได้เพียงหนึ่งสัปดาห์ ครูชีวาของผมคนนี้พูดไทยชัดเปี้ยะ แถม อ่านไทยได้คล่อง จนผมไม่คิดว่าเป็นคนเขมร
“พี่จะโกรธหนูหรือ เปล่าเนี่ย เพราะหนูเพิ่งมาสอนได้อาทิตย์เดียว แต่ หนูอยากไปเรียนภาษาอังกฤษเพิ่ม เวลาเรียนหนู กับเวลาสอนพี่มันตรงกัน” หนูชีวา คุณครูคนเก่าผมโทรมาบอกทางโทรศัพท์
“น้องเรียนเสร็จก็มาสอนพี่ก็ได้นี่ พี่รอได้” ผมพยายามยืดหยุ่นเพราะเสียดาย เธอสอนดี และ เตรียมการสอนมาดีมาก อีกอย่าง ไม่อยากเปลี่ยนครูบ่อย เพราะเชื่อว่าเพื่อนฝูงที่หวังดี แต่มักจะคิดในแง่ร้าย จะนับมาเมาท์กันในวงเหล้าว่า ที่ครูชีวามาสอนผมแป๊บเดียว เพราะผมไปไล่ปล้ำครูจน ครูต้องเลิกสอน
“ไม่ดีหรอกค่ะ มืดเกินไป หนูเป็นผู้หญิง ไม่ค่อยดีค่ะ” คุณครูหมายถึงดึกเกินไป อันนี้เป็นการยื่นไม้ตาย ทำให้ผู้ชายอย่างผม ต้องยอมรับแต่โดยดีซิครับ
“ถ้าอย่างนั้นก็คงต้องเลิกล่ะครับ เดี๋ยวพี่หาครูใหม่ แล้วค่าสอนจะสะดวกมารับเมื่อไหร่ครับ” ผมถาม รักษาผลประโยชน์ให้ครูชีวาเต็มที่
“ไม่คิดตังส์ค่ะ ช่วงสอนพี่หนูสนุกมาก พี่น่ารัก สอนพี่สนุกดีค่ะ” น้องหนูชีวาหยอดยาหอมให้ผมอีก อันนี้น้องเขาพูดเองจริงๆ นะ ผมไม่ได้แต่งเรื่อง แฮ่ม…ยิ่งพูดยิ่งเสียดายเพราะน้องเค้าดี และ น่ารักจริงๆ

หลังจากนั้นเดือดร้อนผมต้องโทรหาเพื่อนเก่า ก๋าว เก่า ที่รู้จักกันมาตั้งแต่เริ่มมาอยู่พนมเปญ ก็น้องโสดารินคนนี้แหละ น้องโสดารินเป็นคนเขมรที่พูดภาษาไทยได้ดี แต่ เสียงแกเพี้ยน (คนเขมรส่วนใหญ่ที่พูดไทยก็จะพูดเพี้ยนเสียงเกือบทุกคน) เสียงเพี้ยง ไม่ได้ฟังดูเหน่อนะครับ แต่ เพี้ยนเลย
“ผีป้อง” เธอจะเรียกผมอย่างนี้ ทั้งๆที่ควรจะเรียกว่า “พี่ป๋อง”
“มีอะไรเหรอค่ะ ผีป้อง” หนูริน เธอชอบเรียกผมอย่างนี้จริงๆ (เวลาออกเสียงให้ออกเสียงสูงทั้งคำว่า ผี และ คำว่า ป้อง) ถามผมหลังจากผมโทรไปหาเธอ
“หาครูสอนภาษาเขมรให้พี่คน ขอเป็นผู้หญิง แก่มากไม่เอา แฟนดุไม่เอา (เป็น Attribute หลัก ของครูผมทุกคนที่เป็นผู้หญิงเลย) ควรพูดภาษาไทย หรือ อังกฤษได้ ประเภทพูดได้แต่เขมร ไม่เอานะ ครูคนเก่าพี่เพิ่งลาออกไป”
“ถ้าผีกำลังหาครู เอาหนูก็ได้ค่ะ” เธอบอกผมหลังจากผมบอกให้เธอช่วยหาครู คำเชิญชวนเธอฟังดู แปลกๆ ทะแม่งๆ ใครมาได้ยินเข้าคงคิดลึก แต่ผมชินกับวิธีการพูดของเธออยู่แล้วครับ เธอไม่มีอะไรแอบแฝงหรอกครับ แต่ผมเองอดไม่ได้ที่ต้องบอกเธอ
“ริน เวลาพูดกับผู้ชายไทย อย่าพูดว่า เอาหนูก็ได้ค่ะ อย่างนี้ นะ มันแปลได้หลายอย่าง” ผมเตือน เพราะรินมันเหมือนน้องสาวผม
“แล้วพูดว่ายังไงล่ะ ผีป้อง” รินถามแบบมีเพี้ยนลงท้ายประโยค
“ก็พูดว่า ให้หนูสอนมั๊ยค่ะ อะไรอย่างนี้ ก็ได้” ผมตอบ พร้อมรู้สึกว่า คงไม่ใช่รินที่มาสอนผมหรอก คงเป็นผมที่ต้องไปสอนริน หัดพูดภาษาไทยให้ถูกต่างหาก
หลังจากนั้นโสดาริน ก็กลายเป็นคุณครูให้ผมตลอด คนที่นี่เวลาเรียนคุณครู จะมีคำนำหน้าให้รู้ว่าครูเป็นผู้หญิงหรือ ผู้ชาย
ครูผู้ชาย เรียก “โลกกรู” ส่วนครูผู้หญิงเรียก “เนี้ยกรู” ง่ายดีมั๊ย ส่วนครูกระเทย ไม่รู้เรียกอะไร สงสัยจะเรียกเป็น กรูเปย์เดย์ เพราะ เปย์เดย์ แปลว่า กระเทย (คำนี้จำง่ายเพราะชื่อไปพ้องกับภาษาอังกฤษเหมือน วันเงินเดือนออก)
“นี่หนูลืมเอาหนังสือพิมพ์เขมรมาให้ ผีอ่าน เรืองก้บ” รินออกเสียงกบสั้นมากจนกลายเป็น ก้บ
“กบที่เขมรออกลูกเป็นแมวเหรอไง ถึงเป็นข่าวลงหนังสือพิมพ์” ผมถามริน
“มึนแมนก้บนุเต้ ก้บตัวกล น้าผี” (ไม่ใช่กบแบบนั้น กบที่เป็นดาราหนัง น่ะ พี่) รินพูดเขมรแบบ High speed เร็วติดจรวด น้องแกชอบทดสอบการฟังของผมด้วย ว่าฟังทันหรือเปล่า ด้วยการพูดซะเร็วปรื้อ เหมือนจะรีบไปแต่งงาน
“เนี่ยก้บเขาออกทีวี ให้สัมภาษณ์ว่า ไม่ชอบคนเขมร ตอนนี้คนเขมรเลยเกลียดกบมาเลย” รินหมายถึง กบ สุวนันท์ ดารายอดนิยมของไทย ที่เล่น สเก็ตน้ำแข็งเก่งๆ คนนั้นแหล่ะ
ผมนึกถึงเมื่อวานไปนั่งทานข้าวกับพี่ชัช ซึ่งพี่ชัชยังพูดถึงเรื่องนี้อยู่เลย
พี่ชัชเป็นใครเอาไว้ เขียนถึงแกเป็นเรื่องเป็นราวอีกที เอาเป็นว่าพี่ชัชเช่าอยู่ห้อง สูงกว่าผมไปชั้นนึงในโรงแรมแห่งนี้ล่ะกัน
พี่ชัชพูดถึงเรื่องน้องกบว่า ว่าคนที่นี่คลั่งกบมาก สมัยเรื่องดาวพระศุกร์ ฮิต สาวๆ ที่นี่ต้องคาดผมเหมือนดาวพระศุกร์กันทั้งเมืองอยู่เลย ไม่รู้น้องกบเค้าจะรู้หรือเปล่า ว่าเป็นดาราอินเตอร์ไปแล้ว เพราะ ดังข้ามมาต่างประเทศ
“รายการทีวีที่เมืองไทยเขาถามว่า ถ้าให้กบมา โชว์ตัวที่เขมร จะมามั๊ย กบบอกว่า ต้องให้เขมรยกนครวัตให้ก่อน ถึงจะมา หนังสือพิมพ์เขาลงแบบนี้ คนก็เลย ไม่ยอม เขาไปประท้วงกัน แล้วนะพี่” เนี้ยกรูผมรายงาน เป็นฉากๆ ยิ่งกว่า CNN
“แล้วรินได้ดูรายการทีวี ที่ว่าหรือเปล่า ว่าเขาพูดอย่างนั้นจริง” ผมถามก่อน เรื่องอย่างนี้ไม่กล้าให้ความเห็นอยู่แล้ว ค่อนข้าง sensitive
“ไม่ได้ดู แต่ถ้าไม่จริง หนังสือพิมพ์ไม่ลงหรอก” รินบอก ผมตอนเด็กๆก็เชื่ออย่างนั้น เหมือนกัน ว่าทุกอย่างที่อ่านจากหนังสือพิมพ์ คือ เรื่องจริง
ยังไม่ทันที่จะพูดจาอะไรต่อ ผมได้ยินเสียงบีบแตรจาก รถจำนวนหลายคันดังแว่ว มาแต่ไกล ผมเลยเปิดผ้าม่านมองจากหน้าต่างลงไปที่ถนน เห็นกลุ่มมอเตอร์ไซต์ขับเปิดไฟ จำนวน หลายสิบคัน ขับมาด้วยความเร็วสูง พร้อมกับ เปิดไป และ ขับส่ายไปส่ายมา ดูก็รู้ว่าเป็นกลุ่มวัยรุ่นของที่นี่
เสียงบีบแตรดังลั่นถนน จากรถมอเตอร์ไซต์กลุ่มนั้น ดังไปทั่วเรียกความสนใจจากคนทั่วไปที่อยู่ข้างทาง แต่ไม่ทันที่จะรู้ว่า เกิดอะไรขึ้น พวกเขาเป็นใคร กลุ่มมอเตอร์ไซต์กลุ่มนั้นก็แล่น หายไป จาก สายตา
“พวกนี้ก็พวกที่ประท้วงน่ะผี” รินรายงานต่อ หลังจากหยุดคั่นโฆษณา ด้วยกลุ่มมอเตอร์ไซต์
ผมคุยเรื่องน้องกบต่อกับรินอีกสักพัก พี่ทอง เจ้านายผมก็โทรมา
“ณรงค์ครับ พอดีวันนี้ ได้ยินพรรคพวกเราบอกให้ระวังตัวหน่อย เพราะมีเรื่องไม่ค่อยดี…” พี่ทองส่งเสียงนุ่มๆมาตามสาย เป็นเจ้านายที่พูดกับผมไพเราะเพราะที่สุดเท่าที่เคยมีเจ้านายมา
“เรื่องน้องกบหรือเปล่าครับพี่….” ผมเดาว่าน่าจะเป็นเรื่องนี้
“อ้าว มีคนบอกแล้วเหรอ…” พี่ทองคงงง เอไอ้ป๋องอยู่โรงงานทำไมรับข่าวไว
“เพิ่งทราบเดี๋ยวนี้ล่ะครับ ครูผมเพิ่งมาบอก” ผมต้องรีบบอก กลัวพี่ทองเข้าใจผิดนึกว่า โดดงานหนีไปเที่ยว
“อืม ระวังตัวหน่อยละกัน เห็นว่ามีไปประท้วงกันที่กระทรวงวัฒนธรรมกันด้วย แต่ผมว่ากบไม่น่าจะพูดแบบนั้นนะ ไม่รู้เป็นการเข้าใจผิดหรือเปล่า” พี่ทองให้ความเห็น
“ผมก็บอกครูผมลักษณะนี้เหมือนกัน ครับ แต่ ครูเขาเชื่อหนังสือพิมพ์” ผมบอก
“พรรคพวกเราที่นี่ (พี่ทองหมายถึงที่ทำงานอยู่ที่ office) ก็บอกผมอย่างนี้เหมือนกัน เขาบอกว่า ถ้าไม่จริงหนังสือพิมพ์ลงได้ยังไง..” พี่ทองเล่าให้ฟัง ก่อนที่เราจะคุยต่อกันอีกสักพัก แล้ววางสาย
สรุปว่าวันขี้เกียจของผม กลายเป็นวันที่ต้องมานั่งถกประเด็นเรื่องน้องกบ กันต่อ ข่าวทีวีเขมรวันนั้น มีการแถลงของ ผู้ว่าราชการ ที่ให้ความเห็นว่า ไม่ควรมีการเผยแพร่ละครไทย ทางทีวี เขมร เพื่อเป็นการต่อต้าน
ผมเป็นคนไทยที่นี่ก็ต้องเดือดร้อนเป็นธรรมดา ลองนึกภาพตัวเองว่า เราเป็นคนไทย ที่กำลังเดินเล่นอยู่ท่ามกลางกลุ่มคนที่ไม่ชอบคนไทยดูซิ คิดแล้วเสียวสันหลัง
ก็เป็นเรื่องปกติของที่นี่ครับ เวลามีข่าวอะไรออกมา ทางที่ดี Safe สุดก็พยายามอยู่กับบ้าน อย่าออกไปไหนคนเดียวโดยเฉพาะกลางค่ำกลางคืน เพราะ อาจเจอแจ๊กพ๊อตได้
คืนนี้หลังจากผมไปส่งคุณครูโสดารินกลับบ้านแล้ว มีความรู้สึกว่าสภาพท้องถนนเงียบผิดปกติ ไม่ค่อยเห็นรถยนต์ หรือ ผู้คนขวักไขว่ไปมา เฉกเช่นปกติ มันผิดปกติมากๆ จนผมอยู่เฉยไม่ได้ต้องโทรถามเพื่อนๆคนเขมร หาข่าวถึงความผิดปกติตรงนี้
“ตอนนี้ใกล้ตรุษจีนแล้วพี่ คนที่นี่ไม่ค่อยออกไปเที่ยวหรอก รอเที่ยวตรุษจีนทีเดียวเลย” เพื่อนเขมรคนหนึ่งบอก
“พี่ระวังหน่อยนะครับ ช่วงนี้ มีคนสิงค์โปร์โดนฆ่าตายหลายคน ผมเพิ่งได้ข่าวมา ตอนนี้ คนสิงค์โปร์เลยไม่ค่อยไปไหน ลามมาถึงพวกฝรั่งด้วย ตามที่เที่ยวก็จะเงียบหน่อย ” สุวัต แขกไทย (เอ่อ ผมหมายถึงคนไทยที่เป็นแขก ไม่ใช่แขกของคนไทยน่ะครับ) เพื่อนอีกคนของผมบอกตอนเจอที่ร้านเหล้า ใกล้โรงแรม
เรื่องจริงไม่จริงไม่รู้…เพราะไม่มีข้อพิสูจน์ แต่ต้องระมัดระวังตัวไว้ก่อน
รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดีครับ ทำงานอยู่ที่นี่คงต้องยึดหลักนี้ไว้ก่อน
“มิน่า โกนหนวดเครา ซะผมจำไม่ได้” ผมแซวสุวัติ เพราะปกติ แกไว้หนวดเครา คล้ายๆ น้องชาย บินลาเดน ถ้าแกไว้หนวดจะดูเป็นคนต่างชาติ ม้ากมาก โกนหนวดแล้วดูเป็นคนไทยหน่อย
“ไม่ใช่พี่ ผมเบื่อๆ เลยโกนแก้เซ็ง” สุวัติ บอก
คีนนั้นใครต่อใครอีกหลายคนก็โทรมาบอกให้ระวังตัว เพื่อความปลอดภัย การโทรบอกเตือนกันเป็นเรื่องปกติของคนไทยที่นี่ครับ
ที่เล่ามาทั้งหมดนั่นเป็นเหตุผมที่ทำให้ผมต้องนั่งอยู่ที่ห้อง แล้วก็นั่งพิมพ์เรื่องน้องกบ ในเขมร กะให้พวกเราได้อ่านกัน
พิมพ์ไปแล้วพาลสงสัยว่า ที่เขมร เขาวุ่นๆ เรื่องน้องกบอย่างนี้
น้องกบนอนอยู่เมืองไทย จะรู้เรื่องไหมหนอ…….น้องกบจ๋า
ไฟไหม้ที่สถานฑูต

ไฟไหม้ครั้งใหญ่


ยังมีต่อตอนหน้านะครับ
ถ้าชอบ ช่วยกด Like ให้ด้วยนะครับ
อ่านตอนสอง  http://wp.me/p17DuY-3G
Advertisements