ต้องการอะไร? ==========


อ่านแล้ว share ด้วยครับ
==========

เหตุการณ์ เกิดขึ้นระหว่างการออกทริป ของผม.. ในช่วงขากลับ

เมื่อครู่ออกมาจากกำแพงเพชร ข้างหน้าเป็นแยกไฟแดง รถติดยาว …
Pick up คันหน้าอยู่ในแถวดีๆ ก็ตบออกมาไหล่ทาง ซึ่งเขาไม่ได้ให้วิ่ง คงกะจะลักไก่ไฟเขียว เพราะออกมาก็วิ่งช้าๆ

ผมให้สัญญาณแตร เพื่อให้รู้และ แซงขวา พวกดันเบียดเข้ามาเสียชิด… คิดแง่ดี คงไม่ทันเห็น (คิดอีกที ไฟรถผม เยอะมาก ถ้ามองรับรองว่ายังไงก็เห็น)

ผมจอดรอไฟแดง หันไปดู เอ๊ะ .นี่มันชิดชนาดมันดมตูดกันเลย .. เหมือนเขาจะสื่อสารอะไรกับผมนะ… ตั้งใจมาจอดซะชิดขนาดนี้

ผมตั้งขาตั้ง…ลงจากรถตาม style นิสัยดี

ทักทาย
======
ผมลงจากมอเตอร์ไซต์ …นี่เป็นครั้งที่สามแล้วที่เกิดเหตุการณ์คล้ายๆกันนี้ ตั้งแต่ขี่รถมาสี่ปี

สองครั้งแรกเกิดในกรุงเทพฯ ครั้งแรกมนุษย์ป้า ครั้งสอง วัยรุ่นตอนปลาย… ทั้งสองเคส จอดเสียบเข้ามาแบบนี้ และมาโดย “อวัยวะ” หรือ ชิ้นส่วนบางส่วนของน้องซีดส์ผม ซึ่งทั้งสองเคส ดูเหมือนเจ้าของรถยนต์จะไม่ Happy กับตอน ending นัก… เพราะต้องโดน”บอกกล่าว” ไปพอสมควร

นี่เป็นครั้งที่สามที่รถยนต์มาจอด สอดเข้ามาจนเสียวตูด ที่แปลกใจ เพราะเป็นครั้งแรกที่เกิดในต่างจังหวัด…! เพราะผมเชื่อ ว่า อารมณ์ กวนๆ แบบนี้ ผมนึกว่าจะเกิดแต่ในกรุงเทพฯ ซะอีก

ผมเดินเข้าไปหา..เดินไป ก็ กระตุ้นกล้ามเนื้อไป .. เพราะผู้รู้ท่านบอกว่า ก่อนออกกำลังกาย ต้อง warm up ดังนี้ กล้ามเนื้อใช้งานทุกส่วน เลยโดนกระตุ้นให้ทำงาน จะออกกำลังท่าไหนไม่รู้หรอก แต่ วิทยาศาสตร์การกีฬาสอนไว้ว่าให้วอร์มร่างกายก่อนเพื่อป้องกันการบาดเจ็บ

“จอดเข้ามาจนชนรถผมแล้วนี่….” ผมพูดเสียงดังฟังชัด เจ้าของรถใส่แว่นเรย์แบนสีดำไว้หนวด ผมประเมินดูคร่าวๆ อายุน่าจะ พอสมควร แต่ไม่น่าจะมากกว่าผม

“ชนด้วยเหรอ” เจ้าของรถพูดออกมา ผมเดาสีหน้าไม่ได้เพราะพี่เขาใส่แว่น

“ลงมาดู…” การพูดจากห้วนๆ ไม่ใช่ ปกติของผม แต่ กรณีนี้ ถือว่าตั้งใจ พูดไม่ทันจบ ผมเปิดประตูรถออก เป็นการ เชิญ “เดี๋ยวนี้เลย” ประโยคหลัง บอกห้วนๆ ห้วนกว่า ตอนแรก อีก

คนขับลังเล… ผมกำชับด้วยเสียงอีกที เขาเอามือดึงเบรคมือ แล้วลงจากรถ คนเต็มรถ ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงมีอายุ คงจะกลับบ้าน ตามเทศกาลกัน

ผมชี้ให้ดู “นี่จอดใกล้ขนาดนี้…ต้องการอะไรเหรอ” ผมถาม เขาคงเดาอารมณ์ ผมจากน้ำเสียง เพราะ อย่างอื่นคงเห็นแต่ลูกตา เพราะ ผมยังไม่ได้ถอดหมวก

“ไม่ชนนี่” คนขับบอก เหมือน นึกมาแล้ว เพราะพวกไม่ได้ ตั้งใจให้ชน แต่ แค่ตั้งใจให้ชิด . เรื่องแบบนี้ ตำรวจบอกว่า “เหตุยังไม่เกิด เอาเรื่องไม่ได้”

“ไม่ต้องรอชนหรอก แค่นี้ก็มีเรื่องได้แล้ว จอดชิดขนาดนี้ ต้องการอะไรเหรอ” ผมถาม ที่ถามเพราะต้องการคำตอบ ถึงแม้สถานการณ์ จะเหมือนถามหาเรื่องก็ตาม

“ผมไม่ได้มีอะไรนะ” คนขับรถบอก “ผมไม่คิดว่าพี่จะจอดตรงนี้” พี่เรย์แบน พูดต่อมาหน้าตาเฉย

“ผมจอดอยู่คุณก็เห็น…” ผมเริ่มรู้สึกวูบวาบ อาจเป็นพราะ กระตุ้นกล้ามเนื้อมากเกินไป หรือ ไม่ก็ คำพูดพี่เรย์แบน มันกระตุ้นบางอย่างในตัวผมมากเกินไป ก็ไม่ทราบ ความรู้สึกเหมือน มันมีพลัง ที่อยากปล่อยออกมาซะเหลือเกิน

ผมมองหน้า พยายามจ้องตา ทะลุผ่านแว่น .. แล้วพูดเสียงเนิบๆ ช้าๆ

“ถอดแว่นออกก่อนมั๊ย…. จะได้ไม่เสียของ” ผมบอก เตือนจากประสบการณ์ เสียดายเของ ออกกำลังกายที ของประดับ เสียหายหลักหมื่น … เขาเชื่อถอดแว่นออก ผมอยากดูตาชัดๆ

” เมื่อกี้ตอนแซงมา ก็เบียด และเร่งเครื่องตีคู่ เกือบจะโดนกัน” ผมบอก วันนี้ เป็นอะไรไม่รู้ พูดจาไม่มีหางเสียงเลย พ่อรู้ พ่อคงด่า เพราะ สอนมาให้เป็นคนพูดเพราะๆ

“พี่คนกรุงเทพฯ หรือเปล่า…” คนขับรถถาม
“ถามทำไม?” ผมสงสัย
“ผมคิดว่าพี่จะไปกรุงเทพฯ ต้องตรงไป” ผมรู้สึกว่า เขาเริ่มตอบเลอะเลือนละ มันเกี่ยวอะไรตรงไหน มาคิดแทนผมได้ไง ว่าจะไปไหน ต้องเข้าเลนไหน .. พี่เขามี ญาติเป็น GPS หรือไง .. ?

“ทำไมชอบคิดแทนผม วะ …ขับรถก็ต้องเว้นระยะห่าง เห็นบอกเป็นคนทำมาหากิน ขับรถทั้งวัน เรื่องแบบนี้ไม่รู้หรือไง” ผมถาม

ทหารสามคน เดินมายังเราสองคน ตอนนี้ไฟเขียวแล้ว รถเริ่มเคลื่อนตัว ….ระฆังยังไม่เคาะ .. ผู้ชมหลายคน ที่อยู่ตอนรถติดอาจเสียดาย ไม่ได้ดูมวย

ผมไม่ได้สนใจทหาร ยังคงอบรม คนขับรถต่อ

“เลนนี้เป็นไหล่ทาง เอาไว้ให้รถเสียจอด ไม่มีใครเขามาวิ่งเลยเห็นมั๊ย ” ผมดุ เพราะ มีเขาคนเดียวจริงๆ คันอื่น จอดในแถวรอไฟกันหมด ไม่มีล้ำ ลงเลนซ้าย

“เมื่อกี้ตอนพี่แซงผมไม่เห็น” คนรถบอก

“ไม่เห็น เพราะไม่ดูซิ มาดูนี่” ผมเรียกมาดูไฟหน้า ใครเคยเจอผม ต้องบอกว่า รถพี่ไฟแสบดาก มาก เพราะ มันเยอะ แต่ ไม่ได้เยอะ แบบแยงตา ผมเน้น ส่งพื้น ตอนขับกลางคืน ที่มืดๆ

“ไฟขนาดนี้ถ้าไม่เห็น แสดงว่าไม่ดูกระจกเลย …” ผมหยุดหายใจเข้าปอด แล้วพูดต่อ “…แล้วเปลี่ยนเลนมาซ้าย ไม่ดูกระจกเลยนี่มันอันตรายขนาดไหน รู้มั๊ย” เริ่มโดนเยอะ ฐานเถียง ถ้าเงียบๆ ผมคงพูดไม่กี่คำ

“ท่าทางเหมือนเมา…ดื่มมาหรือเปล่า” ทหารถาม…

“เปล่าครับ”… คนขับรีบตอบ สีหน้ากระวนกระวาย

“จับตรวจแอลกอฮอล์ หน่อยซิครับ สภาพแบบนี้” ผมบอกทหาร ทหารพยักหน้า…

…. ชักยาว เดี่ยวมาต่อ ….

================
ต่อ…
================
ทหารมองหน้าคนขับสักพัก แล้วถาม ท่าทางเราเมานี่ นี่เขารณรงค์ ห้ามเมาแล้วขับ โดยเฉพาะ ช่วงเทศกาลนะ ดื่มมาหรือเปล่า” ทหารถามอีก

“ผมไม่ได้ดื่ม”.. คนขับบอก ผมก็ดูไม่ออกว่า ตาแกปรือๆ แบบนั้นปกติหรือด้วยฤทธิ์ แอลกอฮอล์

“ถ้าจะตรวจ ต้องตรวจทั้งสองคน” คนขับบอก… ดูมัน เถียงเป็นเด็กเลย .. ประมาณ ว่า ไม่ยอมนะ ตรวจเค้าคนเดียวไม่ได้นะ .. ทำเป็นเด็ก

“ผมขี่รถ ผมไม่ดื่มอยู่แล้ว” ผมบอกสบายใจได้ เรื่องดื่ม แล้วมาคร่อมรถ นี่ เป็นข้อห้ามผมเลย .. แต่สังเกต คนขับ ทีท่าเริ่มเปลี่ยน คงไม่นึกว่าจะมีเจ้าหน้าที่มาเกี่ยว

ผมเล่าให้เจ้าหน้าที่ฟังถึงสิ่งที่เกิดขึ้น หลักฐาน รถที่แทบมาแตะกันตรงหน้า ช่วยอธิบายเจตนาของเจ้าของรถเป็นอย่างดี ทหารเลยให้การอนุเคราะผม เทียบเท่าคนที่กำลังโดนเอาเปรียบ

“เดี๋ยวตรวจแอลกอฮอล์ ซะหน่อย ไม่มีก็ไม่ต้องกลัว” ทหารบอก

มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ เข้ามาอีกหนึ่งคน หลังฟังผมเล่าเร็วๆ พร้อมให้ความเห็นว่า คนขับรถเหมือนพยายามหาเรื่องผม ด้วยการจอดซะจี้แบบนี้ ตำรวจรับฟัง

จากที่ผมคิดว่าจะแก้ปัญหาเอง จัดการหมอนี่ซะเอง กลายเป็นมีคนมาช่วยอีก 4 คน ทหารสาม ตำรวจ หนึ่ง… เราทำดี ย่อมมีคนคุ้มครอง

คนขับรถดูเหมือนต้องการกำลังเสริม พูดขึ้นมา
“ผมก็คนที่นี่แหล่ะ เพื่อนผมก็มี” พูดแล้วหยิบโทรศัพท์ ขึ้นมาทำท่าจะโทร

“คนทำผิดเพื่อนไม่ช่วยหรอก” ผมพูดเบาๆ …

คนรถมองหน้าผม คงอีดอัดที่เห็นแต่ลูกตา เลยบอกว่า “พี่คุยกับผม ถอดหมวกมาคุยก็ได้” ผมไม่รู้ว่า ตอนน้้น พี่เขาคงจะอยากเห็น หรือ อยากต่อยหน้าผมแม่นๆๆ ละมัง …ผมนึกในใจ ใส่ไว้ก็ดี แต่ ..ถอดก็ดีเหมือนกัน …เผื่อเห็นหน้าแล้ว อะไรจะดีขึ้น

ผมถอดหมวก …คนขับมองมากสักพักอุทานว่า นี่มันพี่ป๋องนิสัยดี นี่…

เปล่าครับ อันนี้ มุข ผมคิดไปเองขำๆ เขาไม่ได้อุทานหรอก เขาไม่รู้จักผมด้วยซ้ำ เขาขับ รถ pick up แต่ไม่แน่นะ ถ้าขี่ Big bike ก็ว่าไปอย่างอาจรู้จักผมก็ได้ เขามองไม่พูดว่าอะไร คงเริ่มรู้สึกว่าผมไม่ใช่เด็กแล้ว…

และก็ไม่ใช่คนที่น่าจะมาแกล้งกันบนถนนด้วย ….

“พี่น่ะ ขับรถรอไฟแดง ไม่ควรออกมาไหล่ทางซ้าย เพราะ มันไม่ใช่ทางวิ่ง รถเล็กกว่าเขาจะได้ไปได้ อีกอย่าง ออกมาก็ต้องไปเบียดเข้าข้างหน้า ทำรถติดอยู่ดี และ เป็นการเห็นแก่ตัว…” ผมพูด ดูสีหน้า สังเกตว่าเริ่มฟัง

“…แล้วขับรถต้องรักษาระยะ อะไรก็เกิดขึ้นได้ จะได้ไม่ไม่เกิดเหตุเวลาเบรคกระทันหัน ….จอดรถ ห้ามมาจอดใกล้แบบนี้เด็ดขาด มุมอับมองไม่เห็นกะพลาด ชนชิ้นส่วนผมแตกหักไป แล้วทำไง …มาพูดขอโทษ …มันคงไม่ง่ายแบบนั้นหรอกระ… รถใครใครก็รัก …เขาคงไม่คุยดีด้วย…” ผมจัดต่อ ทุกคนเงียบ

“ขับรถถ้าไม่อยากมีเรื่อง อย่าหาเรื่อง เพราะ เราไม่รู้หรอกว่าจะเจอกับอะไรบ้าง …” ผมบอก

คนขับ .. เงียบ…

“รู้ไหมว่าตัวเองทำไม่ถูก…” ผมถาม
คนขับรถมองหน้าผม … แล้วพูดขึ้น ” ครับ ผมทำไม่ถูก ”

“ทำไม่ถูก แล้วทำไง” ผมถามต่อ .. ดุจริงๆ ตอนนั้น

“พี่ครับ ผมขอโทษ” คนรถบอก พูดลอยๆ
“ไหว้เป็นมั๊ย” ผมถามต่อ คนบางคนก็แค่ๆ พูดขอโทษให้จบๆ แต่เรื่องไหว้ นี่เป็นตัวบอกความจริงใจในการสำนึก คนเรามี ศักดิ์ศรี ไม่ไหว้กันง่ายๆ ในเรื่องแบบนี้

“ผมขอโทษพี่จริงๆ ครับ” คนขับยกมือไหว้

“เอางี้นะครับ ผมจะออกใบสั่ง ฐานจอดรถกระชั้นชิดให้คนขับ …” ตำรวจพูดขึ้นมา

“ไม่ต้องออกหรอกครับ” ผมบอก

“ทางพี่จะได้สบายใจด้วย” ตำรวจบอก

“ไม่ต้องหรอกคุณตำรวจ พี่เขาคงอยู่กรุงเทพฯนาน มันเครียด และใจร้อน ผมแค่อยากให้เขาสำนึกสิ่งที่ทำ อาจจะไม่มีใครเคยบอก จึงต้องบอกเขา และ ให้เห็นผลร้าย ตอนนี้ผมว่าพี่เขาก็สำนึกแล้วล่ะ ก็น่าจะพอแล้ว…ไม่ต้องรบกวนคุณตำรวจด้วยครับ แค่นี้ก็เหนื่อยกับช่วงวันหยุดแล้ว” ผมบอกพี่ตำรวจ เห็นใจพี่ๆ เขา ต้องมาทำงาน ช่วงเทศกาล แถมเจอเรื่องบ้าๆ แบบนี้ อีก

ผมหันไปมองทางคนขับ จู่ๆ ก็พูดขึ้นมา
“ผมต้องขอโทษพี่ และ ขอบคุณที่ช่วยสอนเตือนสติผมนะครับ” คนขับพูดกับผมแบบนั้น ท่าทีก่อนหน้านี้เปลี่ยนไปหมด

“ไม่เป็นไร ขับรถก็ใจเย็นๆ หน่อย ที่สำคัญ อย่าไปหาเรื่องกับมอเตอร์ไซต์ เจอคราวหน้า ถ้าคนขี่อารมณ์ร้าย อาจไม่ได้ยืนคุยกันแบบนี้….”ผมบอก ก่อนจะยกมือไหว้ ทหาร และ ตำรวจ ที่มาช่วย

ผมขับรถแล่นออกไป คิดว่าเรื่องนี้ อาจได้ช่วยอีกหลายเคส จากพฤติกรรมขับรถแบบนี้ ถ้าพี่เรย์แบน แกสำนึกแล้วเข้าใจ ก็คงไม่มีเรื่องแบบนี้ เกิดขึ้นอีก คนเราไม่มีใครอยากมีเรื่องหรอกครับ แต่ชอบทำอะไรให้เรื่องมันเข้ามาหาทุกที….

ขอบคุณที่ตามอ่านจนจบครับ
พิมพ์ไม่เมื่อย แต่จะหายเหนื่อย ถ้ามา comment กัน

ขอวิจารณ์ ขานรุ่น และ คติเตือนใจ กันด้วยครับ

อันใหม่ออกมาพอดี

#วิ่งไวเช็คให้แน่ใจค่อยเปลี่ยนเลน
#goodbiker
#tipbiker
#casebiker

https://m.facebook.com/groups/857137487640021?view=permalink&id=1070401666313601

สะกิด ====


รถผมมีกล่องข้าง E22 พร้อมไฟเลี้ยวติดอยู่ไม่เคยฌล่งขี่ไปทำงานเกือบทุกวัน

ประหยัดเวลากว่าขับรถวันนึงก็มากกว่าชั่วโมง รวมๆก็เซฟเวลาได้อย่างน้อย 300ชั่วโมงต่อปี เอาเวลานี้ไปทำอะไรที่เป็นประโยชน์เช่นทำกลุ่มนี้ได้เยอะ

เช้าๆจะต้องมุด(การขี่ผ่านช่องว่างระหว่างรถ)ยาวๆรถบางคันจอดห่างกันก็ขี่ง่ายบางคันจอดแคบก็ไปไม่ได้บางคันจอดเบี้ยวก็ลำบากที่ไม่งามที่สุดคือขับรถไปเล่นโทรศัพท์ไป ด้วยความติดโซเชียลงอมแงม

เมื่อวานวิ่งมาถึงจุดตัดทาางรถไฟบางซ่อนเจอเก๋ง Toyota Soluna จอดแคบแต่ระยะนี้หมิ่นเหม่จะมุดผ่านหรือไม่ผ่านผมวิ่งมาเลยหยุดกะจังหวะไม่ให้กล่องโดนกระจกแล้วรอไฟเขียวค่อนเคลื่อน

พอไฟเขียว เสียงรถเก๋งเร่งเครื่อง ผมออกตัว แต่เก๋งแซงเพราะออกตัวแรงจังหวะข้ามรางเก๋งชะลอผมเลยแซงขวา จังหวะเข้าเลน เก๋งบีบแตรสามปี้นแรงๆผมรู้สึกถึงดารสื่อสารอะำรบางอย่างเลยชะลอรถจอดหันไปดู แต่มองเข้าไปดูไม่ออกเลยขี่ชิดชวาชะลอให้รถวิ่งมาเสมอเพื่อพูดคุย

เก๋งเทียบคนขับเป็นผู้ชายวัยน่าจะสามสิบปบายถึงสี่สิบต้นส่งเสียงมาและบอกว่าผมโดนกระจกเขา ทำไมไม่ขอโทษ

ผมนิ่งๆนึกทบทวนว่าหมอนี่มาไม้ไหนสภาพกระจกก็ดูปกติไม่พับ ไม่บิดและเมื่อกี้ก็ไม่ได้รู้สึกถึงการสัมผัสกันเลย

“ขี่โดนกระจก ไม่เห็นได้ยินพูดขอโทษ” น้ำเสียงดุดัน ไม่ชวนสนทนา
“ขี่มาโดนต้องรู้ซิเมื่อกี้พี่โดนถึงได้หยุดไม่ไปไม่ใช่เหรอ” ย้ำมาอีกจะเอาให้ได้

ผมตอบไปเสียงเรียบๆหลังจับใจความได้ละ
“เมื่อกี้ชนหรือเปล่าไม่ทราบนะครับแต่ตอนนี้ถ้าบอกว่าโดนก็ทราบแล้วและต้องขอโทษด้วย… ส่วนที่หยุดไม่ไปเพราะกะระยะแล้วเห็นว่าแคบ อาจจะสะกิดกันได้เลยจอด ยอมร้อน(จอดข้างรถจะร้อนมากเพราะความร้อนจะระบายยากกว่าที่โล่ง) ครับ”

พูดจบรอดูต่อว่าเอาไงกะว่าหากำม่สบายใจก็จะจอดรถลงไปดูกระจกซ้ายที่ว่าให้ว่าเป็นอะไรเปล่าเพราะมองจากตรงนี้ดูไม่เห็นสิ่งผิดปกติ

คนขับบอกว่ารถติดแยกย้าย้ายกันไป… ผมพยักหน้าเป็นอันจบ

เรื่องจริงสะกิดหรือเปล่าไม่รู้ แต่พี่เขาอยากได้คำจอโทษผมเองออกจากบ้านด็หยิบคำขอโทษใส่ดระเป๋ามาด้วยอยู่แล้วหากเราทำผิดก็หยิบมาให้เขาซะ ประกันก็มีเคลมได้หากเราผิดก็ต้องรับผิดชอบ ไม่ต้องไปคิดเสียดายเงินเพราะคิดจะขี่รถเสียเงินตั้งแต่ใส่หมวกแล้ว หากมีความเสียหายเราไม่จ่ายอีกคนก็ต้องควักมาออกเพราะความสัพเพร่าของเราซึ่งำม่แฟร์เลย

เวลาผมขอโทษใครผมหมายความอย่างนั้นจริงๆและพยายามที่จะหลีกเลี่นงไม่ให้มีเหคุให้ต้องขอโทษ คิดว่าคิดและทพแบบนี้จะดีกว่าสังคมน่าอยู่

แต่ประเภท “ขออนุญาตแอดมินผิดกฏลบได้” แบบนี้ไม่ชอบนะครับ เพราะก่อนทำไม่สนทำผิดมึงก็ลบกูไป คิดแต่เรื่องตัวเอง แบบนี้อย่าทำ

พฤติกรรมคนเรามาจากพื้นฐานวิธีคิดทั้งนั้นครับค่อยๆฝึกกันไปครับใครมีเคสก็มาเล่าให้เพื่อนฟังกันครับ

เมอร์ส =====


“เส้นหาย”… พยาบาลสาวอุทานออกมาขณะที่พยายามยกแขนข้างขวาของผมขึ้น

หลังจากที่พยายามที่จะแทงเข็มเข้าไปในเส้นเลือด ผมรู้สึกปวดตุ่ยๆตรงเส้นเลือด

“ทะลุเส้นหรือเปล่าครับ ลองถอยเข็มออกมาหน่อยอาจจะเจอ” ผมบอก เผื่อจะได้ไม่ต้องแทงใหม่ เพราะนี่เป็นรูที่สองแล้วใน5 นาทีนี้ หลังจากรูแรกที่หลังมือซ้ายเจาะเอาเลือดไปไป 3 tube และคาเข็มไว้เผื่อว่าต้องให้ยา

” โอ้ย..” อันนี้สะดุ้งเลย หลังจากพยาบาลขยับมือและเข็มคงไปโดนอะไรเข้า…

สุดท้ายพยาบาลย้ายมาเจาะแขนซ้าย เหตุผลคือ ตัวอย่างเก็บจากที่เดียวกันไม่ได้

เลยได้ครบสามรู พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์… ครบพอดี

จะว่าไป เจาะเลือดไม่เจ็บเท่าไหร่ เพราะ เข็มเล็ก คมกริบ เจ็บจริงๆ 20% ส่วนที่เหลือ เป็นจินตนาการช่วยล้วนๆครับ เพราะ โดนจิ้มเป็นประจำ แต่ตอนเอาเอาน้ำมูกไปตรวจนี่ซิ… สุดจริง

ใครเคยโดนแหย่จมูกคงรู้ดี เนื้อเยื่อบางๆ ในจมูก… หรือที่ไหนๆ ที่ไม่เคยสัมผัสสิ่งแปลกปลอม เวลาโดนครั้งแรกนี่… น้ำตาเล็ดเลย

พยาบาลเอาที่้เก็บน้ำมูกมา… ลักษณะเป็นก้านตรงปลายเป็นพุ่มขนเล็กๆ แหย่เข้าไปในจมูก… จึ๊กแรก น้ำตาเล็ด…

“เดี๋ยวจะใส่เข้าไป 3 อันเลยนะคะ..” พยาบาลบอก…

“ไม่ใส่ทีละอันล่ะครับ” ผมถามอันเดียวยังน้ำตาไหลเลย สามอันนี่สงสัยขี้แตกแน่

“ต้องเก็บอีก 6 น่ะคะ ข้างละสาม ถ้าใส่ทีละอันจะเจ็บหลายที” น้องพยาบาลอธิบาย สมการนี้คิดง่าย

“งั้นยัดหกอันเลยก็ได้” ผมตอบแบบไม่กลัวจมูกแหก คิดแง่ดี ต่อไปจะได้หายใจโล่งๆ

“ไม่ได้ค่ะ ต้องเก็บสองข้าง” น้องบอก ผมทำหน้ายอม จากนั้นผมเห็นก้านสามก้านแหย่เข้าไป…
… น้ำตาไหลยิ่งกว่าตอน Iron man ตายเสียอีก

อ่านถึงตรงนี้ คงนึกสงสัย แล้วผมมาทำอะไรที่นี่วะ….?

========

ย้อนกลับไปเมื่อ 5 ชั่วโมงที่แล้ว…..

========

ผมมาทำงานวันแรก หลังจากพักร้อนไปตะลุยตุรกีมาหลายวัน

เมื่อวานหยุดพักผ่อนปรับเวลา นอนตื่นสาย รู้สึกตัวเองเหมือนจะตัวรุมๆ พอเข้า office สะดุดกึกกับกลิ่นสี ที่ office เพิ่งทาใหม่ๆ

อาการแพ้อากาศทุนเดิม ทำเอานั่งคัดจมูกตลอดทั้งเช้า… รู้สึกเหมือนตัวเองจะเป็นหวัด หน้ากากก็ไม่ได้ใส่มา เลยตัดสินใจออกมาหาหมอแถวบ้าน

รอบคอนโดมี รพ.เยอะครับ ทั้งศรีธัญญา นนทเวช เกษมราษฎร์ พระนั่งเกล้า แต่วันก่อนพาคนป่วยที่คอนโดไปส่งที่สถาบันบำราศนราดูร ได้เห็นห้อง ICU และ ส่วนหน่วยควบคุมโรคติดต่อ ตึกใหม่สะอาด ดูการทำงานของเจ้าหน้าที่ก็ รู้สึกว่า professional ดี ไปหาข้อมูลใน internet เลยรู้ว่า โรคที่เกี่ยวกับการติดเขื้อ อย่าง ไวรัสซาร์ ก็ต้องที่นี่ล่ะ แสดงว่า หมอเฉพาะทางด้านนี้ ที่นี่ต้องไม่ธรรมดา…

มีคนกลัวที่นี่เหมือนกันนะครับ เข้าใจว่า เกี่ยวข้องกับโรคติดต่อร้ายแรง และ เมื่อก่อนตึกอาจจะดูเก่าๆ ฟังๆ กันมา เพี้ยนๆ ไปบ้างเลยไม่ค่อยมีคนพูดถึงทางดีมากนัก

คนไทย.. ดีชมน้อย ถ้าไม่ดีนี่แชร์สนั่น…

โดยส่วนตัว ผมเองมาเจอเองก็ว่าดีนะ

วันนี้ผมเลยมาที่นี่ึครับ ออกจากที่ทำงานขับๆรู้สึกเหมือนรถลมยางจะอ่อน เลยแวะเช็คลม ช่างเติมลมให้บอกพร่องไม่มากเสร็จแล้วก็มาที่โรงบาลเลย

มาถึง แจ้งเจ้าหน้าที่ ให้บัตรประชาชนไป เจ้าหน้าที่ถามอาการ ผมก็ตอบไป ว่าคัดจมูก ไม่มีเสมหะ ไม่เจ็บคอ แต่อาจจะตัวรุมๆ เหมือนจะมีไข้

เจ้าหน้าที่ถามว่า เพิ่งเดินทางต่างประเทศหรือเปล่า ผมบอกเพิ่งมาจากตุรกี

เท่านั้นแหล่ะ… ทุกอย่างเปลี่ยนไปเลย…

======

เชิญทางนี้คะ… พยาบาลเชิญ ให้มานั่งตรงที่จัดไว้ด้านนอก มีป้ายบอกเฉพาะเลยว่าเป็นที่พักผู้ป่วยตรวจคลีนิคโรคทางเดินหายใจ พร้อมกับยื่นหน้ากากให้ผมสวม

พยาบาลขออนุญาต ถ่ายรูป โดยบอกว่าจะติดข้างๆ ไม่เห็นหน้า ผมก็งงๆ จะถ่ายข้างไปทพำม หน้าตาผมไม่หล่อพอหรือไง… สักพักเข้าใจ เขาคงเอาไปทำรายงานคนป่วย จากนั้นก็มีเจ้าหน้าที่ ถือกล้องคอยถ่ายรูปตามไปตลอด ตลอดจริงๆ

“เขิญทางนี้ค่ะ” พยาบาลให้ผมเดินไปตามทาง ระหว่างทาง ไม่มีให้สวนมาเลย ตอนเดินผ่านเจ้าหน้าที่ท่านนึง ได้ยินถามกันว่ามีอะไร ถึงต้อง เคลียร์ทางเดิน… เห็นเขาคุยกันเป็นศัพท์เทคนิค ผมไม่เข้าใจ

ผมเดินจากตึกแรก เหมือนจะผ่านมาอีกตึกมาตึกทฝหมายเลข 7 ตอนเดินไม่ได้เดินตามทางเดินคนทั่วไป แต่จะลัดเข้าห้องโน้นห้องนี้ ผ่านประตูมาน่าจะ 7 ประตูได้ มาจนถึงห้องผู้ป่วย สะอาด โปร่ง ดูสบาย

“ต้องขอดูอาการนะคะเนื่องจาก ตุรกี เป็นเขตเฝ้าระวังไวรัสเมอร์ส….”

“เมอ… อะไรแว้…” เคยได้ยินแต่ ซาร์ อีโบล แต่ เมอร์ส นี่ไม่คุ้น

“ผมต้องโดนกักตัวอยู่นี่เหรอครับ ไม่ได้เอาอะไรติดตัวมาเลย ว่าจะให้หมอตรวจว่า้ปผ้นไข้หวัดใหญ่หรือเปล่าแค่นั้น…” ผมคิดเล่นๆก่อนหน้านี้ ยังอำเพื่อนที่ไปเที่ยวด้วยกันทาง line เลย… ตอนนี้โดนกักจริงๆ

ผม text บอกที่ทำงานก่อน แล้วเปลี่ยนโทรศัพท์ เป็น save mode เพราะ จะได้เ้ก็บไว้ใช้นานๆ.. ที่ชาร์ทอยู่ในรถนี่เอง แต่ตอนนี้ ออกจากประตูห้องนี้ก็คงไม่ได้แล้ว…

” เดี๋ยวเปลี่ยนชุดเลยนะคะ สักครู่พยาบาลจะมาขอเจาะเลือดไปตรวจคะ”

========

ตอนนี้ผมอยู่ในห้องคนเดียวละ ห้องนี้สะอาดมาก ข้างบนมีช่องดูดอากาศสองช่องบนเพดาน เข้าใจว่าระบบปรับอากาศที่นี่ต้องมีระบบฆ่าเชื้อ เพื่อป้องกันการติดต่อทางอากาศ (Air bond)

พยาบาลเข้ามาสองท่าน หน้าตาดีเหมือนกันหมด เพราะใส่หน้ากากปิดไปครึ่งหน้า เห็นแต่ตาสวยๆ กับเสียงเพราะๆ เธอหยิบ หลอดตัวอย่างให้ผมขากเสลดใส่ หลอดทั้ง 4 ผมไม่มีเสลดเลยขากจนหน้าเขียวก็ได้แต่น้ำลาย

เสร็จแล้วส่งแก้วมีฝาปิดมาอีกสอง ให้ผมฉี่ใส่.. ผมบอกว่าเพิ่งจะฉี่ไปเอง พยาบาลทำหน้าวิงวอน เพราะว่าจะได้ไม่ต้องมาอีกที ผมเลยไปจัดออกมาให้อีก ช่วงนี้ดื่มน้ำวันหลายลิตร ฉี่ได้ตลอดเวลา

และแล้วก็มาถึงตอนเจ็บตัวล่ะ พยาบาลขอมือซ้ายผมไปดูเส้น ผมสงสัยไม่เจาะจากข้อแขน..

“ต้องคาเข็มไว้คะ… ตรงข้อแขนไม่้หมาะ เดี๋ยวเผลองอแขน…” พยาบาลสาวสวยบอก

อ่อ.. นานๆ ได้คาเข็มไว้ที… จะว่าไป ผมนอนโรงบาลน้อยมาก ล่าสุดที่จำได้คือ คืนก่อนบินไป HongKong อันนั้นอาหารเป็นพิษ นอกนั่นก็เข้าไปตรวจ ขอยา ซน เล็บหลุด ทำแผล… นอนป่วยนี่น้อย

ดังนั้นวันนี้ให้นอน ก็อยากนอนนะ… นานละไม่ได้นอนโรงพยาบาล

เจาะได้เลือดไปสามหลอด… สักพักมาขอผมเจาะข้อแขนขวา… เพราะว่า ต้องส่งตัวอย่าง คนละจุดกัน….

“เส้นหาย”… พยาบาลสาวอุทานออกมา…

========

ผมนอนดูเพดานห้อง ทบทวนอะไรหลายอย่าง นึกสงสารเพื่อน และ คนรู้จัก ที่ป่วยติดเตียง มันคงทรมาน ไม่ได้นอนสบาย เพราะ คนป่วยจะปวดตามเนื้อตามตัว… ไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐจริงๆ

ผมหลับไปตอนเคารพธงชาติ หกโมงเย็น ตื่นมาฉี่อีกสองรอบ ตอนนี้ยังไม่สองทุ่ม แต่รู้สึกเหมือนนอนอิ่มแล้ว….

นั่งดู TV ก็ไม่สนุก TV ที่นี่จอใหญ่ ชัดด้วย แต่วันนี้ไม่อยากจะดูอะไร หมอเข้ามาตรวจ เล่าให้ฟังว่า เรามาจากประเทศตะวันออกกลาง และมีอาการต้องสงสัย ขึงต้องตรวจให้ละเอียด ผมนั่งอ่านดู ไวรัสเมอร์สนี่ถึงตาย และ ไม่มีทางรักษา ระบาดหนักเมื่อสี่ปีที่แล้ว ค้างคาว และ อูฐ เป็นพาหะ

ตอนหัวค่ำ ตอนโดนถามถึงถามเยอะว่า ขี่อูฐ จับอูฐ กินเนื้ออูฐ กินนมอูฐ มาหรือเปล่า ผมบอกว่าเปล่า แต่ถ่ายรูปอูฐไกลๆ เพราะ ถ้าใกล้ๆ มันคิดเงิน… นี่รอดเพราะงกเลยนะเนี่ย

ผมบอกหมอว่า ค่าใช้จ่ายให้ใช้สิทธิ์ประกันสังคมนะ แต่โรงพยาบาลตามสิทธิ์ผมอยู่เกษมราษฎร์ โน่น หมอบอกเดี๋ยวจัดการให้

ผมจ่ายประกันสังคมเดือนละ 750 บาท นี่เป็นครั้งที่สองที่ลองใช้บริการดู หลังจากครั้งแรกลองไปตัดหูดที่นิ้ว…ที่เกษมราษฎร์มา ครั้งแรกนั้นไม่ประทับใจนักคนไข้เยอะรอนาน แต่ครั้งนี้ Super VIP มาก

สักพักมาขอ X Ray ปอด เจ้าหน้าที่มีเครื่องมาทำให้ถึงเตียงเลย… เรียกว่าไม่ต้องออกจากห้อง ห้องผม ประตูสองชั้น เปิดปิดด้วยเซ็นเซอร์ ไม่ต้องเอามือสัมผัสอะไรทั้งนั้น ก๊อกน้ำ ก็ใช่ กล่องสบู่ก็ใช่ เหลือฝักบัว ชักโครก กับสายชำระ ที่ยัง manual อยู่

ดึกๆ หมอมาส่งข่าว ว่าผล Lab ที่บำราศฯ ออกละ แต่ต้องขอผลจาก กองควบคุมโรค กับ จุฬา ยืนยันอีกสองทีี่ คาดว่าตอนเช้าจะทราบผม

ผมรอได้ นอนโรงบาลก็สบายดี.. Batt โทรศัพท์ใกล้หมด เลยโทรบอกน้องหน่อยให้เอามาให้ เพราะ ร.พ. กับ คอนโด ใกล้กันนิดเดียว

ห้าทุ่ม ท้องร้อง ทานเย็นไปนิดเดียว อาหารจืดๆ พยาบาลบอกว่า ต้องจืด เพราะเกรงมีผลกับความดัน ไวรัสเมอร์ส จะมีผลทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนง่าย กับ คนสูงอายุ คนเป็นเบาหวาน และ คนเป็นความดัน ต้อง save ไว้ก่อน

พยาบาลเข้ามาวัดไข้ให้ทุกชั่วโมง แต่ก็ไม่มีไข้… วัดออกมาอยู่ที่ 36.5 C ดีไป ผมบ่นหิว สักพักพยาบาลกลับมาเอา เมล็ดทานตะวัน ขนมปัง กับนมข๊อคโกแลคมาให้…. บอกว่า พวกเธอไปเที่ยวและซื้อมาทานกัน…

นางฟ้าอยู่ในห้องผมนี่แหล่ะ ไม่ได้อยู่ไกลเลย….

หลังจากนั้นผมหลับสบาย…..

=========

ตอนเช้าตื่นมา สบายตัวดีจัง หมอเริ่มให้ยาปฏิชีวนะ ไปหนึ่งเม็ดเมื่อคืน…

ตอนสายๆ หมอมาตรวจบอกว่าไม่พบไวรัส เมอร์ส และ อีก 33 สายพันธ์ แต่พบเชื้อแบททีเรีย และ หลอดลมอักเสบเล็กน้อย… กลับบ้านได้

เจ้าหน้าที่เอาบัตรประชาชนมาคืน และ ตัดยอดค่าใช้จ่ายมาให้ ค่ายาที่ทานรวมกลับบ้านด้วย แค่ยี่สิบบาท…

แต่ค่าตรวจ ค่าห้อง ค่าอื่นๆ รวมกันสองหมื่นกว่าบาท… ดังนั้นหาหมอเดี๋ยวนี้ เตรียมสิทธิ์ให้พร้อม ไม่งั่นมีสิทธิ์เป็นลมเพราะบิลค่าตรวจรักษาได้นะครับ….

ขอบคุณทุกท่านทีี่่ให้กำลังใจ และ เป็นห่วงนะครับ รู้ว่าทุกท่านอยู่กับผมตลอดแบบนี้ก็ดีใจครับ เป็นเพื่อนกันห่วงใยกัน แค่นั่นก็พอครับ

สรุปปี 2018 =========


#สุขภาพ

มีป่วยบ้าง สาเหตุหลักคือ ออกกำลังกายแล้วพักผ่อนไม่พอ … อดนอนสามวันร่วงทันที

ปีนี้วินัยเรื่องการออกกำลังแย่มาก
อาหารการกินก็ด้วย ไม่ค่อยวางแผนการกิน
พักผ่อนดีขึ้นนิดนึง

ปีหน้าต้องปรับปรุงใหม่… ต้องทำให้ดี

#อารมณ์

พัฒนาดีขึ้นมาก สุขุม ใจเย็นกว่าเดิมมาก การเป็นกรรมการที่คอนโด สอนเรื่องวิธีการ handle กับคนหลากหลาย

สมาธิ และ สติ จะดีกว่าเมิ่อก่อนเยอะเลย

#งานอดิเรก

หนักไปทางจิตอาสา งานที่คอนโดนี่จะเข้าปีสามละ
เรื่องขี่รถ ขี่ออกทริป ไปสามทริปเอง น้อยมาก คงเริ่มอิ่ม
ปีนี้ได้ความรู้ เรื่องเขียน App บนมือถือมาอีกวิชานึง ก็มาเขียนไว้ใช้เองได้ ถ้าไม่ซับซ้อนมาก
ปีนี้กลับมาสนใจเทคโนโลยีเกมส์ อีกละ เพราะ เปลี่ยนมา Generation ใหม่ แถมมี VR ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนของเกมส์ หรืออาจจะของโลก

#งานหลัก

ปีนี้วางรากฐานงานเอาไว้กินยาวๆ ทั้งตัว Automatic packaging, ระบบ conveyor mobile แต่คิดๆ ดูแล้วงานเดิมคงไม่เหมาะกับ 9 ปีสุดท้าย เลยตัดสินใจเปลี่ยนแนวของงานซะเลย
จากการคาดคะเน ถ้าคาดไม่ผิด อีกไม่เกิน 5 ปี สนุกแน่ๆ ตอนนี้ต้องติดอาวุธให้ตัวเอง เพราะอีกหน่อย ไม่มีอาชีพอะไรจีรัง

#คนรอบตัว

คนที่ยังอยู่ก็ดูแลกันไป คนที่จากไปก็ให้ระลึกถึง ญาติผู้ใหญ่น้อยลงเรื่อยๆ เพื่อนฝูง ก็มีเริ่มป่วย ต้องดูแลตัวเองให้ดี ไม่ใช่แค่เป็นภาระ แต่เราต้องเป็นผู้นำครอบครัว

#ปีหน้าทำอะไร

1. ดูแลเรื่องสุขภาพตัวเอง แข็งแรงกว่านี้ 30%
2. หาความรู้ในงานตัวใหม่ หา กัลยานมิตรที่ดี
3. ทำงานจิตอาสามากขึ้น จัดเวลาให้ได้ สร้างคนดีๆ ให้เยอะขึ้น
4. ลงทุนในธุรกิจที่ชอบ เรียนรู้และฝึก skill กันไป

แค่นี้ก็พอแล้ว….

#sirenมีให้หนีลงข้าง ==========


คำเตือน : เฉพาะผู้มีความชำนาญเท่านั้น

คติเตือนใจ ประจำวันที่ 27 Dec 2017 – 2 Jan 2018

10k!
===
เมื่อเช้าจัดไป 10 กิโลครับ
ไม่ใช่การวิ่ง Jogging แต่เป็นการวิ่งนำรถฉุกเฉิน

เรื่องของเรื่องคือเมื่อเช้าตอนช่วงเวลาเร่งด่วนผมได้ยินเสียง Siren มาจากด้านหลัง
ถนน กรุงเทพฯ นนท์ ยามเช้า ช่วงใต้ MRT ใครใช้จะรู้ว่าติดสนิท ถนนสองเลน คับคั่งด้วยรถของผู้คนที่กำลังไปทำงาน มีแค่ช่องให้มอเตอร์ไซต์แทรกตรงกลางได้คันเดียว

ยังเคยคิดไว้ว่าถ้ามีคนเจ็บหนักสงสัยได้ตายคารถ เพราะติดมาก

วันนี้พอได้ยิน Siren และเห็นเป็นรถพยาบาล ผมเริ่มทำงานทันที
มือขวาเหยียดไปทำท่ายันๆ ให้รถทางขวา หันหัวเข้าด้านขวา
มือซ้ายก็ทำท่าดันๆ ให้รถหันหัวเข้าด้านซ้าย

ทำทีละมือนะครับ ไม่งั้นมีคว่ำ

สิ่งที่แปลกใจคือ รถทุกคัน”ช่วย”หันหลบให้หมด ไอ้จะจอดงงๆ หรือ บีบแตรว่า เหมือนห้าปีที่แล้วไม่มีเลยครับ

เป็นวัฒนธรรมที่ผมอยากเห็นมานานมาก และ ได้เห็นวันนี้จริงๆ

ระยะทางร่วม 10 k ผมและรถพยาบาลวิ่งฉิว ระหว่างนั้นก็มี Big Bike ทรง sport อีกคัน มาวิ่งช่วยบอก

ผมแยกกับรถพยาบาล ตรงสะพานสูง และ แยกกับ BB อีกคันตรง สถานีรถไฟบางซื่อ

ก่อนจากกัน เรายกนิ้วโป้งให้ เป็นสัญลักษณ์ของ #ขี่บิ๊กไบค์แบบนิสัยดี

ป๋อง นิสัยดี รุ่น 1

#sloganbiker

Work every where…


ช่วงนี้ Office โดนปรับเปลี่ยน แนวความคิด Co working space ได้นำมาปรับใช้

เดือนนี้ทั้งเดือน ทำงานได้ทุกที่จริงๆ สัปดาห์หน้าก็จะย้ายกลับไปที่ Office ที่ปรับปรุงใหม่แล้ว

ในรูป เป็นที่ๆ มาใช้พื้นที่กับน้องๆ ในทีม คิดงาน ออกแบบ นวัตกรรมใหม่ๆ ในการผลิต ให้เหมาะกับยุค 4.0

สิ่งที่อยู่ในกระดาษในวันนี้เชื่อว่าจะถูกใช้ไปอีก 50 ปีเป็นอย่างน้อย ..งานวิศวกรรมก็แบบนี้ เมื่อเวลาผ่านไปหลายสิบปี เราจะยืนดูสิ่งที่เราสร้างมากับมือด้วยความภูมิใจ

สภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป แต่ คนรู้ใจยังเหมือนเดิม

กลอนวิ่งสุโขทัย


คนดีๆไปที่ไหนใครก็รัก
คนรู้จักเฝ้าดูแลอยู่เสมอ
เช่นวันนี้พี่ได้พานพบเธอ
สุขจริงเออวิ่งสำเร็จเข้าเส้นชัย

จะว่าไปวันนี้พี่ไม่พร้อม
แต่ต้องยอมเพิ่อพิชิตข้อสงสัย
น้องชวนมารีบตอบรับกลับทันใด
ว่าถึงไกลสุโขทัยพี่ก็มา

สองเดือนแล้วที่ต้องสู้กับโลหิต
ใจก็คิดว่าเราแก่แล้วหนา
เมื่อชีวิตจะคิดไม่พึ่งยา
ก็ต้องมาสร้างร่างให้พึ่งตน

21 โลจะว่าไปไม่ได้เยอะ
ฝนมาเปรอะนิดนึงตามถนน
คุมเลือดให้เลี้ยงสมอง และตัวคน
กล้ามเนื้อทนไม่ไหวเป็นตระคริว

เข้าเส้นชัย หาของหม่ำเพื่อคลายหิว
ได้ feel ว่าเหมือนได้ขึ้นสวรรค์
หม่ำขิ้นแรกกระเพาะย่อยแทบทันควัน
หลังจากนั้นไม่รู้ตัวสมประดี