คอนโด 101- วนไป วนมา


งานคอนโด นี่ไม่ซับซ้อนครับ เพียงแต่ต้องดูแลเรื่องสาธารณูปโภคดีๆ หากมีอะไรเสียมา ลูกบ้านจะตกใจทันที
ไฟฟ้า ประปา ที่จอดรถ นี่สำคัญ มีปัญหาปุ๊บ ร้องทันที ที่ รองลงมาก็เรื่อง Lift ประตู TV วงจรปิด น้ำทิ้ง
อย่างอื่น ถือว่า เบาๆ

แต่ถึงจะไม่ซับซ้อน แต่เวลามีปัญหา หากทีมงาน ไม่่มีระบบงาน ก็จะเล่น “มวยวัด” ซ่อมแก้ไข ผ่านไปเป็นครั้งๆ เดี๋ยว ก็วนกลับมาอีก
หากเจอ “ช่างซุก” อันนี้ รับเรื่องมา แล้วไม่ทำ ปล่อยจนเป็นเรื่องใหญ่ พอเจอตัวก็โทษทุกอย่าง ที่นิยมกัน ก็บอก “กรรมการยังไม่อนุมัติ” ซึ่งก็จริง เพราะ ยังไม่มีใคร ขออนุมัติมาเลย ..

ช่างพูดไม่ผิดหรอก แค่พูดไม่หมด แต่เด็กๆ เขาเชื่อนะ….

การแก้ปัญหาวนไป วนมา ไม่ได้มีแต่วงการคอนโด ผมว่ามีทุกวงการครับ แบบนี้ เขาเรียกทำงานไม่มีระบบ ผมจัดงานบริหารคอนโด ไว้ สามกลุ่ม

กลุ่มแรก – Premium แบบนี้ มีระบบการทำงาน คนทำงาน มีประสบการณ์ เงินเดือนสูง มีรูปแบบการทำงานแบบมืออาชีพ เน้นป้องกันให้มาก แก้ไข มีไม่มาก

กลุ่มสอง – Professional แบบนี้ มีระบบการทำงาน คนทำงาน มีประสบการณ์บ้าง ไม่มีบ้าง รับเอาใครไม่รู้มาทำงานบ้าง กลุ่มนี้ หายาก แต่ถ้าได้มาจะดีมาก เพราะ ค่าบริหาร จะไม่สูงแบบกลุ่ม Premium

กลุ่มสาม – ตลาดล่าง แบบนี้ ไม่มีระบบการทำงาน คนทำงาน มีประสบการณ์บ้าง ไม่่มีบ้าง จับใีครได้ ที่อยู่ในวงการมา ก็เอามาทำเลย กลุ่มนี้ มีเยอะ บางที่ยังไม่เคยรับงานเลย แต่ แตกตัวออกมาจาก บริษัทที่ตัวเองทำงานอยู่ ออกมาทำเอง กลุ่มนี้ สู้ราคากันพอควร เป็นกลุ่มใหญ่ ที่มีในตลาด บริษัทไหนการตลาดดี ก็ได้งาน แต่ สามเดือนก็เห็นอาการแล้ว ถ้าดูเป็น เดือนเดียวก็เห็นแล้วครับ

ดังนั้น จะทำให้ดี ต้องมีระบบงาน ระบบงานทำไม่ยาก แต่ที่ไม่ค่อยมี เพราะ คนทำงานไม่ชอบอ้างอิง วิธีทำงาน ทำให้ วัดคุณภาพงานไม่ได้ ไม่เชื่อไปลองถามดูว่า งานแต่ละงานที่เขาทำอยู่ วัดคุณภาพที่อะไร ตอบออกมา จะไม่เข้าใจเอาเลย

ผมลองเอาระบบการทำงานจาก ISO มาปรับดู จะพบว่า งานบริหารคอนโดนี่ทำระบบงานง่ายมากครับ … หากสนใจ ก็ลอง ติดตามดู

อย่างเแรกเราต้องแบ่งงานที่ทำกันอยู่ออกมาเป็นข้อๆ ก่อน หากนึกไม่ออก ก็ใช้วิธีว่า เจอปัญหาอะไรอยู่่บ้าง ที่ลูกบ้านแจ้งมา บ่นมา ก็นำมาเขียนเป็นหัวข้อก่อน เข่น

ตอนนี้ มีคนเแจ้งงานซ่อม เรื่องร้องเรียน เรื่องแลกบัตร เรื่อง ซ่อมรั่ว ก็เอามาเขียน

ตารางรายชื่อ work flow

พอได้รายการ ก็แบ่งงานให้แต่ละคนไปเขียน เขียนที่ตัวเองทำมาก่อน ไม่ต้องห่วงถูกผิดครับ อย่างตัวอย่าง การรับเรื่องงานซ่อม ก็เขียนออกมาแบบนี้

จะเห็นว่า ในตาราง จะบอกว่า ใครทำอะไร ตอนไหน จดยังไง เอกสารที่ต้องใช้มีอะไรบ้าง ง่ายๆ ไม่ซับซ้อน

แต่เรื่องยากคือจะทำยังไงให้ staff ที่ไม่คุ้นชินกับเรื่องแบบนี้ เข้าใจ และ ทำตามมากกว่า อันนี้ มีเทคนิค หากสนใจ ก็กด subscribe ใส่ email ติดตามไว้ครับ

คอนโด 101- เสียงดัง


คอนโดส่วนใหญ่ เก็บเสียงได้ระดับหนึ่งครับ ..
เวลาบอกว่า ระดับหนึ่ง โปรดอย่าถามว่า ระดับสองคือ เท่าไหร่ เพราะ การบอกว่า ระดับหนึ่งคือ ไม่รู้ว่าเท่าไหร่นั่นเอง …

ห้องที่ติดๆ กัน หากมีกิจกรรมตามปกติ ก็ไม่ค่อยได้ยินเสียงอีกห้องหรอกครับ แต่ ถ้าเกิดมีกิจกรรม “พิเศษ” ล่ะก็ เสียงก็จะเล็ดลอดเข้าไป

ที่เจอๆ ก็จะมี .
1. ทำอาหาร ประเภท สับ โขลก
2. เป็นวิทยุโทรทัศน์ เสียงดัง ห้องที่มี home theater นี่ เปิดเบาๆ ก็ไม่ค่อยได้อรรถรส
3. กิจกรรม มีเสียง เช่น เล่นดนตรี หรือ อื่นๆ

เวลามีเสียงรบกวนทำไง…
อันแรกทำใจก๋อน เพื่อนบ้านกัน .. ให้อภัยกัน .. เดี๋ยวก็หยุด บางเสียง ฟังๆ อาจะเพลิน

แต่ถ้าเสียงเริ่มรบกวนเราแล้ว ให้จินตนาการต่อ ว่า เสียงนั้นน่าจะเป็นเรื่องจำเป็น … เป็นเราก็คงมีเสียง …

แต่ถ้ายังสลัดความรู้สึกนี้ไม่ได้ ก็ เดินออกมาหาต้นเสียงเลยครับ หาก อยู่คนละชั้น ก็ ให้โทรเรียก รปภ ให้ขึ้นมาช่วยหาแหล่งเสียง ..

โดยปกติที่ผมทำ เวลาเจอเคสแบบน้ ที่เร็วที่สุด เมื่อเจอห้องต้นเสียงก็เคาะเลยครับ ทักทาย ทำความรู้จัก และแจ้งด้วยความสุภาพว่า เสียงรบกวน ..

ที่ผ่านมา ทุกคน ทุกห้อง จะขอโทษ และ ระมัดระวัง การทำให้เกิดเสียงเลยครับ เรื่องเสียงนี่เป็นเรื่องเทคนิคครับ มีวิธีแก้ได้ ยาก ง่าย อยู่ที่ความตั้งใจครับ

เงียบไปก็หลอน ดังรำคาญก็ไม่ดี เอาที่พอดีๆ ละกัน .. ที่สำคัญ เพื่อนบ้านกัน คุยกันได้ครับ คอนโดเราอบอุ่น

ถ้าเจอก็ลองทำแบบนี้ดูนะครับ

คอนโด 101 – ทักทาย


คอนโดที่มีความสุขที่สุด คือ คอนโดที่อยุ่แล้ว เวลาเจอเพื่อนบ้าน ก็ทักทายรู้จักกัน อาจจะไม่ต้องสนิทแต่ก็ยิ้มแย้ม ทักทายสบายดี

ตอนผมมาอยู่ที่นี่ ก็คิดว่าคงจะดีไม่น้อย ถ้าคนในนี้ จะเหมือนกับหมู่บ้านเล็กๆ ถ้อยที ถ้อยอาศัยกัน มีการเกรงใจ ให้เกียรติ และ เคารพผู้อาวุโส
ผู้อาวุโส ก็ทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดี …

อยากสลัดความเป็นคนเมือง ต่างคนต่างอยู่ ไม่ไว้ใจกัน ยิ่งถ้ามีคนคอยยุแยงให้แตกแยกด้วย ยิ่งหนักเลย แล้ว อยู่คอนโดแบบนี้ เกิดขึ้นง่ายซะด้วย เพราะ คนพูดไม่รับผิดชอบอะไร พูดๆ แล้วก็ไป ทิ้งความร้าวฉานเอาไว้ นานๆไป ก็กลายเป็นสลัมแนวดิ่ง

คอนโดเรา ผมเคยสำรวจประชากร องค์ประกอบกำลังดี คนทำงานเยอะ และเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น การถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องทำได้ง่ายกว่า

การทักทายต้อนรับ สอบถามทุกข์สุข เลยเป็นสัญลักษณ์ของที่นี่ .. ดูอบอุ่นดี

ฝั่งเพื่อนบ้าน ดีละ ก็ต้อง ดีให้หมด ทั้ง รปภ ทีมบริหาร แม่บ้าน คนสวน ต้องรู้จักทักทายปราศัย

ยิ่งทีมบริหาร ที่ทำงานอยู่นี่ ใครเข้ามา ต้องทักทายเลย .. เรียนรู้จาก ร้าน 7 ได้ครับ แต่อย่าให้ดูแข็งเป็นหุ่นยนต์ ต้องทักทายมองตา ด้วยจะดี ว่าคนเข้ามา ต้องการให้บริการอะไร
1. ทัก
2. มองตา
3. ยิ้ม .
4. ถาม –> สบายดีมั๊ย? / มีอะไรให้ช่วย

รับเรื่องให้บริการแล้ว ก่อนร่ำลา ก็ต้อง มีคำร่ำลา –> การรักษาสุขภาพ เป็นคำยอดนิยม

ทำได้ดังนี้ ก็สมเป็นมืออาชีพแล้วครับ

พาพ่อมาเที่ยว


ปีนี้พ่อผมจะอายุ 90 …ถ้าแกยังอยู่นะ

พ่อจากไปตอนปี 2008 ตอนพ่ออยู่ ทุกวันที่ 3 ก.พ. พ่อจะมางานทหารผ่านศึกทุกปี

พ่อโดนรถชนวันที่ 3 ก.พ. ปี 2007 เพราะ อยากเอารูปที่ถ่ายเพื่อนในงานไปล้างมาส่งให้ … พ่อ กับ เพิ่อน ไม่รู้จัก และ ไม่สนใจ Facebook หรอกครับ วัยนี้ และ สมัยนั้น… ร่างพ่อนอนอยู่หน้าร้านถ่ายรูปนั่นแหล่ะ

พ่อฟื้นตัวจนผมพามางานนี้ได้ตอนปี 2008 ปกติไม่เคยมาเลย … มาปีนั้น เลยรู้ว่า ทำไม พ่อถึงมาทุกปี

เพราะเพิ่อนพ่อสมัยรบร่วมกันที่ยังอยู่ เขามากัน …ถ้ามีแรงเขาก็จะมา

ปี 2009 พ่อจากไปละ แต่พลังพ่อยังอยู่ และ ผมเชื่อว่า พ่อยังมีแรง …

พลังของพ่อส่งต่อมาที่ผม ผมจึงตั้งใจจะมาพร้อมกับพ่อทุกปี…

“ไอ้หนู…ปีนี้พาพ่อมาด้วยมั๊ย” จึงเป็นคำถามที่ได้ยินเมื่อมางาน ถึงแม้ปีนี้ผมจะอายุ 52 แต่มาอยู่ที่นี่ ผมรู้สึกเป็นเด็กทันที

เป็นเด็ก เป็นลูกที่ดีของพ่อ…

ผมตั้งใจจะทำให้พ่อแม่ภูมิใจ ..ด้วยการเป็นคนดี เท่าที่จะทำได้…ตอนนี้ก็ยังรู้สึกว่าดีไม่พอ

และสัญญากับพ่อว่าจะพามาให้ได้ทุกปี…

พ่อคงดีใจอยู่บนโน้น

ป๋อง

3 ก.พ. 2020

ราย รูป รอย


คุณอา หลายๆ ท่านพอเห็นหน้า ทักเลยว่า “ปีนี้หนูพาพ่อมาด้วยหรือเปล่า” …

ผมแปลกใจเหมือนกัน ที่มีคนทักแบบนี้หลายคน แต่ก็เข้าใจว่าการมางานนี้ทุกเช้าวันที่ 3 กพ ทำให้คนที่มางานนี้เหมือนกันจำกันได้…

พาพ่อมาอนุสาวรีย์ชัย

หลายคนก็ไปรบเวียตนามรุ่นเดียวกับพ่อ และ บอกว่า 21 กรกฏา มีงานที่เมืองกาญจน์เฉพาะทหารผ่านศึกเวียตนามด้วย…

ปีนึงพาพ่อมาที…ดีเหมือนกัน กะว่าจะพามาจนไม่มีแรง…

วันทหารผ่านศึก ปีนี้ตรงกับวันจันทร์ ได้เห็นจราจรยามเช้ากลางกรุง เห็นรถไฟวิ่งอยู่บนหัว เห็นดอกป๊อบปี้สีแดง และที่สำคัญ เห็นทหารหาญ ผู้กล้ารบ ที่เสียสละให้เราๆได้อยู่สุขสบายมารวมกันที่นี่

อาวิชัย วิเวท มาจากลพบุรี
คุณอาเพิ่อนพ่อ

หลายคนรู้ว่าทหารเสียสละแค่ไหน ..หลายคนก็ไม่รู้ บางคนได้สัมผัสบ้างผ่านการเรียน แต่รบจริงๆนั้น ลำบากกว่านั่นมาก … ฟังพ่อเล่าให้ฟังแล้วรู้สึกว่า ทหารนี่จิตใจต้องแกร่งมาก … ออกไปทำงานตอนเช้า อาจจะ ไม่ได้กลับมาดีๆ …

บางคนมาครบ บางคนมาขาด อวัยวะมาไม่ครบ

มาวันนี้ ถือว่ามาตาม ร.

มาตามราย…ชื่อทหารที่เสียชีวิต
มาตามรูป…รูปพ่อที่แทนตัว
มาตามรอย…ของความกล้าหาญเสียสละ

พี่ทหารท่านหนึ่งได้กล่าวเอาไว้…

ถ่ายรูปร่วมทหารหาญ

สรุปปี 2019 =========


สรุปปี 2019
=========
#สุขภาพ
ป่วยไม่ค่อยป่วย แต่เป็นปีที่ต้องไปนั่งคุยกับหมอบ่อยสุดละ เพราะต้องระวังโรคในกลุ่ม NCFs เนื่องจากอายุกำลังเข้าสู่วัยหนุ่มเต็มที่ 555

ปีที่แล้วพบว่าการพักผ่อนไม่พอทำให้ร่างกายอ่อนแอทันที ปีนี้เลยบริหารเวลาให้มีการพักผ่อนที่ดีขึ้น

เป็นหวัดอยู่ที เจอดีเลยเพราะ ระ. บำราศ กักตัวเนื่องจากกลับจากตะวันออกกลาง โดนค่าหมอคืนเดียวสองหมื่น(เป็นค่ายา 20 บาท)

วิ่งตามงานมีบ้าง ตามคนชวน ส่วนใหญ่ Jogging กับบ้านกับตามที่ได้ไปเที่ยว

การออกกำลังกาย ยังคงไม่มีวินัยเหมือนเดิม แถมไม่คุมการกิน น้ำหนักขึ้นไป Peak ที่ 93 kg

มาเจอพี่ท่านนึงเล่าเริ่อง A1C และการงดแป้ง เลยได้สติ เพราะ เราก็เสี่ยงเป็นเบาหวาน เลยเริ่มคุมการกินตั้งแต่ 8 Nov เป้าหมายจะลงไปที่ 80 kg (ลด 13 kg) ให้รางวัลตัวเอง และ หมอสิริชัยจะได้เลิกแซวเริ่องน้ำหนักสักที

ลดน้ำหนักตามเป้าปีนี้ไม่ทัน แต่ต้นปีหน้าคงเห็น กะว่าจะสร้างกล้ามเนื้อด้วย ถ้าสำเร็จ จะได้สุขภาพดี

#อารมณ์
พัฒนาดีขึ้นกว่าปีที่แล้วอีก ช่วงปีที่ผ่านมาได้ทดสอบทั้งงานประจำที่ทำ งานจิตอาสาที่คอนโด(จัดระเบียบงดให้รถนอกสิทธิ์มาจอด มีผลสะท้อนจากลูกบ้านกลุ่มเสียประโยชน์ออกมา) แต่ก็ผ่านมาได้นิ่งๆ สุขุม ใจเย็นกว่าเดิมมาก ตอนนี้ไม่ค่อยยึดติดกับอะไรมาก และพยายามจะเข้าใจในทุกเรื่อง เชื่อว่าการที่เราคิดดี ย่อมได้รับสิ่งดีๆ เข้ามา

อารมณ์มีวูบวาบบ้างช่วงงดแป้ง น้ำตาล นี่ล่ะ

เรื่องปะทะกับคนกลางถนนมีบ้างประปราย ไม่รู้ทำไมคนชอบแกล้ง มีเกือบต่อยกับคนมาป่วนที่คอนโดที (เขาต่อย ผมแค่เอามือจับหมัดเขาไว้) เรานิ่งไ แต่ก็ไม่ได้ปล่อยผ่าน เลยมีโอกาสเรียกตีนมาเรื่อยๆ

#งานอดิเรก
งานจิตอาสา ที่คอนโดนี่ ปีหน้าจะเป็นปีสุดท้ายละ 4 ปีละ ได้ทำเรื่องที่อยากทำให้บ้านตัวเองละ ถึงจะไม่หมดแต่ก็เกิน 80% –>ทีมงานเข้าที่ และ ทำงานประสานกันได้ดี เพื่อนบ้านก็น่ารัก FC มีพอประมาณ คนที่คิดลบเริ่มหายๆ ไป

เรื่องขี่รถ ขี่ออกทริป ปีนี้ทริปเดียวไปดู Concert ในเขา งาน ยิปซี ของพี่สุกี้ ไปกับ S-Rider ปีนี้ขับรถเที่ยวมากกว่าขี่

ปีนี้ได้ความรู้ มากมายหลายเริ่อง ตามที่ตั้งใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรถไฟ เริ่องการทำ Business ทั้งเข้าคอร์สและทั้งจากการทำงานจริง ได้เรียน กับ Alex Osterwalder ด้วย อยากเรียนด้วยตั้งแต่ปีก่อน ต้องขอบคุณพี่ๆ น้องๆ ในทีม ที่แชร์ความรู้ และ ให้โอกาส

การดูหนัง ยังเป็นงานอดิเรกที่ชอบ ปีนี้เริ่มเสพจาก Steaming ตาม Technology ที่เปลี่ยนไป Netflix ได้เงินจากผมปีละครึ่งหมื่น สำหรับค่าดูหนัง ส่วนโรงหนังได้เงินจากผมมากกว่านั้น แผ่นหนังปีนี้ซื้อน้อยลง และ คาดว่าอาจจะเลิกซื้อเป็นการถาวร เพราะที่ซื้อมา + ที่เป็นสมาชิก ก็หาเวลาดูนากมากแล้ว

Youtube เป็นสิ่งที่ผมให้เวลามากขึ้น ทั่งเริ่องงาน และ ความบันเทิง รวมถึงการทำ content เข้าไป Upload เอาไว้ ถือเป็นปีที่ผมใช้เรื่องนี้มากสุด

เพลง เป็นสิ่งที่ผมกลับมาให้ความสนใจ หลังจากหายไป 20 ปี ส่วนนึงคือ รูปแบบที่เปลี่ยนไป จาก ฟังจากแผ่น ipod มาเป็น streaming ผ่าน sportify

ปีนี้อ่านหนังสือดีๆ จบไปหลายเล่ม เพิ่มมุมมองและปลุกความเป็นหนอนหนังสือกลับมา

#งานหลัก
รากฐานความรู้ ทั้งเรื่อง Automatic packaging, ระบบ conveyor mobile ยังไม่ได้เอากลับมาใช้ในงานใหม่เลย ..จังหวะไม่ได้ พอจังหสะได้ เทคโนโลยีเปลี่ยน 555

แต่ได้เรียนรู้ศาสตร์ในการเข้าถึงลูกค้าทั้งโดนสอนจากการทำงาน + ความรู้จากผู้รู้ และ ตำรา ผมว่ามันสนุกมาก และ อุปสรรคก็มากเช่นกัน

ไม่รู้ว่าเราอายุมากหรือเปล่า เลยคิดว่าแพ้ไม่ได้ อายเด็กมัน 555 เลยลุยๆๆ จนลูกพี่ต้องมาบอกให้เพลาๆหน่อยก็ได้ (ห่วงสุขภาพ เดี๋ยวเครียดเกินขีด ตายในหน้าที่ 555) ผลดีคือ ความอึดนั้นลูกค้าเห็น จนเป็นความเข้าใจ (ไม่ใช่เห็นใจ) และทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ผมว่าดีต่องานต่อมา

ผลลัพธ์งานออกมาไม่ทันใจผม แต่พี่ๆ เข้าใจและให้กำลังใจกลับมา นี่ซิ workplace ในฝัน ที่อยากทำงานด้วย ต้องเป็นแบบนี้ ดูแลกัน ให้กำลังใจกัน

เหลืออีก 8 ปีเอง ต้องรับทำฝันให้เป็นจริงให้ได้

ที่ทำงานช่วงนี้ปรับเปลี่ยนโครงสร้าง จนผมเริ่มถนัดกับการเปลี่ยนแปลงละ ทำอะไรได้ไวอย่างคิด สนุกดี ไม่มีข้อแม้

#คนรอบตัว
ปีนี้ไม่มีการสูญเสียใครในครอบครัวไป เป็นปีที่มีความสุขกับคนรอบตัว

แต่มี เพิ่อนร่วมรุ่นที่ชุมพล สยาม สูตรสุคนธ์ จากไป …วัย 51 ชีวิตคนไม่แน่ไม่นอน

อีกเคสก็พี่สาว(พี่หน่อย) COMA ไปคน ได้เห็นสัจธรรม

เข้าใจความหมายของการมีชีวิต และ การมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบตัว

เพิ่อนบ้านในคอนโดมีประมาณ 2,000 จำได้ไม่หมดหรอก แต่เขาจำเราได้ จำในเรื่องดี เราก็ดีใจแล้ว

เพิ่อนใหม่ที่ได้รู้จักจะเป็นคนในระบบราง ราวๆ สามร้อยคน นิสัยดีทุกท่าน กลุ่มที่น่ารักจะมีทั้ง วศร8 และ กลุ่มอบรมระบบราง ด้วยกันมีประมาณ 3 คอร์ส

#ปีหน้าทำอะไร
1. ดูแลเรื่องสุขภาพตัวเอง แข็งแรงกว่านี้ 30%
2. หาความรู้ในงานตัวใหม่ หา กัลยานมิตรที่ดี
3. ทำงานจิตอาสามากขึ้น จัดเวลาให้ได้ สร้างคนดีๆ ให้เยอะขึ้น
4. ลงทุนในธุรกิจที่ชอบ เรียนรู้และฝึก skill กันไป
แค่นี้ก็พอแล้ว….
(4 ข้อนี่ลอกปีที่แล้วมา ของมันดี ไม่ต้องเปลี่ยนหรอก)

ป๋อง
30 Dec 2019

จากประหยัด มาสู่ เศรษฐกิจหมุนเวียน


ถ้าพูดถึงความประหยัดและก็ต้องยกให้พ่อผมเลยครับ

คุณพ่อชนะ วงษ์เกษม คุณพ่อที่แสนดีของผมนี่แหละ

งก กับ ประหยัดไม่เหมือนกัน ต่างกันที่ใครใช้ ถ้าเราจะเรียกประหยัด แต่ เพิ่อนจะเรียก งก 555 เพราะไม่แบ่งเพิ่อน เพิ่อนเลยว่าเอา

ดังนั้นใครไม่มีเพิ่อน สบายใจได้ ไม่มีใครว่างกแน่นอน

พ่อไม่ได้งก เพราะ แบ่งปันของมห้คนอื่นเสมอ (แต่ก็เลือกคนให้นะ) พ่อเด็นคนช่างเลือก เลือกตั้งแต่ที่มาของวัตุดิบเลยว่า
ทนไหม
ใช้ได้นานไหม
ดูแลง่ายไหม

เวลาจะใช้ท่านจะดูแลรักษาเป็นอย่างดี สงสัยเพราะวินัยทหาร เลยจัดการรักษาสภาพให้พร้อมตลอดเวลา อย่างรองเท้านี่มันแผล่บขนาดแมลงวันมาเกาะยังลื่น ก้นกระแทกตกลงมาหลายตัว เสื้อผ้าพีอ ใช้ทนมาก เลยชอบเห็นพ่อในเสื้อตัวเดิม ไม่ค่อยเปลี่ยน ซื้อใหม่ก็ไม่เอา เห็นตัวไหนผมไม่ค่อยใส่ พ่อจะแฮฟเลย สมัยนั้น เราใส่ size เดียวกัน ถึงพ่อจะตัวเล็กกว่า แต่พ่อมีพุงโต เลยใส่ได้

เริ่องใช้ของเวลาใช้เสร็จแล้วท่านจะรักษาความสะอาดเก็บไว้อย่างมีระเบียบ อันนี้ติดมาที่ผมบ้าง เพราะผมจะหงุดหงิดเวลาที่เห็นอะไรรกๆ ของอะไรที่ใช้เสร็จหมดสภาพก็จะเอามาดัดแปลง

เริ่องความประหยัดไม่ได้เป็นเฉพาะพ่อ แต่เป็นมาเหมือนกันหมดตั้งแต่ป้า จำได้ว่าบ้านป้า พี่ๆ ที่ทำงานจะเดี่ยวข้องกับข่าวหนังสือพิมพ์ กลับมาบ้านก็เอาหนังสือพิมพ์ พับเป็นถุงกระดาษ นั่งดู TV ไป พับถุงไป ได้ค่ากับข้าวกันเลยนะนั่น

ของในบ้านที่จะทิ้ง นี่น้อยมากเพราะพ่อเก็บหทด ตั้งแต่หนังสติํ๊ก น๊อต ตะปู สายไฟ หลอดไฟ ขวด กระป๋อง กระดาษ ตอนทิ้งขยะไม่ต้องห่วง โดนจับแยกหมดอะไรขายได้จับแยกหมดเพราะของที่ขายได้คือของที่เอากลับไปใช้ได้

พ่อสอนเรื่องนี้ผมตั้งแต่เด็ก แต่ผมไม่เคยรู้เลยว่า มาวันนี้มันจะเรียกว่า Circular Economy หรือ เศรษฐกิจหมุนเวียน ได้ยินครั้งแรกงงอนู่ตั้งนาน ว่าเริ่องอะไร เริ่องแบบนี้เดี๋ยวนี้ต้องมารณรงค์กันแล้วเหรอ ผมนึกว่าเป็นกันทุกบ้านแล้วซะอีก….

อนาคตจะมีเริ้องอะไรอีกน้าาาา ที่ต้องรณรงค์ อย่างเช่น เวลาข้ามถนนให้เงยหน้าทาดูรถบ้าง เพราะ มองแต่โทรศัพท์ หรือ เวลาขึ้นรถโดยสารให้ลุกให้คนชรานั่ง เพราะมนรถมีแต่คนชรา อะไรแบบนี้หรือเปล่า ยิ่งนานวันก็ดูเหมือนเราเวียนวน อยู่กับเริ่องเก่าแต่มุมมองใหม่ และทีทางออกใหม่ๆ ได้ทุกวัน

ในวาระสุดท้ายของพ่อ บทเรียนสุดท้ายที่พ่อสอนผมไว้ ไม่ให้เหลือ Waste แบบใช้หมด คือการบริจาคดวงตาให้สภากาชาด ผมยืนดูเจ้าหน้าที่นำดวงตาออกจากร่างน้ำตาไหลพราก ส่วนร่างก็บริจาคศิริราช ไปเป็นอาจารย์ใหญ่ที่ ม.รังสิต

แบบนี้เรียก Circular Economy ตัวพ่อที่แท้รู…

กราบ

คิดถึงพ่อ นะครับ

#mydad

เมอร์ส =====


“เส้นหาย”… พยาบาลสาวอุทานออกมาขณะที่พยายามยกแขนข้างขวาของผมขึ้น

หลังจากที่พยายามที่จะแทงเข็มเข้าไปในเส้นเลือด ผมรู้สึกปวดตุ่ยๆตรงเส้นเลือด

“ทะลุเส้นหรือเปล่าครับ ลองถอยเข็มออกมาหน่อยอาจจะเจอ” ผมบอก เผื่อจะได้ไม่ต้องแทงใหม่ เพราะนี่เป็นรูที่สองแล้วใน5 นาทีนี้ หลังจากรูแรกที่หลังมือซ้ายเจาะเอาเลือดไปไป 3 tube และคาเข็มไว้เผื่อว่าต้องให้ยา

” โอ้ย..” อันนี้สะดุ้งเลย หลังจากพยาบาลขยับมือและเข็มคงไปโดนอะไรเข้า…

สุดท้ายพยาบาลย้ายมาเจาะแขนซ้าย เหตุผลคือ ตัวอย่างเก็บจากที่เดียวกันไม่ได้

เลยได้ครบสามรู พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์… ครบพอดี

จะว่าไป เจาะเลือดไม่เจ็บเท่าไหร่ เพราะ เข็มเล็ก คมกริบ เจ็บจริงๆ 20% ส่วนที่เหลือ เป็นจินตนาการช่วยล้วนๆครับ เพราะ โดนจิ้มเป็นประจำ แต่ตอนเอาเอาน้ำมูกไปตรวจนี่ซิ… สุดจริง

ใครเคยโดนแหย่จมูกคงรู้ดี เนื้อเยื่อบางๆ ในจมูก… หรือที่ไหนๆ ที่ไม่เคยสัมผัสสิ่งแปลกปลอม เวลาโดนครั้งแรกนี่… น้ำตาเล็ดเลย

พยาบาลเอาที่้เก็บน้ำมูกมา… ลักษณะเป็นก้านตรงปลายเป็นพุ่มขนเล็กๆ แหย่เข้าไปในจมูก… จึ๊กแรก น้ำตาเล็ด…

“เดี๋ยวจะใส่เข้าไป 3 อันเลยนะคะ..” พยาบาลบอก…

“ไม่ใส่ทีละอันล่ะครับ” ผมถามอันเดียวยังน้ำตาไหลเลย สามอันนี่สงสัยขี้แตกแน่

“ต้องเก็บอีก 6 น่ะคะ ข้างละสาม ถ้าใส่ทีละอันจะเจ็บหลายที” น้องพยาบาลอธิบาย สมการนี้คิดง่าย

“งั้นยัดหกอันเลยก็ได้” ผมตอบแบบไม่กลัวจมูกแหก คิดแง่ดี ต่อไปจะได้หายใจโล่งๆ

“ไม่ได้ค่ะ ต้องเก็บสองข้าง” น้องบอก ผมทำหน้ายอม จากนั้นผมเห็นก้านสามก้านแหย่เข้าไป…
… น้ำตาไหลยิ่งกว่าตอน Iron man ตายเสียอีก

อ่านถึงตรงนี้ คงนึกสงสัย แล้วผมมาทำอะไรที่นี่วะ….?

========

ย้อนกลับไปเมื่อ 5 ชั่วโมงที่แล้ว…..

========

ผมมาทำงานวันแรก หลังจากพักร้อนไปตะลุยตุรกีมาหลายวัน

เมื่อวานหยุดพักผ่อนปรับเวลา นอนตื่นสาย รู้สึกตัวเองเหมือนจะตัวรุมๆ พอเข้า office สะดุดกึกกับกลิ่นสี ที่ office เพิ่งทาใหม่ๆ

อาการแพ้อากาศทุนเดิม ทำเอานั่งคัดจมูกตลอดทั้งเช้า… รู้สึกเหมือนตัวเองจะเป็นหวัด หน้ากากก็ไม่ได้ใส่มา เลยตัดสินใจออกมาหาหมอแถวบ้าน

รอบคอนโดมี รพ.เยอะครับ ทั้งศรีธัญญา นนทเวช เกษมราษฎร์ พระนั่งเกล้า แต่วันก่อนพาคนป่วยที่คอนโดไปส่งที่สถาบันบำราศนราดูร ได้เห็นห้อง ICU และ ส่วนหน่วยควบคุมโรคติดต่อ ตึกใหม่สะอาด ดูการทำงานของเจ้าหน้าที่ก็ รู้สึกว่า professional ดี ไปหาข้อมูลใน internet เลยรู้ว่า โรคที่เกี่ยวกับการติดเขื้อ อย่าง ไวรัสซาร์ ก็ต้องที่นี่ล่ะ แสดงว่า หมอเฉพาะทางด้านนี้ ที่นี่ต้องไม่ธรรมดา…

มีคนกลัวที่นี่เหมือนกันนะครับ เข้าใจว่า เกี่ยวข้องกับโรคติดต่อร้ายแรง และ เมื่อก่อนตึกอาจจะดูเก่าๆ ฟังๆ กันมา เพี้ยนๆ ไปบ้างเลยไม่ค่อยมีคนพูดถึงทางดีมากนัก

คนไทย.. ดีชมน้อย ถ้าไม่ดีนี่แชร์สนั่น…

โดยส่วนตัว ผมเองมาเจอเองก็ว่าดีนะ

วันนี้ผมเลยมาที่นี่ึครับ ออกจากที่ทำงานขับๆรู้สึกเหมือนรถลมยางจะอ่อน เลยแวะเช็คลม ช่างเติมลมให้บอกพร่องไม่มากเสร็จแล้วก็มาที่โรงบาลเลย

มาถึง แจ้งเจ้าหน้าที่ ให้บัตรประชาชนไป เจ้าหน้าที่ถามอาการ ผมก็ตอบไป ว่าคัดจมูก ไม่มีเสมหะ ไม่เจ็บคอ แต่อาจจะตัวรุมๆ เหมือนจะมีไข้

เจ้าหน้าที่ถามว่า เพิ่งเดินทางต่างประเทศหรือเปล่า ผมบอกเพิ่งมาจากตุรกี

เท่านั้นแหล่ะ… ทุกอย่างเปลี่ยนไปเลย…

======

เชิญทางนี้คะ… พยาบาลเชิญ ให้มานั่งตรงที่จัดไว้ด้านนอก มีป้ายบอกเฉพาะเลยว่าเป็นที่พักผู้ป่วยตรวจคลีนิคโรคทางเดินหายใจ พร้อมกับยื่นหน้ากากให้ผมสวม

พยาบาลขออนุญาต ถ่ายรูป โดยบอกว่าจะติดข้างๆ ไม่เห็นหน้า ผมก็งงๆ จะถ่ายข้างไปทพำม หน้าตาผมไม่หล่อพอหรือไง… สักพักเข้าใจ เขาคงเอาไปทำรายงานคนป่วย จากนั้นก็มีเจ้าหน้าที่ ถือกล้องคอยถ่ายรูปตามไปตลอด ตลอดจริงๆ

“เขิญทางนี้ค่ะ” พยาบาลให้ผมเดินไปตามทาง ระหว่างทาง ไม่มีให้สวนมาเลย ตอนเดินผ่านเจ้าหน้าที่ท่านนึง ได้ยินถามกันว่ามีอะไร ถึงต้อง เคลียร์ทางเดิน… เห็นเขาคุยกันเป็นศัพท์เทคนิค ผมไม่เข้าใจ

ผมเดินจากตึกแรก เหมือนจะผ่านมาอีกตึกมาตึกทฝหมายเลข 7 ตอนเดินไม่ได้เดินตามทางเดินคนทั่วไป แต่จะลัดเข้าห้องโน้นห้องนี้ ผ่านประตูมาน่าจะ 7 ประตูได้ มาจนถึงห้องผู้ป่วย สะอาด โปร่ง ดูสบาย

“ต้องขอดูอาการนะคะเนื่องจาก ตุรกี เป็นเขตเฝ้าระวังไวรัสเมอร์ส….”

“เมอ… อะไรแว้…” เคยได้ยินแต่ ซาร์ อีโบล แต่ เมอร์ส นี่ไม่คุ้น

“ผมต้องโดนกักตัวอยู่นี่เหรอครับ ไม่ได้เอาอะไรติดตัวมาเลย ว่าจะให้หมอตรวจว่า้ปผ้นไข้หวัดใหญ่หรือเปล่าแค่นั้น…” ผมคิดเล่นๆก่อนหน้านี้ ยังอำเพื่อนที่ไปเที่ยวด้วยกันทาง line เลย… ตอนนี้โดนกักจริงๆ

ผม text บอกที่ทำงานก่อน แล้วเปลี่ยนโทรศัพท์ เป็น save mode เพราะ จะได้เ้ก็บไว้ใช้นานๆ.. ที่ชาร์ทอยู่ในรถนี่เอง แต่ตอนนี้ ออกจากประตูห้องนี้ก็คงไม่ได้แล้ว…

” เดี๋ยวเปลี่ยนชุดเลยนะคะ สักครู่พยาบาลจะมาขอเจาะเลือดไปตรวจคะ”

========

ตอนนี้ผมอยู่ในห้องคนเดียวละ ห้องนี้สะอาดมาก ข้างบนมีช่องดูดอากาศสองช่องบนเพดาน เข้าใจว่าระบบปรับอากาศที่นี่ต้องมีระบบฆ่าเชื้อ เพื่อป้องกันการติดต่อทางอากาศ (Air bond)

พยาบาลเข้ามาสองท่าน หน้าตาดีเหมือนกันหมด เพราะใส่หน้ากากปิดไปครึ่งหน้า เห็นแต่ตาสวยๆ กับเสียงเพราะๆ เธอหยิบ หลอดตัวอย่างให้ผมขากเสลดใส่ หลอดทั้ง 4 ผมไม่มีเสลดเลยขากจนหน้าเขียวก็ได้แต่น้ำลาย

เสร็จแล้วส่งแก้วมีฝาปิดมาอีกสอง ให้ผมฉี่ใส่.. ผมบอกว่าเพิ่งจะฉี่ไปเอง พยาบาลทำหน้าวิงวอน เพราะว่าจะได้ไม่ต้องมาอีกที ผมเลยไปจัดออกมาให้อีก ช่วงนี้ดื่มน้ำวันหลายลิตร ฉี่ได้ตลอดเวลา

และแล้วก็มาถึงตอนเจ็บตัวล่ะ พยาบาลขอมือซ้ายผมไปดูเส้น ผมสงสัยไม่เจาะจากข้อแขน..

“ต้องคาเข็มไว้คะ… ตรงข้อแขนไม่้หมาะ เดี๋ยวเผลองอแขน…” พยาบาลสาวสวยบอก

อ่อ.. นานๆ ได้คาเข็มไว้ที… จะว่าไป ผมนอนโรงบาลน้อยมาก ล่าสุดที่จำได้คือ คืนก่อนบินไป HongKong อันนั้นอาหารเป็นพิษ นอกนั่นก็เข้าไปตรวจ ขอยา ซน เล็บหลุด ทำแผล… นอนป่วยนี่น้อย

ดังนั้นวันนี้ให้นอน ก็อยากนอนนะ… นานละไม่ได้นอนโรงพยาบาล

เจาะได้เลือดไปสามหลอด… สักพักมาขอผมเจาะข้อแขนขวา… เพราะว่า ต้องส่งตัวอย่าง คนละจุดกัน….

“เส้นหาย”… พยาบาลสาวอุทานออกมา…

========

ผมนอนดูเพดานห้อง ทบทวนอะไรหลายอย่าง นึกสงสารเพื่อน และ คนรู้จัก ที่ป่วยติดเตียง มันคงทรมาน ไม่ได้นอนสบาย เพราะ คนป่วยจะปวดตามเนื้อตามตัว… ไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐจริงๆ

ผมหลับไปตอนเคารพธงชาติ หกโมงเย็น ตื่นมาฉี่อีกสองรอบ ตอนนี้ยังไม่สองทุ่ม แต่รู้สึกเหมือนนอนอิ่มแล้ว….

นั่งดู TV ก็ไม่สนุก TV ที่นี่จอใหญ่ ชัดด้วย แต่วันนี้ไม่อยากจะดูอะไร หมอเข้ามาตรวจ เล่าให้ฟังว่า เรามาจากประเทศตะวันออกกลาง และมีอาการต้องสงสัย ขึงต้องตรวจให้ละเอียด ผมนั่งอ่านดู ไวรัสเมอร์สนี่ถึงตาย และ ไม่มีทางรักษา ระบาดหนักเมื่อสี่ปีที่แล้ว ค้างคาว และ อูฐ เป็นพาหะ

ตอนหัวค่ำ ตอนโดนถามถึงถามเยอะว่า ขี่อูฐ จับอูฐ กินเนื้ออูฐ กินนมอูฐ มาหรือเปล่า ผมบอกว่าเปล่า แต่ถ่ายรูปอูฐไกลๆ เพราะ ถ้าใกล้ๆ มันคิดเงิน… นี่รอดเพราะงกเลยนะเนี่ย

ผมบอกหมอว่า ค่าใช้จ่ายให้ใช้สิทธิ์ประกันสังคมนะ แต่โรงพยาบาลตามสิทธิ์ผมอยู่เกษมราษฎร์ โน่น หมอบอกเดี๋ยวจัดการให้

ผมจ่ายประกันสังคมเดือนละ 750 บาท นี่เป็นครั้งที่สองที่ลองใช้บริการดู หลังจากครั้งแรกลองไปตัดหูดที่นิ้ว…ที่เกษมราษฎร์มา ครั้งแรกนั้นไม่ประทับใจนักคนไข้เยอะรอนาน แต่ครั้งนี้ Super VIP มาก

สักพักมาขอ X Ray ปอด เจ้าหน้าที่มีเครื่องมาทำให้ถึงเตียงเลย… เรียกว่าไม่ต้องออกจากห้อง ห้องผม ประตูสองชั้น เปิดปิดด้วยเซ็นเซอร์ ไม่ต้องเอามือสัมผัสอะไรทั้งนั้น ก๊อกน้ำ ก็ใช่ กล่องสบู่ก็ใช่ เหลือฝักบัว ชักโครก กับสายชำระ ที่ยัง manual อยู่

ดึกๆ หมอมาส่งข่าว ว่าผล Lab ที่บำราศฯ ออกละ แต่ต้องขอผลจาก กองควบคุมโรค กับ จุฬา ยืนยันอีกสองทีี่ คาดว่าตอนเช้าจะทราบผม

ผมรอได้ นอนโรงบาลก็สบายดี.. Batt โทรศัพท์ใกล้หมด เลยโทรบอกน้องหน่อยให้เอามาให้ เพราะ ร.พ. กับ คอนโด ใกล้กันนิดเดียว

ห้าทุ่ม ท้องร้อง ทานเย็นไปนิดเดียว อาหารจืดๆ พยาบาลบอกว่า ต้องจืด เพราะเกรงมีผลกับความดัน ไวรัสเมอร์ส จะมีผลทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนง่าย กับ คนสูงอายุ คนเป็นเบาหวาน และ คนเป็นความดัน ต้อง save ไว้ก่อน

พยาบาลเข้ามาวัดไข้ให้ทุกชั่วโมง แต่ก็ไม่มีไข้… วัดออกมาอยู่ที่ 36.5 C ดีไป ผมบ่นหิว สักพักพยาบาลกลับมาเอา เมล็ดทานตะวัน ขนมปัง กับนมข๊อคโกแลคมาให้…. บอกว่า พวกเธอไปเที่ยวและซื้อมาทานกัน…

นางฟ้าอยู่ในห้องผมนี่แหล่ะ ไม่ได้อยู่ไกลเลย….

หลังจากนั้นผมหลับสบาย…..

=========

ตอนเช้าตื่นมา สบายตัวดีจัง หมอเริ่มให้ยาปฏิชีวนะ ไปหนึ่งเม็ดเมื่อคืน…

ตอนสายๆ หมอมาตรวจบอกว่าไม่พบไวรัส เมอร์ส และ อีก 33 สายพันธ์ แต่พบเชื้อแบททีเรีย และ หลอดลมอักเสบเล็กน้อย… กลับบ้านได้

เจ้าหน้าที่เอาบัตรประชาชนมาคืน และ ตัดยอดค่าใช้จ่ายมาให้ ค่ายาที่ทานรวมกลับบ้านด้วย แค่ยี่สิบบาท…

แต่ค่าตรวจ ค่าห้อง ค่าอื่นๆ รวมกันสองหมื่นกว่าบาท… ดังนั้นหาหมอเดี๋ยวนี้ เตรียมสิทธิ์ให้พร้อม ไม่งั่นมีสิทธิ์เป็นลมเพราะบิลค่าตรวจรักษาได้นะครับ….

ขอบคุณทุกท่านทีี่่ให้กำลังใจ และ เป็นห่วงนะครับ รู้ว่าทุกท่านอยู่กับผมตลอดแบบนี้ก็ดีใจครับ เป็นเพื่อนกันห่วงใยกัน แค่นั่นก็พอครับ

คนเกิดปี 2511


ผมเกิด กุมภา 2511…

คนเกิดรุ่นผมตอนนี้กำลังเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ เลยรู้สึกว่าอะไรๆ มันก็ฮิตหรือปรับตัวตามคนรุ่นผมนี่แหล่ะ

ไม่ชื่อลองอ่าน แล้วเถียงดูได้

เอาตั้งแต่ตอนเกิดเลย … ผมเกิด รพ. Mission แต่ช่วงนั้น ผดุงครรถ์ หรือ หมอตำแย งานชุกยิ่งกว่าขายของ Online ตอนนี้อีก

อายุ 7 ขวบ ป.1 เป็นเด็กน้อย –》 หลวงเห็นเด็กเยอะ เลยมีศูนย์เยาวชน ไปตลอด มีที่เล่นของเด็กเยอะดี ้เี๋ยวนี้รื้อเป็นที่จอดรถบะ เพราะรึ่นผมเลิกเล่น ส่วนเด็กรุ่นนี้อยากเล่น จ่ายตังส์เล่นในห้างจ่ายเป็นชั่วโมง

อายุ 13 ม.1 โลกนี้สร้างเกมกด ออกมาให้คนรุ่นผมเล่นละ ราคาที่พ่อแม่พอจะซื้อหาให้ได้ ผมไม่มีหรอก ยืมเพื่อน –》นึกถึงตอนกด Popeye รับของ 200 ได้ป๊อก

อายุ 16 ม.4 –》 เลิกเรียน ไปไส Roller sket หาเรื่องจับมือสาวแบบเนียนๆ ผสมเพลง Disco

อายุ 18 เรียน ม.ปลาย –》 ธุรกิจดนตรี Peak มาก ขายเทปกันให้ลึ่ม ฟรีคอนเสริต์ มีให้ดูทุกอาทิตย์ ผ่านหนามเป้าต้องโลกดนตรี

อายุ 20 เรียน ม. (มหาลัยนะจ๊ะ )–》วัยแต่งรถ รถซิ่ง เต็มถนน หน้าตาไม่หล่อ แต่มีตังส์ แต่งรถ เดี๋ยวหล่อเอง ถามเรื่องรถรู้ทุกอย่าง แต่เติมน้ำม้นกับสูบลมยังต้องวานเด็กปั๊ม

อายุ 24 ทำงานละ เริ่มใช้ Internet แบบไม่รู้จัก Internet –》 มี e mail ที่ลงท้ายเป็น ดอทบริษัท

อายุ 25 ยุค Disco เข้ามาอยู่ในหัวใจ วันหยุดครั้งใดไป ดิสโก้เทค –》 ตอนนั้นใครๆ ก็รู้จัก papa cafe, The palace และ NASA Specy dome

อายุ 30 Rock never die –》 Rock pub เต็มเมือง จิบน้ำชา ฟังเพลงร๊อค ผมยาว สะบัดหัว

อายุ 33 ออกไปหาประสบการณ์ต่างประเทศ ตอนนั้น การจากบ้านไป เป็นเรื่องใหญ่ต้องตัดสินใจ Low cost airline ยังไม่มี การขึ้นเครื่องบิน เป็นเรื่องของคนมีต้งส์ –》 เดี๋ยวนี้ คนนิยมทำงาน Inter ติดต่อต่างประเทศใครไม่เคยไปเมืองนอก หรือไม่เคยขึ้นเครื่องบิน เหมือนอยู่ในฝาหนมครก (ศัพท์นี้ผมตั้งให้)

อายุ 42 เริ่มปั่นจักรยานมาทำงาน อยากแข็งแรง สมัยนั้น การขี่ในกรุงเทพจัดเป็นความบ้า –》 เดี๋ยวนี้ขับรถต้องคอยระวังจักรยาน

อายุ 46 อยากท่องโลกด้วยสองล้อ ซื้อ Big Bike มาขี่ –》 ตอนนี้ หันไปทางไหนมีแต่ Big Bike

อายุ 48 สนใจสุขภาพ เริ่มวิ่งหางานลงวิ่ง แรงดีๆ ไม่วิ่ง มาวิ่ง Full Marathon เอาตอน 50 –》เดี๋ยวนี้งานวิ่ง เยอะกว่าหนังกลางแปลง

อายุ 51 รุ่นพี่เริ่มเกษียณ รุ่นเาาก็เริ่มสนสุขภาพ –》 กทม เปลี่ยน ศูนย์เยาวชน เป็นศูนย์สุขทุกวัย

เขียนมาเยอะ เข้าสูตร
“กินของขม ชมเด็กสาว เล่าความหลัง หนังตาเหี่ยว เยี่ยวรดหัวแม่ตรีน”

ไม่มีอะไรมาก …สัปดาห์หน้าวันเกิดผมละ จะ 52 ละ ยังตื่นเต้นเป็นเด็กเห่อ..xxx อยู่เลย

สรุปปี 2018 =========


#สุขภาพ

มีป่วยบ้าง สาเหตุหลักคือ ออกกำลังกายแล้วพักผ่อนไม่พอ … อดนอนสามวันร่วงทันที

ปีนี้วินัยเรื่องการออกกำลังแย่มาก
อาหารการกินก็ด้วย ไม่ค่อยวางแผนการกิน
พักผ่อนดีขึ้นนิดนึง

ปีหน้าต้องปรับปรุงใหม่… ต้องทำให้ดี

#อารมณ์

พัฒนาดีขึ้นมาก สุขุม ใจเย็นกว่าเดิมมาก การเป็นกรรมการที่คอนโด สอนเรื่องวิธีการ handle กับคนหลากหลาย

สมาธิ และ สติ จะดีกว่าเมิ่อก่อนเยอะเลย

#งานอดิเรก

หนักไปทางจิตอาสา งานที่คอนโดนี่จะเข้าปีสามละ
เรื่องขี่รถ ขี่ออกทริป ไปสามทริปเอง น้อยมาก คงเริ่มอิ่ม
ปีนี้ได้ความรู้ เรื่องเขียน App บนมือถือมาอีกวิชานึง ก็มาเขียนไว้ใช้เองได้ ถ้าไม่ซับซ้อนมาก
ปีนี้กลับมาสนใจเทคโนโลยีเกมส์ อีกละ เพราะ เปลี่ยนมา Generation ใหม่ แถมมี VR ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนของเกมส์ หรืออาจจะของโลก

#งานหลัก

ปีนี้วางรากฐานงานเอาไว้กินยาวๆ ทั้งตัว Automatic packaging, ระบบ conveyor mobile แต่คิดๆ ดูแล้วงานเดิมคงไม่เหมาะกับ 9 ปีสุดท้าย เลยตัดสินใจเปลี่ยนแนวของงานซะเลย
จากการคาดคะเน ถ้าคาดไม่ผิด อีกไม่เกิน 5 ปี สนุกแน่ๆ ตอนนี้ต้องติดอาวุธให้ตัวเอง เพราะอีกหน่อย ไม่มีอาชีพอะไรจีรัง

#คนรอบตัว

คนที่ยังอยู่ก็ดูแลกันไป คนที่จากไปก็ให้ระลึกถึง ญาติผู้ใหญ่น้อยลงเรื่อยๆ เพื่อนฝูง ก็มีเริ่มป่วย ต้องดูแลตัวเองให้ดี ไม่ใช่แค่เป็นภาระ แต่เราต้องเป็นผู้นำครอบครัว

#ปีหน้าทำอะไร

1. ดูแลเรื่องสุขภาพตัวเอง แข็งแรงกว่านี้ 30%
2. หาความรู้ในงานตัวใหม่ หา กัลยานมิตรที่ดี
3. ทำงานจิตอาสามากขึ้น จัดเวลาให้ได้ สร้างคนดีๆ ให้เยอะขึ้น
4. ลงทุนในธุรกิจที่ชอบ เรียนรู้และฝึก skill กันไป

แค่นี้ก็พอแล้ว….